ตัวเลขสัดส่วนหนี้ต่อ GDP ที่ปรับตัวลดลง อาจทำให้หลายฝ่ายบนหอคอยงาช้างมองว่าสถานการณ์เศรษฐกิจและภาระหนี้สินของคนไทยกำลังคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น แต่หากมองข้ามภาพรวมระดับมหาภาคและเจาะลึกลงไปถึงสถานะทางการเงินระดับจุลภาคของแต่ละครัวเรือน ความเป็นจริงที่ซ่อนอยู่คือ สภาวะที่เรียกว่า “ความเปราะบาง” ที่พร้อมจะแตกหักได้ทุกเมื่อหากมีปัจจัยแทรกซ้อนเพียงเล็กน้อย

ภาพสะท้อนที่ชัดเจนที่สุดมาจากผลสำรวจล่าสุดของหอการค้าไทย ที่ชี้ให้เห็นว่าภาระที่แท้จริงของแต่ละบ้านไม่ได้เบาบางลงเลย ในทางกลับกัน หนี้เฉลี่ยของครัวเรือนไทยกลับพุ่งสูงขึ้นจาก 740,597 บาทในปี 2568 ทะยานสู่ 794,945 บาทในปี 2569 หรือคิดเป็นการเติบโตถึง 7.3% ภายในเวลาเพียงหนึ่งปี

พฤติกรรมฟุ่มเฟือย หรือ ปัญหาเชิงโครงสร้าง

เมื่อพูดถึงปัญหาหนี้สิน ภาพจำที่คนส่วนใหญ่มักมีคือการใช้จ่ายเกินตัว ซื้อของฟุ่มเฟือย หรือพฤติกรรมติดหรู แต่ข้อมูลชุดนี้กำลังตบหน้าความเชื่อเดิมๆ อย่างจัง

ความจริงที่น่าตกใจคือ ผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่าปัจจัยหลักที่ทำให้หนี้สินเพิ่มขึ้น ไม่ใช่การซื้อของชิ้นใหญ่หรือการท่องเที่ยว แต่เป็น “รายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่าย” (15.5%) และ “ค่าครองชีพที่สูงขึ้น” (14.1%) นี่คือปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างแท้จริง เป็นภาพของคนที่พยายามใช้ชีวิตปกติ แต่ต้นทุนในการมีชีวิตรอดกลับสูงขึ้นจนรายได้ตามไม่ทัน

ยิ่งไปกว่านั้น แม้ตัวเลขจะบอกว่าผู้ตอบแบบสอบถามถึง 73.1% ยังสามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนด แต่นั่นเป็นเพียง “ยอดภูเขาน้ำแข็ง” เพราะเมื่อถามลึกลงไป กลับพบว่า 67.5% ของคนกลุ่มนี้ เคยมีประวัติ “ขาดผ่อน” หรือ “ผิดนัดชำระหนี้” อย่างน้อยหนึ่งครั้งในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา โดยสาเหตุหลักมาจากเหตุจำเป็นที่ต้องใช้เงินฉุกเฉิน รายได้ที่หดหาย หรือภาวะเศรษฐกิจที่ไม่เอื้ออำนวย

The “Survivor” Economy ภาพสะท้อนของคนส่วนใหญ่

สภาวะเปราะบางทางการเงินในปัจจุบัน ไม่ใช่คนที่ล้มละลายหรือไม่มีข้าวกิน แต่คือภาพของกลุ่มคนที่ “ยังยืนอยู่ได้” ในวันนี้ พวกเขายังไปทำงาน ยังจ่ายบิลค่าไฟ ยังผ่อนรถคันเดิมได้ตรงเวลา แต่จุดตายคือ พวกเขาไม่มีเบาะรองรับใดๆ เลย

หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันเพียงครั้งเดียว ไม่ว่าจะเป็นอุบัติเหตุที่ต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลหลักหมื่น การถูกลดวันทำงาน หรือรถยนต์เสียที่ต้องซ่อมครั้งใหญ่ คนกลุ่มนี้พร้อมจะพลิกสถานะจาก “ผ่อนไหว” กลายเป็น “ผิดนัดชำระหนี้” และร่วงหล่นสู่วงจรหนี้เสียได้ในพริบตาเดียว

หากเรานำบริบทนี้ไปจับกับกรอบความคิดระดับโลกอย่าง Wealth Spectrum Test ซึ่งคิดค้นโดย Roger James Hamilton ผู้ก่อตั้ง Entrepreneurs Institute คนไทยส่วนใหญ่ในสถิตินี้กำลังติดหล่มอยู่ในสถานะ “Survivor” หรือกลุ่มคนที่แค่หาเงินมาเพื่อเอาชีวิตรอดไปเดือนๆ หนึ่งเท่านั้น

Wealth Spectrum Test คุณกำลังเล่นเกมการเงินอยู่ในเลเวลไหน

Roger James Hamilton ได้ต่อยอดแนวคิดนี้ในหนังสือ The Millionaire Master Plan โดยสร้างกรอบที่เรียกว่า Wealth Lighthouse ซึ่งแบ่งโครงสร้างประชากรตามระดับความมั่งคั่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ 9 โทนสี (จากระดับรากหญ้าไปจนถึงมหาเศรษฐีผู้กุมกฎ) การทำความเข้าใจโครงสร้างนี้ ไม่เพียงช่วยให้เราประเมินตัวเอง แต่ในมุมของนักธุรกิจและนักการตลาด มันคือการประเมิน “กำลังซื้อ” และ “Mindset” ของผู้บริโภคในตลาดได้อย่างทะลุปรุโปร่ง

กลุ่มที่ 1: Foundation (ตั้งหลักให้รอด)

นี่คือฐานรากของปิรามิด ซึ่งคนส่วนใหญ่ของประเทศและมนุษย์เงินเดือนจำนวนมากกำลังดิ้นรนอยู่ใน 3 ระดับสีนี้ โดยจุดเด่นของคนกลุ่มนี้คือการวางแผนการเงินระยะสั้นไม่มีระบบการออมที่แข็งแรง และขาดคนสนับสนุน

  • 1.1 Infrared (Victim): ผู้ติดหล่มกระแสเงินสดติดลบ กลุ่มนี้คือคนที่เป็นหนี้เพิ่มขึ้นทุกเดือน ดอกเบี้ยทบต้นจนความเครียดถึงขีดสุด สิ่งที่ Hamilton แนะนำไม่ใช่การหาเงินเพิ่มเป็นอันดับแรก แต่เป็นการ “หยุดเลือดที่ไหล” รีบจดบันทึกรายจ่าย หาสิ่งที่ตัดทิ้งได้ และสร้างวินัยทางการเงินอย่างเด็ดขาด
  • 1.2 Red (Survivor): กลุ่มเอาตัวรอด คนกลุ่มนี้ไม่ได้มีเงินติดลบทุกเดือน พวกเขามีรายได้เพียงพอที่จะประคองชีวิตไปได้แบบ “เดือนชนเดือน” (ซึ่งตรงกับประชากรไทย 67.5% ในผลสำรวจ) ปัญหาของคนกลุ่มนี้คือขาดแรงจูงใจในการเติบโต และมักให้ความสำคัญกับการใช้จ่ายเพื่อระบายความเครียด มากกว่าการกันเงินไว้ลงทุน
  • 1.3 Orange (Worker): กลุ่มคนทำงานที่เริ่มมีเงินเก็บ พวกเขามีเงินเหลือในแต่ละเดือน ไม่ติดลบ แต่ข้อจำกัดคือ “ต้องเอาเวลาและแรงงานไปแลกเงิน (Active Income)” หากพวกเขาหยุดทำงานหรือป่วย รายได้ก็จะหยุดตามทันที เพดานรายได้ของคนกลุ่มนี้จึงถูกจำกัดด้วยเวลา 24 ชั่วโมงต่อวัน

กลุ่มที่ 2: Enterprise (เมื่อเงินและระบบเริ่มทำงานแทนเรา)

กลุ่มนี้คือจุดเปลี่ยนผ่านจากการเป็นลูกจ้างหรือผู้ใช้แรงงาน ไปสู่การสร้างระบบและบริหารจัดการ ผู้ที่ก้าวมาสู่จุดนี้ได้คือคนที่มองข้ามความมั่นคงระยะสั้น ไปสู่การสร้างความมั่งคั่งระยะยาว

  • 2.1 Yellow (Player): ผู้เล่นอิสระหรือเจ้าของกิจการขนาดเล็ก (SME, Freelance ขั้นสูง) เริ่มมีเส้นทางและอิสรภาพทางการเงินของตัวเอง แต่รายได้ยังมีเพดานเพราะธุรกิจยังต้องพึ่งพา “ตัวเขาเอง” เป็นหลัก หากลาพักร้อนยาว ธุรกิจอาจสะดุด เพราะยังขาดระบบและคนที่ไว้ใจได้มาทำแทน
  • 2.2 Green (Performer): ผู้สร้างทีม นี่คือระดับที่คนเริ่มเข้าใจคำว่า “Leverage” ธุรกิจสามารถเดินหน้าต่อไปได้ด้วยทีมงานที่มีประสิทธิภาพ และทีมงานสามารถสร้างผลกำไรได้มากกว่าที่เขาทำคนเดียว หัวใจสำคัญของเลเวลนี้ไม่ใช่การทำงานให้หนักขึ้น แต่คือการไว้ใจ และการบริหารคน
  • 2.3 Blue (Conductor): วาทยกรทางการเงิน คนกลุ่มนี้ก้าวข้ามการบริหารคน ไปสู่การบริหาร “เงินทุนและสินทรัพย์” พวกเขามีพอร์ตการลงทุนหลายทาง เชี่ยวชาญการมองภาพรวมระดับมาโคร ถอยตัวเองออกมาจากการทำงานระดับปฏิบัติการ และจัดพอร์ตชีวิต ธุรกิจ และการลงทุนให้สอดคล้องกัน

กลุ่มที่ 3: Alchemy (เกมที่ไม่ได้วัดกันที่ยอดเงินในบัญชีอีกต่อไป)

ระดับยอดปิรามิดที่ก้าวล่วงเรื่องการหาเงินเลี้ยงชีพไปไกลแล้ว แต่เป็นการสร้างอิมแพคต่อโลกและการตั้งกฎเกณฑ์ใหม่

  • 3.1 Indigo (Trustee): ผู้กุมความมั่งคั่งระดับสูง คนกลุ่มนี้มีสายสัมพันธ์ทางการเงินระดับโลก สามารถดึงดูดเม็ดเงินมหาศาลและสร้างสรรค์โอกาสทางเศรษฐกิจในระดับที่คนทั่วไปมองไม่เห็น
  • 3.2 Violet (Composer): ผู้แต่งเพลง หรือ “ผู้กำหนดกติกา” คนกลุ่มนี้ไม่จำเป็นต้องลงไปเล่นในเกมการเงินที่คนอื่นสร้างขึ้น แต่พวกเขาสามารถสร้างเงื่อนไขและกติกาของตัวเอง สะสมความมั่งคั่งระดับมหาเศรษฐี
  • 3.3 Ultraviolet (Legend): ระดับตำนานที่เงินไม่ใช่ตัวชี้วัดอีกต่อไป พวกเขาคือสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนแปลงระดับโลก เป็นผู้นำทางความคิดและผู้ทรงอิทธิพลที่เปลี่ยนวิถีชีวิตของผู้คน เช่น Warren Buffett, Bill Gates หรือ Oprah Winfrey

ตัวเลขเศรษฐกิจของปี 2569 เป็นกระจกสะท้อนว่า เราไม่สามารถใช้ชีวิตอยู่บนความประมาทได้อีกต่อไป การที่ครัวเรือนส่วนใหญ่ติดอยู่ในสถานะ Red (Survivor) หรือ Orange (Worker) หมายความว่ากำลังซื้อในตลาดระดับกลางถึงล่างมีความเปราะบางอย่างรุนแรง

สำหรับผู้อ่าน ลองถอยออกมาหนึ่งก้าวแล้วประเมินตัวเองอย่างตรงไปตรงมาว่า วันนี้คุณกำลังยืนอยู่บนสีอะไรของสายรุ้งทางการเงินเส้นนี้?

การรู้สถานะตัวเองไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่การหลอกตัวเองว่าเศรษฐกิจดีและตัวเองยังไหว ทั้งที่ฐานรากกำลังผุกร่อนต่างหาก คือหายนะทางการเงินที่แท้จริง ถึงเวลาแล้วที่คุณต้องเลิกโทษเศรษฐกิจ และเริ่มขยับตัวเองจากกลุ่ม Foundation ขึ้นสู่ระดับที่แข็งแกร่งกว่าเดิม เพราะในโลกทุนนิยมที่ไร้ความปรานี หากคุณไม่ปรับตัวเพื่อไต่ระดับขึ้นไป… คุณก็จะถูกผลักให้ตกลงมาอยู่ในจุดที่แย่กว่าเดิมในที่สุด

 

I'm a Content Creator and Storyteller, and i love Shooting my daughter :><: