เคยสงสัยไหมว่าทำไมเราถึงยอมจ่ายเงินหลักหมื่นเพื่อไปเดินตากแดด เข้าคิวรอเครื่องเล่นนานนับชั่วโมง แต่สุดท้ายกลับเดินออกมาพร้อมรอยยิ้มและความรู้สึกว่า “ฉันต้องกลับมาที่นี่อีกให้ได้”?

คำตอบไม่ได้อยู่ที่ความหวาดเสียวของรถไฟเหาะ หรือความน่ารักของ Mickey Mouse เพียงอย่างเดียว แต่มันคือศาสตร์ที่เรียกว่า “Experience Design” หรือการออกแบบประสบการณ์ที่ Disney ทำได้ลึกล้ำระดับ “จิตวิทยาพฤติกรรมศาสตร์”

หนึ่งในตำนานที่ถูกเล่าขานมากที่สุด คือเรื่อง “ถังขยะทุก 30 ก้าว” เรื่องเล็กๆ ที่สะท้อนปรัชญาการทำธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ว่า: อย่าพยายามเปลี่ยนลูกค้า แต่จงออกแบบธุรกิจให้รับกับนิสัยของพวกเขา เอาจริงๆ เวลาเดินตามจุดต่างๆ ในดิสนีย์แลนด์ ถ้าเราไม่รู้สึกว่าจะต้องทิ้งขยะคนก็แทบจะไม่สังเกตเลยว่าเจ้าหุ่นตามจุดต่างๆ นั่น มีถังขยะซ่อนอยู่

วันนี้ Thumbsup จะพาไปถอดรหัสกลยุทธ์เบื้องหลังเวทมนตร์ของ Disney ที่เปลี่ยนจาก “สวนสนุก” ให้กลายเป็น “เครื่องจักรผลิตความสุข (และรายได้)” ที่ธุรกิจทุกขนาด ไม่ว่าจะ SME หรือ Startup สามารถเรียนรู้และนำไปปรับใช้ได้

“Do what you do so well”

ก่อนจะไปถึงเรื่องถังขยะ เราต้องย้อนกลับไปที่รากฐานความคิดของ Walt Disney ผู้ก่อตั้งอาณาจักรแห่งนี้ เขาเคยกล่าวประโยคทองที่เป็นเหมือนคัมภีร์ของชาว Disney ว่า

“Do what you do so well that they will want to see it again and bring their friends.”

(จงทำในสิ่งที่คุณทำให้ดีที่สุด ดีจนกระทั่งพวกเขาอยากจะกลับมาดูมันอีกครั้ง และพาเพื่อนๆ ของเขามาด้วย)

ในปี 1955 เมื่อ Disneyland แห่งแรกเปิดตัวที่แคลิฟอร์เนีย Walt ไม่ได้ตั้งใจสร้างแค่สวนสนุก ที่มีแค่เครื่องเล่นตั้งวางเรียงกัน แต่เขาต้องการสร้าง “Theme Park” โลกเสมือนจริงที่ตัดขาดผู้คนจากความวุ่นวายภายนอก นี่คือจุดเริ่มต้นของการใส่ใจในทุกรายละเอียด 

กฎ 30 ก้าว เมื่อ Data และ Observation มาก่อน Design

ทำไมต้องวางถังขยะทุก 30 ก้าว? นี่ไม่ใช่ตัวเลขที่มาจากการสุ่มเดา หรือฮวงจุ้ย แต่มาจากการ Observation

Walt Disney สังเกตพฤติกรรมของคนกินฮอทดอกในสวนสนุกอื่น เขาพบว่าคนทั่วไปจะเดินเคี้ยวและกัดฮอทดอกกินจนหมดภายในระยะทางประมาณ 30 ก้าว (หรือราวๆ 25-27 ฟุต) หากเดินเกินระยะนี้แล้วยังไม่เจอถังขยะ โอกาสที่ขยะชิ้นนั้นจะถูกทิ้งลงพื้นจะพุ่งสูงขึ้นทันที

แทนที่จะติดป้ายรณรงค์ว่า “ห้ามทิ้งขยะ” หรือ “โปรดรักษาความสะอาด” ซึ่งเป็นการพยายาม “เปลี่ยนนิสัยคน” (ซึ่งยากมาก) Disney เลือกที่จะ “ปรับสภาพแวดล้อม” (Environment Design) ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมมนุษย์แทน

ผลลัพธ์คือ สวนสนุกที่สะอาดตาโดยที่ลูกค้าไม่ต้องพยายามฝืน นี่คือหัวใจของ Experience Design ที่แท้จริง: ทำให้สิ่งที่ธุรกิจอยากให้เกิด (ความสะอาด) กลายเป็นเรื่องง่ายที่สุดสำหรับลูกค้า

The Disney Way 4 เสาหลักของการออกแบบประสบการณ์ (ที่ธุรกิจคุณก็ทำได้)

Disney ไม่ได้ใช้เวทมนตร์ แต่ใช้กระบวนการทำงานที่เรียกว่า “The Disney Way” ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 ขั้นตอนหลักในการ Craft ประสบการณ์ลูกค้า:

1. Story is King เรื่องราวต้องมาก่อน

ในโลกของ Disney สินค้าไม่ใช่แค่สินค้า แต่คือ “Prop” ในเรื่องราวขนาดใหญ่

  • Context: ทุกอย่างต้องมีบริบท ในโซน Fantasyland คุณจะไม่เห็นถังขยะสแตนเลสแบบโมเดิร์น แต่จะเป็นถังขยะลายไม้หรือลวดลายที่เข้ากับธีมเทพนิยาย
  • Consistency: ความสม่ำเสมอคือหัวใจ พนักงานขายลูกโป่งในโซนคาวบอย ต้องแต่งตัวและพูดจาแบบคาวบอย นี่คือการสร้าง Brand Immersion ที่ทำให้ลูกค้าเชื่อสนิทใจ
  • Business Takeaway: สินค้าของคุณมี “สตอรี่” หรือไม่? ร้านกาแฟของคุณขายแค่กาแฟ หรือขาย “บรรยากาศการพักผ่อนแบบสโลว์ไลฟ์”? ทุก Touchpoint ตั้งแต่โลโก้ ยันห้องน้ำ ต้องเล่าเรื่องเดียวกัน

2. Guest Experience & Journey Mapping เข้าใจ Pain Point แล้วแก้ด้วย Design

Disney ศึกษา Customer Journey อย่างบ้าคลั่ง พวกเขารู้ว่า Pain Point ใหญ่ที่สุดของการมาสวนสนุกคือ “การรอคิว”

  • Psychology of Waiting: หลักจิตวิทยากล่าวว่า “เวลาที่ว่างเปล่า จะรู้สึกยาวนานกว่าเวลาที่มีอะไรทำ”
  • Solution: Disney จึงเปลี่ยนทางเดินรอคิวให้เป็น Interactive Zone มีหน้าจอเล่าเรื่องราว มีเกมให้เล่น หรือตกแต่งให้เหมือนเรากำลังเดินเข้าสู่ฐานทัพลับ (เช่นใน Star Wars: Galaxy’s Edge) ทำให้การรอคิวกลายเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องเล่น
  • Tech Enablement: ระบบ FastPass หรือ Disney Genie+ ในปัจจุบัน คือการใช้ Technology เข้ามาแก้ Pain Point เรื่องเวลา ช่วยให้ลูกค้าวางแผนได้ ลดความเครียด และเพิ่ม Satisfaction Rate

3. Details Matter มองผ่านสายตาเด็ก 7 ขวบ

Walt Disney เคยสั่งให้ทีมงานนั่งยองๆ ลงกับพื้น เพื่อมองโลกในระดับสายตาของเด็ก 7 ขวบ

  • Why? เพราะเด็กคือ Influencer ตัวจริงที่ทำให้พ่อแม่พามาเที่ยว
  • Action: ป้ายบอกทาง หน้าต่างร้านค้า หรือแม้แต่การทักทายของตัวละคร จะถูกดีไซน์ให้เด็กมองเห็นและสัมผัสได้ การใส่ใจในสิ่งที่คนอื่นมองข้าม คือสิ่งที่สร้าง Wow Experience
  • Investment: Disney ยอมลงทุนกับเรื่องพวกนี้มากกว่าสวนสนุกทั่วไป 3-4 เท่า เพราะเขารู้ว่า “ปีศาจ (และความสำเร็จ) อยู่ในรายละเอียด”

4. Cast Members: พนักงานคือนักแสดง ไม่ใช่ลูกจ้าง

ที่ Disney ไม่มีพนักงาน  มีแต่ “Cast Members” 

  • On-stage vs. Backstage: เมื่อก้าวเท้าเข้ามาในพื้นที่สวนสนุก นั่นคือคุณกำลัง “On-stage” พนักงานทำความสะอาดไม่ได้แค่กวาดขยะ แต่เขากำลัง “แสดงบทบาท” ของผู้ดูแลเมืองแห่งความสุข
  • Empowerment: Disney ให้อำนาจพนักงานในการ “Break the Script” ตัวอย่างคลาสสิกคือ พนักงานเห็นเด็กร้องไห้เพราะไอศกรีมตก พนักงานสามารถเดินไปตักโคนใหม่มาให้ได้ทันทีโดยไม่ต้องขออนุญาตผู้จัดการ
  • Service Recovery: การเปลี่ยนช่วงเวลาที่เลวร้าย (ไอศกรีมตก) ให้กลายเป็นความประทับใจสูงสุด (ได้อันใหม่ฟรีแบบไม่คาดฝัน) คือสุดยอดกลยุทธ์มัดใจลูกค้า

จากสวนสนุกสู่มหาสมุทร Disney Cruise Line

โมเดล Experience Design นี้ถูกขยายผลไปสู่ธุรกิจเรือสำราญ ได้อย่างน่าทึ่ง

  • Segmentation: บนเรือลำเดียว Disney ออกแบบพื้นที่สำหรับทุกคน มีโซนเงียบสงบสำหรับผู้ใหญ่ โซนสนุกสุดเหวี่ยงสำหรับวัยรุ่น และคลับสำหรับเด็ก
  • Broadway at Sea: นำจุดแข็งด้าน Content มาใส่ในเรือ ทั้งโชว์ระดับบรอดเวย์และร้านอาหารที่เปลี่ยนธีมไปเรื่อยๆ
  • Result: ข้อมูลจาก Cruise Critic ระบุว่า Disney Cruise Line มีคะแนนความพึงพอใจสูงกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมถึง 15-20% พิสูจน์ว่าโมเดลนี้ใช้ได้กับทุก Platform

ความใส่ใจที่แลกมาด้วยกำไรมหาศาล

ความโรแมนติกของการใส่ใจรายละเอียด แปลงค่าออกมาเป็นตัวเลขที่น่าตกใจ ในรายงานประจำปี 2024 ของ The Walt Disney Company:

  • ธุรกิจ Disney Parks, Experiences and Products ทำรายได้สูงถึง 34,150 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.17 ล้านล้านบาท)
  • ตัวเลขนี้เติบโตขึ้นจากปี 2023 (32,550 ล้านดอลลาร์) และปี 2022 (28,705 ล้านดอลลาร์) อย่างต่อเนื่อง
  • ที่สำคัญคือ Repeat Customer Rate สูงถึง 70% (สวนสนุกทั่วไปอยู่ที่ 40-50%)

ตัวเลข 70% นี้คือ Holy Grail ของธุรกิจ เพราะต้นทุนการหาลูกค้าใหม่ แพงกว่าการรักษาลูกค้าเก่าเสมอ

ธุรกิจของคุณจะนำ “Disney Experience” ไปใช้อย่างไร?

คุณไม่จำเป็นต้องมีปราสาทเจ้าหญิงหรือทุนหมื่นล้านเพื่อทำ Experience Design เริ่มต้นจาก 3 คำถามง่ายๆ นี้:

  1. พฤติกรรมไหนของลูกค้าที่คุณพยายาม “ฝืน” อยู่?
  2. Detail ไหนที่คุณมองข้าม?
  3. พนักงานของคุณคือ “นักแสดง” หรือแค่ “คนทำงาน”?

 

Disney สอนให้เรารู้ว่า การทำธุรกิจไม่ใช่แค่การขายสินค้า แต่คือการ “ออกแบบช่วงเวลา” ให้ลูกค้าประทับใจ จนพวกเขาอยากกลับมาหาเราซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยเริ่มจากรายละเอียดเล็กๆ แค่ 30 ก้าวเท่านั้นเอง

 

ที่มา :

  • The Walt Disney Company Reports
  • Themed Entertainment Association
  • Disney Institute: The Art of Service

I'm a Content Creator and Storyteller, and i love Shooting my daughter :><: