
ในยุคนี้คงต้องบอกว่า ใครหรือองค์กรใดที่ยังไม่มีนโยบายก้าวสู่ความเป็นดิจิทัลก็อาจใกล้จะตกขบวนรถไฟที่ชื่อว่า “อนาคต” เต็มที ซึ่งก็ต้องถือว่าเป็นข่าวดีที่หลาย ๆ องค์กรตระหนักถึงความสำคัญ และลุกขึ้นมาปรับตัวกันอย่างคึกคัก อย่างไรก็ดี การสร้างวัฒนธรรมความเป็นดิจิทัลเพื่อให้พร้อมสำหรับการก้าวต่อไปในโลกยุคหน้านั้น บางทีก็ไม่อาจทำได้ด้วยตัวคนเดียว หรือทำกันแค่ภายในประเทศเดียวอีกต่อไป การมียักษ์ใหญ่เข้ามาช่วยสนับสนุนบางทีก็อาจเป็นหนทางที่น่าสนใจไม่แพ้กัน
ล่าสุดในงานฉลองเปิดพื้นที่ใหม่ของ Google ประเทศไทย เราจึงได้มีโอกาสฟังวิสัยทัศน์จาก ดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมถึงแนวทางของภาครัฐในการสร้างประเทศไทยให้ก้าวสู่ความเป็นดิจิทัล ตลอดจนได้พูดคุยและสอบถามถึงแนวทางของ Google ในประเด็นเดียวกันจาก คุณเบน คิง (Ben King) หัวหน้าฝ่ายธุรกิจ Google ประเทศไทย
ดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์
โดย ดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ กล่าวว่า การมาถึงของยุคดิจิทัลเป็นเรื่องสำคัญ เพราะนอกจากจะทำให้พฤติกรรมเปลี่ยนแล้ว เศรษฐกิจ การพัฒนาคุณภาพทางสังคมก็เปลี่ยนไปด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะฉะนั้น วันนี้ประเทศไทย ภายใต้นโยบาย Thailand 4.0 และการตั้งกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมก็จะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงในอีกหลาย ๆ ด้านเช่นกัน
“เฉพาะในปีนี้จะมีความน่าตื่นเต้นหลายเรื่องด้วยกัน นั่นคือเราจะมีการลงทุนวางเครือข่ายใยแก้วนำแสงไปสู่หมู่บ้านของไทย 24,700 แห่งทั่วประเทศ ก็เหมือนสมัยก่อนที่มีการสร้างถนน แต่ถนนเส้นที่เรากำลังจะสร้างนี้เป็นถนนสายดิจิทัล ที่จะทำให้ชาวบ้านมีรายได้ดีขึ้น ทำอีคอมเมิร์ซได้ อยู่ กทม. อยู่ต่างจังหวัดค่าเท่ากันแล้ว”
พร้อมกันนี้ ดร.พิเชฐ ได้เผยด้วยว่าในสัปดาห์ที่จะถึงนี้กระทรวงฯ มีแผนจะเสนอการสร้าง Digital park Thailand ขึ้นที่อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี เพื่อเป็นแหล่งรวมนวัตกรรมและการลงทุนด้านดิจิทัลของไทย และหวังว่าบริษัทอย่าง Google จะให้ความร่วมมือเพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมร่วมกัน
ด้าน คุณเบน คิง หัวหน้าฝ่ายธุรกิจของ Google ประเทศไทยเอง นอกจากจะเผยว่าทางตัวแทนจาก Google ได้มีการพูดคุยกับรัฐบาลไทยหลายครั้งแล้ว เขายังได้เผยถึงทิศทางในการดำเนินงานของ Google ในปี 2017 ในแง่ของการผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่เศรษฐกิจดิจิทัลไว้ 4 ด้านได้แก่
![]()
ด้านการศึกษา
Google มีแผนจะสนับสนุนคนรุ่นใหม่ผ่านโครงการ Google Ignite ซึ่งเป็นโปรแกรมสำหรับนักศึกษาเพื่อให้เรียนรู้และเสริมสร้างประสบการณ์ก่อนเข้าสู่สายงานด้าน Digital Marketing โดยจะสอนทักษะล่าสุดสำหรับโฆษณาออนไลน์ และการพัฒนาสู่ความเป็นมืออาชีพ ที่สามารถนำไปใช้ในโลกแห่งการทำงานจริงได้ โดย Google มองว่าโปรแกรมดังกล่าวจะช่วยสนับสนุน Digital Economy ของประเทศไทยได้อีกทางหนึ่ง
ด้านการบ่มเพาะสตาร์ทอัป และธุรกิจ SMB
มร.เบน คิงเผยว่า Google มีโครงการ Launchpad Accelerator ซึ่งเป็นโปรแกรมระดับโลกสำหรับบ่มเพาะสตาร์ทอัป ซึ่งที่ผ่านมาได้มีสตาร์ทอัปจากไทยได้รับคัดเลือกให้เข้าร่วมโครงการสองรายนั่นคือ Wongnai และ Skootar โดยผู้เข้าร่วมโครงการจะได้รับเงินทุนให้เปล่า 50,000 เหรียญสหรัฐ และได้เข้าร่วมเวิร์กชอปการอบรมที่เข้มข้น การให้คำปรึกษาแบบตัวต่อตัวจากผู้เชี่ยวชาญสาขาต่าง ๆ ของ Google และการได้พบกับนักลงทุนจากซิลิคอนวัลเลย์ด้วย
ด้านผู้ใช้งาน
ในข้อนี้ Google ได้สร้างระบบการแปล Neural Machine Translation สำหรับภาษาไทยขึ้นมาเป็นการเฉพาะ เพื่อให้การแปลเป็นธรรมชาติมากขึ้น เพราะระบบจะแปลประโยคในครั้งเดียว แทนที่จะแปลเป็นส่วน ๆ ซึ่งในจุดนี้ Google มองว่าจะทำให้ภาษาไทยสามารถเชื่อมต่อเข้ากับความเป็นสากลได้มากขึ้น
ปัจจุบันระบบ Neural Machine Translation มีการใช้งานแล้วใน 12 คู่ภาษษกับภาษาอังกฤษ ได้แก่ ภาษาไทย จีน ญี่ปุ่น เกาหลี รัสเซีย ฮินดี ฝรั่งเศส เยอรมรัน สเปน โปรตุเกส ตุรกี และเวียดนาม
ด้านครีเอเตอร์
![]()
ข้อสุดท้ายเป็นสิ่งที่ Google มองว่าประเทศไทยมี Content Creator ที่มีศักยภาพสูงมาก ซึ่งการสนับสนุนกลุ่ม Content Creator ดังกล่าวเกิดขึ้นผ่านการจัดงาน YouTube Summit 2017 ขึ้นเพื่อเป็นกำลังใจแก่นักการตลาด และกลุ่ม Content Creator ที่มีผู้ติดตามมากกว่า 1 ล้านแอคเคาน์ขึ้นไป (ในชื่อ Gold Button ที่มีถึง 32 ช่องด้วย)
การสนับสนุนจากทั้งภาครัฐและเอกชนในการผลักดันประเทศไทยให้ก้าวสู่ Digital Economy ในหลาย ๆ ด้านดังที่กล่าวมาข้างต้นก็เป็นเรื่องที่ดี แต่ความยากนับต่อจากนี้ไปก็คือ ภาพในอนาคตที่รถไฟขบวนนี้จะแล่นไปนั้นยังเป็นภาพที่เลือนรางจนยากจะบอกได้ว่า การเดินทางเส้นทางไหนจึงจะปลอดภัยที่สุดเสียมากกว่า



