Grit

ในโลกของมาร์เก็ตติ้งและเทคโนโลยี เราอยู่ในสมรภูมิที่หมุนเร็วจนแทบตั้งตัวไม่ทัน เราคลั่งไคล้ “The Next Big Thing” เราบูชา “Growth Hacker” ที่ปั้นยอดขายได้ในชั่วข้ามคืน และเราตามหา “Marketing Guru” ที่เหมือนมี “พรสวรรค์” ติดตัวมาตั้งแต่เกิด

เราเห็นคนเก่ง ๆ แจ้งเกิดในวงการทุกวัน และในขณะเดียวกัน เราก็เห็นคนเก่ง ๆ มากมายที่ “ไปไม่สุด” หรือ “Burnout” ไปเสียดื้อ ๆ

คำถามคือ อะไรคือเส้นแบ่งที่แท้จริงระหว่างคนที่สำเร็จอย่างยั่งยืน กับคนเก่งที่แค่ “ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป”?

คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่ “พรสวรรค์” เลย แต่อยู่ที่คำคำเดียวที่ทรงพลังอย่างเหลือเชื่อ นั่นคือ “Grit”

หนังสือ Grit: The Power of Passion and Perseverance” โดย Angela Duckworth นักจิตวิทยาชื่อดัง ได้ทลายความเชื่อเก่า ๆ ที่เรามีต่อความสำเร็จจนย่อยยับ นี่คือบทสรุปและมุมมองที่ Thumbsup อยากชวนทุกคนมาย่อยไปด้วยกัน ว่าทำไม “Grit” ถึงเป็นสกิลที่สำคัญยิ่งกว่า Data Analytics หรือ AI ในยุคนี้

Grit

มายาคติเรื่อง “พรสวรรค์” ที่กำลังฆ่าเรา

Hard work might not always pay off immediately, but it comes through in the long run.

ลองนึกภาพตามนะเรามักจะรู้สึกทึ่งเวลาเห็น “อัจฉริยะ” ในที่ทำงาน คนที่ดูเหมือนคิดไอเดียแคมเปญใหม่ ๆ ได้ตลอดเวลา พรีเซนต์งานได้เฉียบคมโดยแทบไม่ต้องเตรียมตัว เรามักสรุปง่าย ๆ ว่า “เขาเกิดมาเพื่อสิ่งนี้” หรือ “เขามีพรสวรรค์”

Duckworth ชี้ให้เห็นว่า การที่เรายึดติดกับ “พรสวรรค์” มากเกินไป มันคือ “กับดัก” ชั้นดี

ในวงการของเรา เรามีเวทีประกวด “คนเก่ง” ตลอดเวลา (เช่น America’s Got Talent ที่ Duckworth ยกมา) เราให้ราคากับคนที่เรียนรู้ได้ “เร็ว” กว่าคนอื่น แต่เราลืมมองไปว่านั่นเป็นแค่ “จุดเริ่มต้น” การยึดติดกับพรสวรรค์ทำให้เราละเลยปัจจัยที่สำคัญกว่านั่นคือ “ความพยายาม” และมันอันตรายถึงขั้นที่ว่า มันทำให้คนที่มีพรสวรรค์ “หยุด” พัฒนาตัวเอง เพราะคิดว่าแค่ที่มีอยู่ก็เพียงพอแล้ว

ในโลกมาร์เก็ตติ้ง นี่คือคนที่เก่งกาจในการใช้ Tool ตัวใหม่ล่าสุด แต่ไม่เคยเข้าใจแก่นแท้ของ Consumer Insight หรือคนที่ทำแคมเปญไวรัลได้ครั้งหนึ่ง แต่ไม่สามารถทำซ้ำได้อีก เพราะเขาไม่ได้สร้างมันขึ้นมาจาก “กระบวนการ” แต่มาจาก “ความฟลุค” หรือ “พรสวรรค์” ชั่ววูบ

สมการความสำเร็จที่แท้จริง

Your potential is just a dream if you don’t put in the effort required to make it work.

นี่คือแก่นที่ทรงพลังที่สุดของหนังสือเล่มนี้ Duckworth ได้ให้สมการ 2 ข้อที่นักการตลาดทุกคนควรปริ้นท์แปะฝาบ้านไว้

  1. พรสวรรค์ (Talent) x ความพยายาม (Effort) = ทักษะ (Skill)
  2. ทักษะ (Skill) x ความพยายาม (Effort) = ความสำเร็จ (Achievement)

สังเกตอะไรไหม? “ความพยายาม” (Effort) มันถูกคูณถึงสองครั้ง!

นี่คือการ “หักหน้า” พรสวรรค์อย่างรุนแรง พรสวรรค์ของคุณเป็นแค่ “ตัวตั้งต้น” มันคือ “Potential” ที่นอนนิ่ง ๆ ถ้าคุณไม่ใส่ “ความพยายาม” เข้าไป มันก็ไม่มีทางงอกเงยเป็น “ทักษะ” ที่แท้จริงได้เลย

และที่สำคัญกว่านั้น ต่อให้คุณมี “ทักษะ” ที่ขัดเกลามาอย่างดีแล้ว (เช่น ยิงแอดเก่งขั้นเทพ, เขียน Copy ได้คมกริบ) ถ้าคุณไม่ใส่ “ความพยายาม” อย่างต่อเนื่องในการนำทักษะเหล่านั้นไป “ลงมือทำ” จริง ๆ… คุณก็จะไม่มีวันได้ “ความสำเร็จ” ที่จับต้องได้

นี่คือความจริงที่เจ็บปวด การมีไอเดียดี ๆ (Talent) มันไร้ค่า ถ้าคุณไม่พยายาม (Effort) พัฒนามันจนเป็นแผนงานที่เฉียบคม (Skill) และต่อให้มีแผนที่ดีแค่ไหน ถ้าคุณไม่พยายาม (Effort) ลงมือทำ ทดสอบ (A/B Testing) และ Optimize มันอย่างบ้าคลั่ง คุณก็ไม่มีทางได้ “ยอดขาย” หรือ “Brand Love” (Achievement) กลับมา

“Grit” จึงไม่ใช่แค่การทำงานหนัก แต่คือการ “คงเส้นคงวา” ในการใส่ความพยายามลงไปในทุกสมการของชีวิต

“Grit” ไม่ใช่ “Hustle Culture” ความแตกต่างระหว่าง “อึด” กับ “บ้า”

To become successful, persevere, and do not give up.

พอพูดถึงความเพียร หลายคนอาจนึกถึง “Hustle Culture” การทำงานถวายหัว อดหลับอดนอน ซึ่งนั่นอาจนำไปสู่ Burnout แต่ Duckworth นิยาม “Grit” ว่ามันคือ “ความหลงใหล (Passion) + ความเพียร (Perseverance)” ที่มุ่งหน้าสู่ “เป้าหมายระยะยาว” (Long-term Goal)

นี่คือจุดที่คนมักเข้าใจผิด

  • Grit ไม่ใช่การกัดฟันทำในสิ่งที่ไม่ชอบ: นั่นคือความทนทุรัง
  • Grit ไม่ใช่การดื้อดึงไม่ยอมเปลี่ยน: นั่นคือความหัวแข็ง
  • Grit ไม่ใช่การทำทุกอย่าง: นั่นคือการขาดโฟกัส

Grit คือการที่คุณชัดเจนกับ “เป้าหมายสูงสุด” (Ultimate Goal) ของคุณมากพอ และ “หลงใหล” ในเป้าหมายนั้น จนคุณ “เพียร” ทำสิ่งต่างๆ ที่จะพาไปถึงจุดนั้นอย่างไม่ลดละ

ที่สำคัญ Duckworth บอกว่า คนที่มี Grit คือคนที่รู้ว่าเมื่อไหร่ควร “เลิก”!

ฟังไม่ผิด แต่เป็นการ “เลิก” เป้าหมายย่อย ๆ (Lower-level goals) ที่มันไม่เวิร์ค หรือที่มันไม่ได้พาเราไปสู่เป้าหมายสูงสุด เช่น “เลิก” ทำแคมเปญในช่องทางนี้ที่มันพิสูจน์แล้วว่าไม่เวิร์ค เพื่อเอาทรัพยากรไป “อึด” ต่อในช่องทางที่ใช่ หรือ “เลิก” โปรเจกต์ที่มันไม่ใช่ เพื่อรักษาพลังงานไว้ทำสิ่งที่ “หลงใหล” จริง ๆ

ในโลกมาร์เก็ตติ้ง นี่คือทักษะของ “ผู้ชนะ” คือการ “อึด” กับ Vision ของแบรนด์ แต่ “ยืดหยุ่น” ในกลยุทธ์และยุทธวิธี คุณต้องกล้า “Quit” แคมเปญที่ล้มเหลวให้เร็วที่สุด เพื่อที่คุณจะได้ “Persevere” กับเป้าหมายหลักต่อไปได้

“Grit” สร้างได้ และนี่คือ 4 องค์ประกอบ

Grit grows, so give it more time.

ข่าวดีที่สุดคือ “Grit” ไม่ใช่สิ่งที่ติดตัวมาแต่เกิด มัน “เติบโต” ได้ มันเหมือนกล้ามเนื้อที่ยิ่งฝึกยิ่งแข็งแรง Duckworth บอกว่าการสร้าง Grit ต้องอาศัย 4 องค์ประกอบสำคัญนี้

  1. ความสนใจ (Interest): คุณไม่มีทาง “อึด” กับสิ่งที่คุณเกลียดได้ คุณต้อง “ค้นพบ” สิ่งที่คุณสนใจจริง ๆ ก่อน มันอาจจะเริ่มจากความอยากรู้อยากเห็นเล็ก ๆ น้อย ๆ แล้วค่อย ๆ “พัฒนา” (Develop) และ “ลงลึก” (Deepen) ไปกับมัน ถ้าคุณแค่อยาก “ขายของ” คุณจะหมดไฟเร็ว แต่ถ้าคุณ “สนใจ” พฤติกรรมมนุษย์ “หลงใหล” ในการแก้ปัญหาให้ลูกค้า คุณจะหาทางใหม่ ๆ ในการสื่อสารได้เสมอแม้จะล้มเหลว
  2. การฝึกฝน (Practice): ไม่ใช่แค่การทำซ้ำ ๆ 10,000 ชั่วโมง แต่ต้องเป็น “Deliberate Practice” ซึ่งเป็นแนวคิดของ Anders Ericsson ที่ Duckworth นำมาขยายความ มันคือการฝึกฝนอย่าง “มีเป้าหมาย” นี่คือการไม่ทำแคมเปญตาม “สูตรสำเร็จ” เดิม ๆ แต่คือการตั้งเป้าว่า “ครั้งนี้จะลองเทสต์ Ad Creative แบบใหม่ที่ท้าทายกว่าเดิม” แล้ววัดผลอย่างจริงจัง และกล้าเอาผลลัพธ์ไปให้คนอื่นวิจารณ์เพื่อหาจุดบกพร่อง ดังนั้นจง
    • ตั้งเป้าหมายที่ “ท้าทาย” (Challenging objective) เน้นไปที่ “จุดอ่อน” ของตัวเอง
    • “จดจ่อ” อย่างเต็มที่ (Attention and effort)
    • แสวงหา “Feedback” ที่ตรงไปตรงมา (Seek feedback) เพื่อรู้ว่าต้องปรับปรุงตรงไหน
  3. จุดมุ่งหมาย (Purpose): นี่คือสิ่งที่ยกระดับจาก “ความสนใจส่วนตัว” ไปสู่ “การสร้างผลกระทบ” คือการที่คุณเชื่อว่าสิ่งที่คุณทำมัน “สำคัญ” และ “เชื่อมโยง” กับสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเอง การมองว่างานของคุณไม่ใช่แค่การ “ยิงแอด” แต่คือการ “ส่งมอบโซลูชั่น” ที่ช่วยให้ชีวิตลูกค้าดีขึ้น หรือการสร้างแบรนด์ที่ “ยั่งยืน” และเป็นประโยชน์ต่อสังคม เมื่อคุณมี Purpose พลังความอึดของคุณจะเพิ่มเป็นทวีคูณ
  4. ความหวัง (Hope): นี่คือ “Growth Mindset” พันธุ์แท้ มันคือความเชื่อที่ว่า “ความพยายาม” ของเราในวันนี้ จะส่งผลต่ออนาคต มันคือการลุกขึ้นสู้ในวันที่ยากลำบาก มันคือการมองความล้มเหลวเป็น “บทเรียน” ไม่ใช่ “ทางตัน” Hope ในที่นี้ไม่ใช่การนั่งรอโชคชะตา แต่คือความเชื่อมั่นใน “กระบวนการ” หากแคมเปญล้มเหลว? นั่นไม่ใช่เพราะคุณ “ห่วย” แต่เพราะ “สมมติฐาน” มันผิด ได้เวลาเก็บ Data แล้ว “พยายาม” ใหม่อีกครั้ง นี่คือ Hope ที่ขับเคลื่อนวงการของเรา

สร้าง “วัฒนธรรมแห่ง Grit”

Hope is needed to preserve the gritty culture across generations.

Grit ไม่ใช่เรื่องของ “ปัจเจก” เท่านั้น แต่เป็นเรื่องของ “วัฒนธรรม” (Conclusion) Duckworth พูดถึงการเลี้ยงดูแบบ “Authoritative Parenting” ที่ทั้ง “เรียกร้อง” (Demanding) และ “สนับสนุน” (Supportive) ไปพร้อมๆ กัน ซึ่งสร้างเด็กที่มี Grit สูง

นี่คือโมเดลเดียวกับการสร้าง “ทีมการตลาด” หรือ “องค์กร” ที่มี Grit

  • ในฐานะผู้นำ (Leader): คุณต้องตั้ง “เป้าหมายที่ท้าทาย” (Demanding) แต่ในขณะเดียวกันก็ต้อง “ให้การสนับสนุน” (Supportive) ทั้งเครื่องมือ ความรู้ และกำลังใจเมื่อทีมล้มเหลว
  • สร้างสภาพแวดล้อม (Culture): องค์กรต้องสร้าง “Gritty Culture” ที่ซึ่งการ “พยายาม” และ “เรียนรู้จากความล้มเหลว” ได้รับการชื่นชมมากกว่า “พรสวรรค์” ที่ไม่ลงมือทำ
  • หา Role Model (Mentorship): การมีเมนเทอร์หรือโค้ชที่คอยให้ Feedback ที่ตรงไปตรงมา คือส่วนสำคัญของ Deliberate Practice และการสร้าง Hope

Thumbsup มองว่า ในยุคที่ “Talent” หรือ “ทักษะ” กำลังถูกท้าทายอย่างหนักโดย AI ที่สามารถเรียนรู้และทำงานบางอย่างได้เร็วกว่ามนุษย์ สิ่งที่จะ “Differentiate” คนทำงานที่เป็นมนุษย์ออกจากเครื่องจักร ไม่ใช่ความสามารถในการ “รู้” ทุกอย่าง แต่คือความสามารถในการ “อึด” กับเป้าหมายระยะยาว

“Grit” คือสิ่งที่ทำให้คุณยังคง “หลงใหล” ในการค้นหา Insight ใหม่ ๆ แม้ว่า Data จะท่วมท้น

“Grit” คือสิ่งที่ทำให้คุณ “เพียร” ที่จะ “Deliberate Practice” ขัดเกลาทักษะการสื่อสารของคุณให้คมขึ้นทุกวัน

“Grit” คือสิ่งที่ทำให้คุณมี “Purpose” ในการสร้างแบรนด์ที่มีความหมาย และมี “Hope” ที่จะลุกขึ้นมา Optimize แคมเปญใหม่ในเช้าวันจันทร์ แม้ว่าสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาตัวเลขจะไม่เป็นใจ

หนังสือเล่มนี้ตอกย้ำว่า “ความสำเร็จ” ไม่ใช่เรื่องของโชคช่วยหรือพรสวรรค์ลอยฟ้า มันคือผลลัพธ์ที่คาดเดาได้ของกระบวนการที่เรียบง่ายแต่ทำได้ยาก นั่นคือการ “อึด” อย่างมีเป้าหมาย และ “พยายาม” อย่างถูกวิธี…ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

คำถามคือ วันนี้ คุณสะสม “Grit” ของคุณมากพอที่จะเอาชนะสมรภูมิในวันพรุ่งนี้แล้วหรือยัง?

อ่านเพิ่มเติม

I'm a Content Creator and Storyteller, and i love Shooting my daughter :><: