ในยุคที่คนทำงานและผู้นำองค์กรต่างพึ่งพาแบบทดสอบบุคลิกภาพอย่าง MBTI, Enneagram หรือแม้แต่โหราศาสตร์ เพื่อทำความเข้าใจตัวเองและคนในทีมให้ดีขึ้น วันนี้เรากำลังก้าวเข้าสู่อีกหนึ่งเครื่องมือที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในแวดวงการพัฒนาตัวเอง นั่นคือ “Human Design”

แม้ในทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาคลินิก ศาสตร์เหล่านี้อาจยังถูกมองว่าเป็น Pseudoscience และไม่สามารถนำมาใช้ในการบำบัดรักษาโรคได้ แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญสำหรับคนทำงานทั่วไป เพราะตราบใดที่เราไม่ได้นำมันไปใช้ในเชิงคลินิก การใช้เครื่องมือเหล่านี้เพื่อสะท้อนมุมมอง สร้างความตระหนักรู้ในตนเอง และทำความเข้าใจพฤติกรรมของเพื่อนร่วมงาน ก็ถือเป็นเรื่องที่สนุกและมีประโยชน์อย่างมากต่อการบริหารจัดการชีวิต

จากเสียงกระซิบแห่งอิบิซาสู่ “คู่มือการใช้ชีวิต”

Human Design มีกลิ่นอายของความลึกลับซ่อนอยู่ ศาสตร์นี้ก่อตั้งขึ้นในปี 1987 โดย Alan Robert Krakower อดีตผู้เชี่ยวชาญด้านโฆษณาและการตลาดชาวแคนาดา เขาอ้างว่าได้รับการหยั่งรู้จากสิ่งที่เขาเรียกว่า “เสียง” ขณะอาศัยอยู่บนเกาะอิบิซา ซึ่งสอดคล้องกับช่วงเวลาที่มีการค้นพบซูเปอร์โนวาในเวลานั้น

หลังจากจดบันทึกหลักการทั้งหมด Krakower ได้เปลี่ยนชื่อเป็น Ra Uru Hu และตีพิมพ์ผลงานในปี 1992 ในฐานะ “ผู้ส่งสาร” ของระบบนี้ ก่อนที่เขาจะเสียชีวิตในปี 2011

จุดเด่นที่ทำให้ Human Design ได้รับความนิยมในหมู่คนรุ่นใหม่และคนวัยทำงาน คือการเป็น “ศาสตร์ลูกผสม” ที่ไม่ได้พึ่งพาทฤษฎีใดทฤษฎีหนึ่ง แต่นำเอาศาสตร์โบราณอย่าง โหราศาสตร์ (Astrology), อี้จิง (I Ching), คับบาลาห์ (Kabbalah) และปรัชญาเวท (Vedic Philosophy) มาหลอมรวมกับแนวคิดสมัยใหม่ด้านพันธุศาสตร์และฟิสิกส์ควอนตัม ผู้ที่ศึกษาศาสตร์นี้มักเรียกมันว่า “พิมพ์เขียวทางพันธุกรรม” หรือ “คู่มือการใช้งานสำหรับชีวิตคุณ”

เจาะลึก 5 พลังงานหลักในตัวมนุษย์

ระบบการประเมินของ Human Design จะเริ่มต้นจากการกรอกข้อมูลวัน เดือน ปี เวลา และสถานที่เกิด (คล้ายกับการผูกดวง) เพื่อสร้างแผนภูมิที่เรียกว่า Bodygraph จากนั้นระบบจะแบ่งผู้คนออกเป็น 5 กลุ่มพลังงาน หรือ Aura Types ซึ่งแต่ละกลุ่มจะมีกลยุทธ์ในการใช้ชีวิตและจุดแข็งในการทำงานที่แตกต่างกันออกไป:

ประเภทพลังงาน (Energy Type) บทบาทในองค์กร ลักษณะเด่นและจุดแข็ง
Manifestors (ผู้ริเริ่ม) นักสร้างความเปลี่ยนแปลง (Disruptors) เป็นคนที่มีไอเดียพุ่งกระฉูด เก่งในการเริ่มต้นโปรเจกต์ใหม่ๆ หรือบุกเบิกตลาดใหม่ เมื่อปูทางเสร็จแล้ว พวกเขาต้องการให้คนอื่นมารับไม้ต่อ เพื่อที่ตนเองจะได้ไปพัก หรือไปริเริ่มสิ่งใหม่
Generators (ผู้สร้าง) ฟันเฟืองหลักผู้ขับเคลื่อน (Builders) ประชากรส่วนใหญ่ของโลกอยู่ในกลุ่มนี้ มีพลังงานล้นเหลือในการลงมือทำ หากได้ทำงานที่ตอบโจทย์ พวกเขาจะเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้องค์กรก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง
Manifesting-Generators (ลูกผสม) ผู้เชี่ยวชาญรอบด้าน (Jack of All Trades) เป็นส่วนผสมระหว่างผู้ริเริ่มและผู้สร้าง มีไอเดียมากมายและชอบกระโดดข้ามไปมาระหว่างหลายๆ โปรเจกต์พร้อมกัน ซึ่งความว่องไวนี้คือข้อได้เปรียบที่ทำให้พวกเขาสามารถมัลติทาสก์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
Projectors (ผู้นำทาง) ที่ปรึกษาและกุนซือ (Guides & Advisors) ผู้ที่มีวิสัยทัศน์เฉียบคม เข้าใจความต้องการของผู้อื่นได้ดีเยี่ยม พวกเขาไม่ได้เกิดมาเพื่อทำงานหนักแบบหามรุ่งหามค่ำ แต่เกิดมาเพื่อ “ชี้แนะ” และให้คำปรึกษาที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง
Reflectors (ผู้สะท้อน) ผู้ตรวจสอบและประเมินผล (Discerners) กลุ่มที่พบได้น้อยที่สุด เปรียบเสมือนกระจกสะท้อนภาพรวมของทีม พวกเขาสามารถมองเห็นจุดบอดที่คนอื่นมองข้าม ให้คำแนะนำที่ลึกซึ้ง และมักจะเป็นตัวชี้วัดสุขภาพจิตโดยรวมของคนในแผนกได้

ศูนย์รวมพลังงาน 9 จุด (The 9 Energy Centers)

นอกจากประเภทของพลังงานแล้ว Human Design ยังพูดถึงจุดศูนย์รวมพลังงาน 9 จุดในร่างกาย (คล้ายกับจักระ) ซึ่งเชื่อมโยงกับร่างกายและการแสดงออกในโลกภายนอก ได้แก่:

  • Ajna (ตรรกะและกระบวนการคิด)
  • Head (แรงบันดาลใจและคำถาม)
  • G (ตัวตน ทิศทาง และความรัก)
  • Spleen (สัญชาตญาณและการเอาชีวิตรอด)
  • Root (แรงขับเคลื่อนและความกดดัน)
  • Sacral (พลังงานชีวิตและการทำงาน)
  • Solar Plexus (อารมณ์และความรู้สึก)
  • Heart (เจตจำนงและอีโก้)
  • Throat (การสื่อสารและการลงมือทำ)

หลักการที่น่าสนใจคือ หากศูนย์พลังงานใดของคุณ “เปิดกว้าง”  แปลว่าคุณมีแนวโน้มที่จะรับอิทธิพลหรือถูกควบคุมจากสภาพแวดล้อมภายนอกได้ง่าย ซึ่ง Human Design เรียกสิ่งนี้ว่า “การถูกวางเงื่อนไข” (Conditioning) นำไปสู่การตัดสินใจที่ไม่เป็นตัวของตัวเอง การเข้าใจจุดเปิดและจุดปิดเหล่านี้จะช่วยให้เรามีสติในการรับมือกับความกดดันได้ดีขึ้น

Human Design กับการเอาตัวรอดในสมรภูมิ “การเมืองในออฟฟิศ”

หนึ่งในแง่มุมที่ทำให้ Human Design สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในบริบทของการทำงานเชิงลึกได้ คือการนำมาใช้ทำความเข้าใจพฤติกรรมมนุษย์ โดยเฉพาะเมื่อต้องเผชิญกับ “การเมืองในออฟฟิศ” ซึ่งเป็นความท้าทายที่บั่นทอนคนทำงานจำนวนมาก

การเมืองในออฟฟิศมักเกิดจากการสื่อสารที่ไม่ตรงกัน ความคาดหวังที่ผิดพลาด และการใช้อำนาจแบบผิดที่ผิดทาง การรู้ Type ของตัวเองและเพื่อนร่วมงาน สามารถช่วยลดการปะทะและรับมือกับคนที่เป็น Toxic Performers ได้อย่างมีชั้นเชิง:

  • เมื่อ Manifestors ไม่สื่อสาร: บ่อยครั้งที่ Manifestors มักจะริเริ่มโปรเจกต์หรือข้ามขั้นตอนไปทำสิ่งต่างๆ อย่างรวดเร็วโดยไม่บอกกล่าวใคร สิ่งนี้มักก่อให้เกิดความหวาดระแวงและการเมืองในทีม หากพวกเขาเรียนรู้ที่จะ “แจ้งให้ทราบ” ก่อนลงมือทำ ความขัดแย้งจะลดลงมหาศาล
  • เมื่อ Generators ฝืนทำในสิ่งที่ไม่ชอบ: พวกเขาจะสูญเสียพลังงานและกลายเป็นคนที่หงุดหงิดง่าย นำไปสู่การบ่นลับหลังหรือสร้างบรรยากาศขุ่นมัวในที่ทำงาน การดึงศักยภาพพวกเขาต้องเริ่มจากการป้อนคำถามให้พวกเขาได้ “ตอบสนอง” ว่าอยากทำสิ่งนี้จริงหรือไม่
  • เมื่อ Projectors เข้าไปก้าวก่ายโดยไม่ถูกเชิญ: ผู้นำทางมักมองเห็นปัญหาและชอบเข้าไปแนะนำคนอื่น แต่หากพวกเขาให้คำแนะนำโดยที่ยังไม่มีใครเอ่ยปากถาม หรือยังไม่ได้รับการยอมรับ พวกเขาจะถูกมองว่าเป็นคนชอบเจ้ากี้เจ้าการ และตกเป็นเหยื่อของการเมืองในออฟฟิศได้ง่ายที่สุด

การทำความเข้าใจกลไกเหล่านี้ ช่วยให้เราถอยออกมามองความขัดแย้งในที่ทำงานอย่างเป็นกลาง แทนที่จะมองว่าใครคนหนึ่งตั้งใจกลั่นแกล้ง เราอาจจะเห็นว่านั่นเป็นเพียงกลไกการป้องกันตัวของพลังงานที่แตกต่างกัน

ข้อควรรู้และมุมมองทางจิตวิทยา

แน่นอนว่าทุกแนวทางที่ช่วยค้นหาตัวเอง ย่อมมีทั้งผู้สนับสนุนและผู้คัดค้าน

Lauren Farina นักจิตบำบัดและซีอีโอของ Invited Psychotherapy and Coaching ให้ความเห็นว่า “Human Design สามารถช่วยฉายภาพให้เห็นถึงจุดแข็ง ความท้าทาย และโอกาสในการเติบโตของเราได้ มันช่วยให้บริบทกับรูปแบบพฤติกรรมและความคับข้องใจที่ผู้คนต้องเผชิญในชีวิตได้เป็นอย่างดี”

แต่ในขณะเดียวกัน Farina ก็เตือนว่าศาสตร์เหล่านี้ควรถูกจัดให้อยู่ในสถานะ “เครื่องมือ” ไม่ใช่การเข้ามาแทนที่กระบวนการทางจิตวิทยาที่มีการทดสอบอย่างเข้มงวด ข้อควรระวังที่ใหญ่ที่สุดคือ “ความยึดติด” เราไม่ควรใช้ Human Design เป็นข้ออ้างในการหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบ หรือขังตัวเองไว้ในกรอบของประเภทพลังงาน จนปฏิเสธที่จะพัฒนาขีดความสามารถด้านอื่นๆ

นอกจากนี้ ในแวดวงวิทยาศาสตร์กระแสหลัก ยังคงมีข้อกังขาเกี่ยวกับความเชื่อมโยงที่ Human Design อ้างถึงพันธุศาสตร์และฟิสิกส์ นักวิจารณ์บางคนเตือนว่าการลุ่มหลงในวิทยาศาสตร์เทียม อย่างไม่มีวิจารณญาณ อาจนำไปสู่การถูกชักจูงได้ง่าย

เครื่องมือ ไม่ใช่คัมภีร์

Human Design ก็เหมือนกับศาสตร์โบราณหรือเครื่องมือทดสอบบุคลิกภาพอื่นๆ ที่ตั้งอยู่บนความเชื่อที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์อย่างสมบูรณ์แบบ มันอาจไม่ใช่เครื่องมือที่ใช้ในการรักษาทางสุขภาพจิต แต่อย่างไรก็ตาม ประวัติศาสตร์ได้พิสูจน์ให้เห็นหลายครั้งว่า แนวคิดบางอย่างที่เคยถูกต่อต้านจากโลกตะวันตก (เช่น การฝังเข็ม หรือการทำสมาธิ) ก็สามารถเป็นประโยชน์ได้ในบริบทที่เหมาะสม

ตราบใดที่เรานำ Human Design มาใช้เป็นกรอบคิดเสริม เพื่อสะท้อนตัวตน ทำความเข้าใจความแตกต่างของเพื่อนร่วมงาน และเป็นเข็มทิศนำทางเพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งที่ไม่จำเป็นในการทำงาน ศาสตร์ที่ดูจับต้องไม่ได้นี้ ก็อาจมอบผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมต่อความก้าวหน้าในอาชีพของเราได้อย่างน่าประหลาดใจ

 

ที่มา

I'm a Content Creator and Storyteller, and i love Shooting my daughter :><: