ตลาดอีคอมเมิร์ซของประเทศไทยยังคงแสดงศักยภาพในการเติบโตอย่างก้าวกระโดดและน่าจับตามองเป็นอย่างยิ่ง จากรายงานของ Momentum Works ได้เปิดเผยตัวเลขที่น่าสนใจว่า ตลาดอีคอมเมิร์ซของไทยในปี 2568 มีอัตราการเติบโตที่รวดเร็วและสูงที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเติบโตถึง 69% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
นอกจากนี้ รายงานจาก We are Social ยังตอกย้ำภาพลักษณ์นี้ด้วยการระบุว่า คนไทยครองแชมป์โลกในด้านการช้อปปิงออนไลน์ โดยมีผู้บริโภคถึง 69% ที่ทำการซื้อของออนไลน์เป็นประจำทุกสัปดาห์
ท่ามกลางการเติบโตเชิงปริมาณ ลาซาด้า (Lazada) แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซชั้นนำในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้เปิดเผยอินไซต์สำคัญที่ชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงใน “เชิงคุณภาพ” ของพฤติกรรมนักช้อปไทยในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 โดยพบว่ากระบวนการคิดก่อนสั่งซื้อสินค้าของผู้บริโภคได้เปลี่ยนไป แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซในปัจจุบันไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียง “ตลาดออนไลน์” อีกต่อไป แต่ได้ยกระดับกลายเป็นพื้นที่ที่สามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และความต้องการในชีวิตประจำวันได้อย่างลงตัว

สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความคาดหวังใหม่ของผู้บริโภคที่นำไปสู่ยุคที่เรียกว่า “Confidence Commerce” โดยสามารถสรุปพฤติกรรมที่น่าสนใจผ่าน 3 เทรนด์หลัก ดังนี้
เทรนด์ที่ 1: “ช้อปฮีลใจ” การสร้างพื้นที่เซฟโซนของนักช้อปยุคใหม่
ในยุคที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนและสถานการณ์ที่ตึงเครียด ผู้บริโภคมีแนวโน้มที่จะใช้การจับจ่ายเป็นเครื่องมือในการเยียวยาจิตใจ ข้อมูลจากรายงาน Global Consumer Trends ของ Euromonitor ระบุว่า ผู้บริโภคทั่วโลกจำนวน 58% ต้องเผชิญกับความเครียดในระดับปานกลางถึงระดับสูงในทุกๆ วัน ส่งผลให้ผู้คนเริ่มมองหาสินค้าที่ให้ความรู้สึกปลอดภัยและสามารถดูแลตัวเองได้ ในขณะที่ผู้บริโภคอีก 2 ใน 3 กำลังมองหาสิ่งที่จะเข้ามาช่วยให้ชีวิตของพวกเขาง่ายและมีความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ตะกร้าสินค้าของนักช้อปชาวไทยสะท้อนให้เห็นถึงกระแส Self-Care อย่างชัดเจน โดยมีข้อมูลที่น่าสนใจดังนี้:
- ยอดขายสินค้าประเภทคูปองดิจิทัลในกลุ่ม Wellness, บิวตี้, สุขภาพ และสปา พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีการเติบโตมากกว่า 75% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา
- ในช่วงแคมเปญใหญ่ 6.6 สินค้าในกลุ่มอุปกรณ์ออกกำลังกายมียอดคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้นมากกว่าช่วงเวลาปกติถึง 5 เท่า
- สินค้าในหมวดอาหารเสริมในช่วงแคมเปญ 6.6 มียอดคำสั่งซื้อเติบโตพุ่งสูงถึง 10 เท่า
- เกิดปรากฏการณ์ “สกุชชี่คัมแบ็ก” (Squishy) ซึ่งเป็นไอเทมคลายเครียดที่กำลังอยู่ในกระแส ดันให้มียอดการค้นหาพุ่งสูงเกิน 30,000 ครั้ง และติดอันดับท็อปเทรนด์ในช่วงแคมเปญ 6.6
เทรนด์ที่ 2: “ยอมเปย์ซื้อความชัวร์” คุณภาพต้องมาก่อนราคา
จากพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป ลาซาด้าพบว่านักช้อปไทยมีความชาญฉลาดในการเลือกซื้อสินค้ามากขึ้น โดยให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าในระยะยาวมากกว่าเรื่องของราคาเพียงอย่างเดียว
แคมเปญ 6.6 ที่ผ่านมาเป็นเครื่องพิสูจน์ที่ชัดเจนว่าคำว่า “แบรนด์แท้” ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญอันดับต้นๆ สำหรับผู้บริโภคชาวไทย
- ยอดขายของ LazMall ในช่วงแคมเปญ 6.6 มีอัตราการเติบโตสูงถึง 6 เท่าเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
- ยอดขายรวมจากทั้งแพลตฟอร์มเติบโตขึ้น 3 เท่า ซึ่งเป็นตัวสะท้อนว่านักช้อปให้ความสำคัญกับการเลือกซื้อ “ของแท้จากแพลตฟอร์มที่ไว้ใจได้”
- นักช้อปไทยพร้อมเปิดใจรับแบรนด์ดังจากต่างประเทศมากขึ้น โดยยอดขายของแบรนด์ดังจากต่างประเทศและสินค้าที่อยู่ในกระแส เติบโตสูงถึง 210% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
- แบรนด์ชั้นนำอย่าง Stanley และ MUVA สามารถทำยอดขายจนติดอันดับสินค้าขายดี
- ตัวเลขเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า นักช้อปชาวไทยพร้อมที่จะลงทุนและยอมจ่ายเงินให้กับสินค้าที่มีคุณภาพ ได้รับการยอมรับ และสามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของตนเองได้
เทรนด์ที่ 3: คนไทย “แชตรัวถาม AI” ยกให้เป็นผู้ช่วยหลักก่อนตัดสินใจช้อป
เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการลดความซับซ้อนและช่วยตัดตัวเลือกให้กับการช้อปปิง รายงาน Voice of the Consumer: Digital Shopper Survey จาก Euromonitor ระบุว่า 43% ของนักช้อปทั่วโลกเลือกใช้ AI ในการรับคำแนะนำและช่วยเลือกสินค้า และ 39% ให้ความสำคัญกับคำแนะนำแบบเฉพาะบุคคลที่ AI ออกแบบมาให้
สำหรับประเทศไทย การใช้งาน AI บนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซถือว่าคึกคักเป็นอย่างมาก
- ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 ผู้ช่วยช้อปปิง AI ของลาซาด้าอย่าง “LazzieChat” มีส่วนช่วยผลักดันให้อัตราการสั่งซื้อ (Conversion) ของแพลตฟอร์มเพิ่มขึ้นเกือบ 60% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
- สถิติพบว่า 1 ใน 9 ของนักช้อปชาวไทยมีการพูดคุยและแชตกับ LazzieChat เป็นประจำ
- ฟีเจอร์ “LazFortune” ซึ่งเป็นฟีเจอร์เกี่ยวกับการดูดวง กลายเป็นหนึ่งในหัวข้อที่นักช้อปไทยนิยมพูดคุยกับ LazzieChat มากที่สุด
- การใช้งาน LazFortune ไม่เพียงแต่เปลี่ยนประสบการณ์การช้อปปิงออนไลน์ให้กลายเป็นเรื่องสนุกสนาน แต่ยังเป็นการตอบโจทย์และเอาใจกลุ่มนักช้อป “สายมู” ได้เป็นอย่างดี
อินไซต์ทั้ง 3 ข้อที่กล่าวมา ไม่ว่าจะเป็นการช้อปเพื่อฮีลใจ การให้ความสำคัญกับสินค้าของแท้คุณภาพดี และการพึ่งพา AI สะท้อนให้เห็นว่าแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซได้กลายเป็นพื้นที่ที่ตอบสนองคุณค่าในชีวิตประจำวัน และต้องสามารถส่งมอบ “ความเชื่อมั่น” ให้แก่นักช้อปได้อย่างแท้จริง






