ในยุคที่พฤติกรรมการสั่งซื้อสินค้าออนไลน์เติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด สิ่งที่ตามมาเป็นเงาตามตัวคือปริมาณขยะจากวัสดุกันกระแทกพลาสติกที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัญหานี้กลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่ภาคธุรกิจต้องหันมาทบทวนและหาทางออกอย่างจริงจัง ล่าสุดมีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจจากวงการสินค้าแม่และเด็ก
เมื่อ Mommy Booster อันดับ 1 แบรนด์เครื่องดื่มบำรุงสุขภาพสำหรับคุณแม่และผู้หญิง ภายใต้บริษัท อินโนดีว่า จำกัด ได้ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญกับ Papa Paper ผู้เชี่ยวชาญด้านนวัตกรรมกระดาษคราฟต์รักษ์โลก เพื่อปฏิวัติวงการแพคเกจจิ้งด้วยโมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียน
โปรเจกต์นี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การทำ CSR ทั่วไป แต่เป็นการนำแนวคิดอัปไซเคิลมาประยุกต์ใช้ในกระบวนการธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม โดยการนำ “กากหัวปลี” ปริมาณมหาศาลที่เหลือทิ้งจากกระบวนการผลิต มาเปลี่ยนเป็นวัสดุกันกระแทกเพื่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของธุรกิจยุคใหม่ที่มุ่งเน้นความยั่งยืนแบบครบวงจร
จาก Pain Point ขยะพลาสติก สู่โซลูชัน Upcycled แบบก้าวกระโดด
จุดเริ่มต้นของความร่วมมือนี้ เกิดจากวิสัยทัศน์ที่ต้องการแก้ปัญหาภายในองค์กรและต่อยอดสู่ระดับสังคม คุณวริษา เนื้อนุ้ย บารโรด์ CEO ของ Mommy Booster ได้เล็งเห็นถึงปัญหาขยะพลาสติกที่เกิดจากพฤติกรรมการช้อปปิ้งออนไลน์ที่เติบโตขึ้น ในช่วงแรกนั้น ทางแบรนด์มีความตั้งใจที่จะพัฒนานวัตกรรมจากกากหัวปลีเพื่อแก้ปัญหาขยะภายในธุรกิจของตนเองเป็นหลัก
แต่ด้วยความร่วมมือและการหารือเชิงบูรณาการกับผู้เชี่ยวชาญอย่าง คุณธนากร สุภาษา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซิมพลิ เด็คคอร์ จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายกระดาษสาและผลิตภัณฑ์จากเยื่อธรรมชาติทำมือ 100% ภายใต้แบรนด์ PAPA PAPER® ทำให้โปรเจกต์นำร่องนี้เกิดขึ้นจริง โดยได้รับการสนับสนุนทั้งทางด้านนโยบายและวิชาการจาก สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) และ อาจารย์พิชชากานต์ พิทยกรพิสุทธิ์ ความร่วมมือดังกล่าวได้ขยายศักยภาพของวัสดุกันกระแทกรักษ์โลกให้สามารถถูกนำไปใช้ในสเกลที่กว้างขึ้น
มากกว่า Zero Waste คือการแก้ปัญหาฝุ่นควัน PM 2.5 ระดับชาติ
เป้าหมายของโครงการนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่การมุ่งสู่ Zero Waste ภายในองค์กรหรือการลดขยะพลาสติกที่ย่อยสลายยากเท่านั้น แต่ยังมองไกลไปถึงการมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาระดับชาติ โดยโมเดลนี้ใช้วิธีการรับซื้อวัสดุทางการเกษตรที่รอการกำจัด
ผลลัพธ์ที่ได้คือการช่วยลดวงจรการเผาพืชผลทางการเกษตร ซึ่งเป็นหนึ่งในต้นตอสำคัญของวิกฤตฝุ่นควัน PM 2.5 ที่ส่งผลกระทบต่อปอดและสุขภาพของประชาชนทุกคนในขณะนี้ นอกจากนี้ กระบวนการรับซื้อดังกล่าวยังเป็นการเข้าไปช่วยเพิ่มและกระจายรายได้ให้กับพี่น้องเกษตรกรไทยอย่างเป็นรูปธรรมอีกด้วย
ยกระดับ CSR สู่การสร้างมาตรฐานใหม่ให้วงการสินค้าแม่และเด็ก
การตัดสินใจนำวัสดุกันกระแทกจากธรรมชาติมาใช้ทดแทนพลาสติกบับเบิ้ล ถือเป็นกลยุทธ์ที่เฉียบคมในการสะท้อนภาพลักษณ์ของแบรนด์ Mommy Booster ในฐานะแบรนด์ที่ห่วงใยผู้บริโภคแบบองค์รวม การตระหนักถึงสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของสังคมในระยะยาว ถือเป็นมิติใหม่ของความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการยุคใหม่และหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ด้านความรับผิดชอบต่อสังคมให้แก่วงการสินค้าแม่และเด็กอย่างแท้จริง
การผนึกกำลังชุมชนและก้าวสู่พรีเมียมแพคเกจจิ้ง
สำหรับทิศทางในอนาคต ความร่วมมือครั้งนี้ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่การสร้างนวัตกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมในระยะสั้น แต่ได้มีการวางแผนระยะยาวในการผนึกกำลังร่วมกับ “วิสาหกิจชุมชน” เพื่อนำวัสดุจากภาคเกษตรกรรมมาพัฒนาเปลี่ยนเป็นวัสดุกันกระแทกชีวภาพต่อไป ซึ่งโมเดลนี้จะช่วยขับเคลื่อนการกระจายรายได้และพัฒนาเศรษฐกิจในระดับชุมชนให้เติบโตอย่างยั่งยืน
ยิ่งไปกว่านั้น ทางแบรนด์ยังเตรียมพร้อมที่จะต่อยอดนวัตกรรมดังกล่าว สู่การผลิตวัสดุกันกระแทกในเกรดพรีเมียม เพื่อนำไปตอบโจทย์ด้านความหรูหราและเพิ่มมูลค่าให้กับกลุ่มสินค้าราคาสูงได้ในอนาคต นับเป็นก้าวต่อไปที่น่าจับตามองว่า นวัตกรรมรักษ์โลกจะสามารถผสานเข้ากับความพรีเมียมในโลกธุรกิจได้อย่างไร

กรณีของ Mommy Booster และ Papa Paper แสดงให้เห็นว่า การแก้ปัญหา Pain Point เรื่องขยะ หากมีพาร์ทเนอร์ที่แข็งแกร่งและการสนับสนุนจากภาครัฐ สามารถขยายผลลัพธ์จากเพียงแค่การลดต้นทุนหรือลดขยะในบริษัท ไปสู่การสร้างผลกระทบเชิงบวกระดับประเทศได้อย่างมหาศาล ทั้งในแง่ของเศรษฐกิจชุมชนและปัญหาสิ่งแวดล้อม ถือเป็นโมเดลธุรกิจยุคใหม่ที่ผู้ประกอบการไทยควรศึกษาเป็นอย่างยิ่ง






