ในโลกที่ “การเชื่อมต่อ” กลายเป็นเรื่องง่ายเพียงปลายนิ้วสัมผัส และเราถูกปลูกฝังว่าการมีตัวตนบนโลกออนไลน์คือ “ใบเบิกทาง” สู่ความสำเร็จ แต่ในต้นปี 2026 นี้ เรากำลังเห็นคลื่นใต้น้ำลูกใหญ่ที่กำลังซัดย้อนกลับ เมื่อคนรุ่นใหม่กลุ่มที่เติบโตมาพร้อมกับสมาร์ทโฟน กำลังตัดสินใจ “กด Log out” ออกจากโลกเสมือน เพื่อกลับไปใช้ชีวิตในโลกความจริงแบบที่ไม่มี Filter ใดๆ กั้น

จากความสนุก สู่ “พื้นที่แห่งความกดดัน”

หนึ่งในตัวแทนของ Gen Z ที่ตัดสินใจลบแอปโซเชียลมีเดียออกจากเครื่อง เขาเล่าว่าตัวเองโตมากับหน้าจอตั้งแต่อายุ 11 ปี แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา “Feed” ที่เคยสร้างความบันเทิงกลับเต็มไปด้วยขยะจาก AI คอนเทนต์จาก Influencer ที่พยายามขายของตลอดเวลา และการเปรียบเทียบชีวิตกับคนอื่นที่ไม่มีวันสิ้นสุด

“เมื่อก่อนเราเล่นมือถือเพื่อพักผ่อนจากโลกความจริง แต่ตอนนี้เราต้องพักจากมือถือเพื่อกลับไปใช้ชีวิตจริงๆ” Matt กล่าวไว้อย่างน่าสนใจ

สอดคล้องกับผลสำรวจจาก Deloitte Consumer Trends 2025 ที่เก็บข้อมูลจากชาวอังกฤษกว่า 4,000 คน พบว่าเกือบ 1 ใน 4 ของผู้บริโภคตัดสินใจลบแอปโซเชียลมีเดียทิ้งในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา และตัวเลขนี้พุ่งสูงถึงเกือบ 1 ใน 3 เมื่อเจาะจงไปที่กลุ่ม Gen Z

ตัวเลขที่ฟ้องว่า “Social Media” กำลังเสื่อมคลาย

ข้อมูลจาก Financial Times และ GWI ที่วิเคราะห์พฤติกรรมผู้ใหญ่ 250,000 คนใน 50 ประเทศ ชี้ให้เห็นว่าเวลาเฉลี่ยที่คนใช้บนโซเชียลมีเดียลดลงอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่จุดสูงสุดในปี 2022 โดย ณ สิ้นปี 2024 เวลาใช้งานเฉลี่ยลดลงเกือบ 10% เหลือเพียง 2 ชั่วโมง 20 นาทีต่อวัน ซึ่งกลุ่มที่ลดเวลาลงมากที่สุดคือวัยรุ่นและคนวัย 20 ปี

Jason Dorsey ประธาน Center for Generational Kinetics อธิบายว่า บรรยากาศบนโลกออนไลน์เต็มไปด้วย “ความเกลียดชังและการแบ่งแยก” มากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะประเด็นการเมืองและสังคม ทำให้คนรุ่นใหม่รู้สึกสูญเสียการควบคุมชีวิตตัวเอง การเดินออกจากแพลตฟอร์มจึงไม่ใช่แค่การดีท็อกซ์ แต่มันคือการทวงคืน “ความมั่นใจและความปลอดภัย” ในพื้นที่ส่วนตัว

“Pressure Platform” เมื่อทุกตารางนิ้วคือการโฆษณา

แม้โซเชียลมีเดียจะเป็นเครื่องมือสำคัญทางธุรกิจ แต่ความพยายามของยักษ์ใหญ่ Tech Giants ที่ต้องการ “Monetize” หรือทำกำไรจากทุกการเคลื่อนไหวของผู้ใช้ ทำให้ Feed เต็มไปด้วยโฆษณาจนล้น

Lacy Stace ผู้ประกอบการวัย 36 ปี สะท้อนมุมมองว่า “สมองเราไม่ได้ถูกออกแบบมาให้รับข้อมูลมหาศาลขนาดนี้ตลอดเวลา” และ “เรากำลังสูญเสียความสามารถในการมองย้อนกลับมาฟังเสียงข้างในตัวเอง เพราะเรามัวแต่ไปให้ค่ากับสิ่งที่ไม่สำคัญบนหน้าจอ”

Analog is the New Cool เมื่อความลึกลับคือความเท่

ในยุคของ Streaming เราไม่ได้ “เป็นเจ้าของ” อะไรเลย เราแค่จ่ายค่าเช่าเพื่อเข้าถึง แต่คนรุ่นใหม่เริ่มโหยหาการครอบครองที่แท้จริง

    • The Vinyl & Book Revival: การได้เปิดแผ่นเสียงหรือพลิกหน้าหนังสือทีละหน้า คือประสบการณ์แบบ Multi-sensory (รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส) ซึ่งหาไม่ได้จาก Spotify หรือ Kindle การสะสมสิ่งเหล่านี้ยังสะท้อนถึง “ตัวตน” (Identity) ของผู้ครอบครองได้ชัดเจนกว่าการโชว์ Playlist บนแอป
    • Zines & Independent Print: เราเห็นการกลับมาของนิตยสารทำมือ (Zines) ที่เน้นงาน Art และเนื้อหาเฉพาะกลุ่ม ซึ่งเป็นการประกาศอิสรภาพจากการถูกจำกัดด้วยยอด Reach ของแพลตฟอร์ม

การปฏิวัติที่เงียบเชียบ

“การปฏิวัติที่เงียบเชียบ” นี้ มันไม่ใช่การขว้างโทรศัพท์ทิ้งลงทะเล แต่คือการ “Reset” ความสัมพันธ์กับเทคโนโลยีใหม่ เพื่อไม่ให้ Algorithm มาบงการสมองและการรับรู้ของเรา

โลกกำลังเข้าสู่ช่วง “Post-pandemic Correction” หรือการปรับสมดุลหลังโควิด เมื่อเราใช้ชีวิตนอกบ้านมากขึ้น ความจำเป็นที่จะต้องจมปลักอยู่กับหน้าจอก็ลดลง การกลับไปสู่ Analog ไม่ใช่การถอยหลังเข้าคลอง แต่มันคือการเลือกใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพในแบบที่ “เราเป็นเจ้าของชีวิตตัวเองจริงๆ” 

ความสวยงามของ “ความไม่สมบูรณ์แบบ” 

ในโลกดิจิทัล ทุกอย่างถูกปรับแต่งให้สมบูรณ์แบบด้วย AI และ Filter แต่ชีวิต Analog นำเสนอสิ่งที่ตรงกันข้าม ยกตัวอย่างเช่น

  • Film Photography & CCD Cameras: คนรุ่นใหม่หันกลับไปหาถ่านและม้วนฟิล์ม ไม่ใช่เพราะคุณภาพไฟล์ที่คมชัด แต่เพราะ “ความลุ้น” และ “เกรน” ของภาพที่ให้ความรู้สึกถึงช่วงเวลานั้นจริงๆ การที่มีจำนวนภาพจำกัดทำให้เรา “ตั้งใจ” มองสิ่งที่อยู่ตรงหน้ามากกว่าแค่การรัวชัตเตอร์แล้วปล่อยทิ้งไว้ใน Cloud
  • Physical Journaling: การจดบันทึกด้วยปากกาลงบนกระดาษกลายเป็นบำบัดอย่างหนึ่ง กลิ่นกระดาษและน้ำหนักของปากกาช่วยให้สมองจัดระเบียบความคิดได้ดีกว่าการพิมพ์บนหน้าจอที่เต็มไปด้วย Notification รบกวน

“Mono-tasking” คือความหรูหราใหม่

ในขณะที่โลกยกย่อง Multi-tasking แต่ชีวิต Analog บังคับให้เราทำทีละอย่าง

  • Analog Hobbies: ไม่ว่าจะเป็นการต่อโมเดล การถักนิตติ้ง หรือการทำเซรามิก กิจกรรมเหล่านี้ต้องการ “Flow State” หรือการจมจ่อมอยู่กับสิ่งเดียว ซึ่งเป็นสภาวะที่ช่วยลดความเครียดและเพิ่มสมาธิ (Attention Span) ที่ถูกทำลายโดยคลิปสั้น 15 วินาที
  • Slow Dining: การทานอาหารที่ไม่มีมือถือบนโต๊ะ กลายเป็นกฎเหล็กในกลุ่มเพื่อน เพื่อกู้คืน “Human Connection” การสบตาและการฟังน้ำเสียงอย่างตั้งใจกลายเป็นทักษะที่ล้ำค่าในยุคนี้

แบรนด์และนักการตลาดต้องเริ่มทำการบ้านหนักขึ้น เมื่อ “Attention” ของกลุ่มเป้าหมายไม่ได้กระจุกตัวอยู่แค่บนหน้าจออีกต่อไป การสร้างประสบการณ์แบบ Offline และการสื่อสารที่เน้นความจริงใจ โดยปราศจาก AI Slop อาจเป็นกุญแจสำคัญในการมัดใจคนรุ่นใหม่ในยุคที่ ‘การออฟไลน์’ คือความหรูหราแบบใหม่

แต่สำหรับในแง่ของธุรกิจ นี่คือโอกาสทองในการทำ “Offline Experience” หากแบรนด์สามารถสร้างกิจกรรมที่กระตุ้นให้คนวางมือถือแล้วมาใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 ได้ เช่น Pop-up store ที่มี Workshop งานคราฟต์ หรือคาเฟ่ที่รณรงค์ No-Phone Zone แบรนด์นั้นจะได้รับ “Brand Loyalty” ที่ลึกซึ้งกว่าแค่ยอดคลิก เพราะคุณเข้าไปอยู่ใน “ความทรงจำจริง” ของพวกเขา ไม่ใช่แค่ใน History ของ Browser เพียงด้านเดียว

 

ที่มา : https://www.cnbc.com/2026/02/07/young-people-quiet-revolution-social-media.html

I'm a Content Creator and Storyteller, and i love Shooting my daughter :><: