ท่ามกลางความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์และคลื่นความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) ได้เปิดเผยรายงานมุมมองเศรษฐกิจประจำไตรมาสที่ 2 ปี 2026 โดยมีการปรับเพิ่มประมาณการอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยในปีนี้ขึ้นเป็น 2%

อย่างไรก็ตาม แม้ตัวเลขพาดหัวจะดูมีความหวังมากขึ้น แต่เนื้อในของการเติบโตกลับยังคงมีลักษณะการฟื้นตัวแบบไม่ทั่วถึงหรือที่เรียกว่า “K-Shaped” โดยเม็ดเงินและโอกาสกระจุกตัวอยู่เฉพาะในกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ ภาคการส่งออก และการลงทุนบางอุตสาหกรรมที่พึ่งพาสัดส่วนการนำเข้าสูง ในขณะที่ภาคครัวเรือนและผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ยังคงตกอยู่ในภาวะเปราะบางอย่างมาก ท่ามกลางการชะลอตัวของรายได้และภาระหนี้สินที่สะสมอยู่ในระดับสูง

เจาะตารางประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2026–2027

เมื่อพิจารณาตารางประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจไทยปี 2026–2027 ของ SCB EIC (ณ วันที่ 23 มิถุนายน 2026) จะพบรายละเอียดการปรับเปลี่ยนที่สะท้อนถึงพลวัตภายในประเทศ ดังนี้:

  • ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP): ปี 2026 คาดการณ์ว่าจะขยายตัวที่ 2.0% ซึ่งเป็นการปรับเพิ่มขึ้นจากเดิมที่เคยประเมินไว้ 1.7% เมื่อเดือนพฤษภาคม ปัจจัยหลักมาจากการคลี่คลายของสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ประกอบกับการส่งออกและการลงทุนในบางอุตสาหกรรมยังขยายตัวได้ดี ส่วนในปี 2027 ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวใกล้เคียงกันที่ 1.9% ซึ่งตัวเลขที่ทรงตัวนี้สะท้อนถึงข้อจำกัดด้านแรงขับเคลื่อนใหม่ทางเศรษฐกิจ ภาวะการเงินที่ยังคงตึงตัว และความเสี่ยงภายนอกประเทศที่ยังอยู่ในระดับสูง
  • การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน: การบริโภคภาคเอกชนในปี 2026 มีแนวโน้มขยายตัว 2.5% ปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากคาดการณ์เดิมที่ 2.4% ก่อนที่ในปี 2027 จะชะลอตัวลงค่อนข้างแรงเหลือเพียง 1.4% ในขณะที่การลงทุนภาคเอกชนปี 2026 พุ่งสูงถึง 4.4% ปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากเดิมที่ประเมินไว้ 3.6% และคาดว่าจะชะลอลงมาอยู่ที่ 2.8% ในปี 2027
  • การบริโภคและการลงทุนภาครัฐ: การบริโภคภาครัฐในปี 2026 คาดว่าจะขยายตัว 1.3% และจะลดลงเหลือ 1% ในปี 2027 ด้านการลงทุนภาครัฐปี 2026 คาดว่าจะขยายตัวที่ 4.1% และจะชะลอตัวลงเหลือ 1.8% ในปี 2027
  • ภาคการส่งออกและการนำเข้า: มูลค่าการส่งออก (USD BOP) ปี 2026 มีแนวโน้มเติบโตอย่างโดดเด่นที่ 9.4% ปรับเพิ่มขึ้นจากคาดการณ์เดิมที่ 7.8% และจะขยายตัว 2.6% ในปี 2027 ส่วนมูลค่าการนำเข้า (USD BOP) ปี 2026 พุ่งสูงถึง 16.5% ปรับเพิ่มจากเดิมที่ 15.8% ก่อนจะลดลงเหลือ 1.1% ในปี 2027
  • ภาคการท่องเที่ยว: จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยในปี 2026 คาดว่าจะแตะระดับ 32.5 ล้านคน ปรับเพิ่มขึ้นจากคาดการณ์เดิมที่ 31.7 ล้านคน และมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องเป็น 34.2 ล้านคนในปี 2027
ตัวเลขชี้วัดทางเศรษฐกิจไทย (%YOY) ปี 2025 ปี 2026F (พ.ค. 26) ปี 2026F (มิ.ย. 26) ปี 2027F
GDP 2.4% 1.7% 2.0% 1.9%
การบริโภคภาคเอกชน 2.7% 2.4% 2.5% 1.4%
การลงทุนภาคเอกชน 3.5% 3.6% 4.4% 2.8%
มูลค่าการส่งออก (USD BOP) 12.7% 7.8% 9.4% 2.6%
มูลค่าการนำเข้า (USD BOP) 13.0% 15.8% 16.5% 1.1%
นักท่องเที่ยวต่างชาติ (ล้านคน) 33.0 31.7 32.5 34.2
อัตราเงินเฟ้อทั่วไป -0.1% 3.6% 2.6% 0.8%
อัตราดอกเบี้ยนโยบาย (สิ้นปี) 1.25% 1.00% 1.00% 0.75%

ไทม์ไลน์ GDP รายไตรมาสปี 2026: ความผันผวนที่ต้องตั้งรับ

หากเจาะลึกทิศทางการเติบโตเป็นรายไตรมาสในปี 2026 จะเห็นเส้นทางที่ค่อนข้างผันผวน ดังนี้:

  • ไตรมาสที่ 1: เศรษฐกิจไทยเปิดตัวด้วยการขยายตัว 2.8%
  • ไตรมาสที่ 2 (F): ชะลอตัวลงอย่างรวดเร็วเหลือ 1.4% โดยเป็นช่วงที่เศรษฐกิจเริ่มได้รับผลกระทบอย่างหนักจากสงครามในตะวันออกกลาง (ME War)
  • ไตรมาสที่ 3 (F): ดีดตัวกลับขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 2.9% ซึ่งเป็นผลมาจากการแรงหนุนของ พ.ร.ก. พยุงเศรษฐกิจ
  • ไตรมาสที่ 4 (F): ทรุดลงอย่างรุนแรงเหลือเพียง 1.1% สาเหตุสำคัญมาจากภาคการส่งออกที่เริ่มชะลอตัว ประกอบกับการบริโภคภาคเอกชนที่แผ่วลงอย่างมากหลังจากหมดสิ้นมาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐ

ทิศทางเงินเฟ้อ ดอกเบี้ย และค่าเงินบาท

  • อัตราเงินเฟ้อทั่วไป (Headline Inflation): ปี 2026 คาดว่าจะจบที่ 2.6% ซึ่งปรับลดลงค่อนข้างมากจากคาดการณ์เดิมในเดือนพฤษภาคมที่ 3.6% และมีแนวโน้มจะลดลงสู่ระดับ 0.8% ในปี 2027
  • อัตราดอกเบี้ยนโยบาย: SCB EIC ประเมินว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 1.00% ตลอดทั้งปี 2026 เนื่องจากแรงกดดันเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นนั้นมีสาเหตุมาจากด้านอุปทานเป็นหลัก ในขณะที่เสถียรภาพด้านต่างประเทศของไทยยังคงแข็งแกร่งด้วยเงินทุนสำรองระหว่างประเทศที่อยู่ในระดับสูง จึงไม่มีความจำเป็นต้องเร่งปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อหรือพยุงค่าเงินเหมือนที่บางประเทศในภูมิภาคกำลังเผชิญ อย่างไรก็ดี ภาวะการเงินในประเทศยังคงตึงตัว โดยเฉพาะกลุ่มลูกหนี้รายย่อยและ SMEs ซึ่งได้รับผลกระทบจากความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินและคุณภาพหนี้ที่ด้อยลง ทำให้มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้และการเพิ่มโอกาสเข้าถึงสินเชื่อสำหรับ SMEs จะมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง สำหรับในปี 2027 หากแรงกดดันเงินเฟ้อและผลจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐหมดลง กนง. อาจพิจารณาผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม โดยคาดการณ์ว่าดอกเบี้ยนโยบาย ณ สิ้นปี 2027 จะลดลงมาอยู่ที่ 0.75%
  • ทิศทางอัตราแลกเปลี่ยน (THB/USD): คาดการณ์ค่าเงินบาท ณ สิ้นปี 2026 จะอยู่ที่กรอบ 32.0–33.0 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ และสิ้นปี 2027 จะอยู่ที่ 31.5–32.5 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ทาง SCB FM มองว่าในช่วงที่ผ่านมาเงินบาทเผชิญแรงกดดันให้อ่อนค่าจากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลางที่ทำให้ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้น ซึ่งเข้ามากดดันดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดของไทย นอกจากนี้ การที่ธนาคารกลางหลักหลายแห่งทั่วโลกส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ย ทำให้ความต้องการถือครองเงินดอลลาร์ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยเพิ่มสูงขึ้น และกดดันให้ราคาทองคำปรับลดลง สำหรับในระยะถัดไป เงินบาทมีแนวโน้มกลับมาแข็งค่าขึ้นได้หลังจากสงครามสิ้นสุดลง แต่จะยังไม่สามารถแข็งค่ากลับไปเท่ากับระดับก่อนเกิดสงครามที่ราว 31.00–31.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐได้ เนื่องจากปัจจัยพื้นฐานด้านดุลบัญชีเดินสะพัดของสหรัฐฯ มีความแข็งแกร่งขึ้นจากรายได้ภาคบริการที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี AI

ปัจจัยบวก ปัจจัยลบ และความเสี่ยงที่ต้องจับตา

การวางกลยุทธ์ธุรกิจในครึ่งหลังของปี 2026 จำต้องประเมินปัจจัยแวดล้อมอย่างรัดกุม โดย SCB EIC ได้สรุปประเด็นสำคัญไว้ ดังนี้

ปัจจัยบวกที่ช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจ (Positive Factors)

  • พ.ร.ก. กู้เงินฯ 4 แสนล้านบาทของรัฐบาลที่เข้ามาช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ
  • การขยายตัวของการลงทุนและการส่งออกสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ของไทย ซึ่งเติบโตสอดคล้องไปกับวัฏจักรขาขึ้นของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์โลก
  • การที่สหรัฐฯ ปรับลดกำแพงภาษีต่อสินค้าไทยเป็นการชั่วคราว

ปัจจัยลบที่คอยฉุดรั้งเศรษฐกิจ (Dragging Factors)

  • สงครามในตะวันออกกลางที่แม้จะมีแนวโน้มคลี่คลาย แต่ก็ยังคงส่งผลกดดันต่อระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะผ่านช่องทางราคาพลังงาน
  • แนวโน้มการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจและการค้าโลก
  • ผลกระทบจากภาวะเอลนีโญ (El Nino) ที่สร้างแรงกดดันอย่างรุนแรงต่อภาคการเกษตร
  • ภาวะการเงินที่ตึงตัวและปัญหาหนี้สินสูง ซึ่งเข้ามากระทบโดยตรงต่อกำลังซื้อและการบริโภคของภาคเอกชน

ประเด็นความเสี่ยงที่ต้องติดตามในครึ่งหลังของปี 2026 (H2/2026 Issues to Monitor)

  • ปรากฏการณ์ Super El Nino 2026: คาดการณ์ว่าปริมาณน้ำฝนของประเทศไทยในปี 2026 จะต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวถึงประมาณ 12% ส่งผลให้รายได้ของภาคเกษตรในปี 2026 มีแนวโน้มหดตัว และยังมีความเสี่ยงด้านลบเพิ่มเติมหากสถานการณ์ภัยแล้งรุนแรงหรือยืดเยื้อยาวนานกว่าที่คาดการณ์ไว้
  • นโยบายภาษีมาตรา 301 ของสหรัฐฯ: สหรัฐฯ ได้เริ่มประกาศแนวทางจัดเก็บภาษีสินค้านำเข้าตาม Section 301 เพื่อเตรียมนำมาใช้ทดแทน Section 122 ที่เก็บอัตราเพิ่ม 10% ซึ่งจะครบกำหนด 150 วันในวันที่ 24 กรกฎาคม 2026 โดยจะมีการบังคับใช้พิกัดภาษี 12.5% สำหรับประเทศที่ไม่มีมาตรการกำกับการนำเข้าสินค้าที่ผลิตจากการใช้แรงงานบังคับ (Forced labor) ซึ่งรวมถึงประเทศไทยและประเทศคู่ค้าหลักอีก 54 ประเทศ นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังอยู่ระหว่างการสอบสวนประเด็นกำลังการผลิตส่วนเกิน (Excess Capacity) ภายใต้มาตรา 301 โดยมุ่งเน้นไปที่ประเทศที่มีภาวะกำลังการผลิตล้นตลาดหรือเป็นช่องทางระบายสินค้าจากจีน ซึ่งคาดว่าจะมีการเปิดเผยผลการสอบสวนในเดือนมิถุนายน 2026
  • ความยืดเยื้อของสงครามตะวันออกกลาง: ซึ่งอาจส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกค้างอยู่ในระดับสูงเป็นระยะเวลานาน

บริบทเศรษฐกิจโลก Q2/2026: เงินเฟ้อกดดัน แต่ AI ช่วยประคอง

หันมามองภาพรวมเศรษฐกิจโลกประจำไตรมาสที่ 2 ปี 2026 จะพบว่าโลกกำลังเผชิญกับแรงกดดันด้านเงินเฟ้อจากสงครามในตะวันออกกลาง แต่ยังขยายตัวได้จากการลงทุนในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์

ทิศทางการเติบโตและเงินเฟ้อโลก

  • ภาพรวมการเติบโตทางเศรษฐกิจโลก: เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงสู่ระดับ 2.5% ในปี 2026 (ลดลงจาก 2.8% ในปี 2025) ผลกระทบหลักมาจากสงครามในตะวันออกกลางที่ดันให้เงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้นและเข้ามากดดันกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ในขณะที่การลงทุนด้าน AI และความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ยังคงเป็นแรงส่งที่สำคัญ สำหรับในปี 2027 คาดว่าเศรษฐกิจโลกจะขยายตัวได้ที่ 2.6% โดยบางประเทศจะเริ่มฟื้นตัวได้บ้างตามอัตราเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มทยอยปรับลดลง
  • อัตราเงินเฟ้อโลก: มีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นในปี 2026 ตามราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ที่สูงขึ้นจากภาวะสงครามในตะวันออกกลาง อย่างไรก็ตาม อัตราเงินเฟ้อนี้จะยังอยู่ต่ำกว่าระดับสูงสุดในช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครนเมื่อปี 2022 และคาดว่าจะทยอยลดลงในปี 2027 หากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกมีเสถียรภาพมากขึ้น

ทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางหลัก

ธนาคารกลางหลักทั่วโลกไม่สามารถใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายได้เร็วเนื่องจากยังมีความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ แม้ว่าเศรษฐกิจในหลายประเทศจะเริ่มชะลอตัวลงก็ตาม

  • Fed (ธนาคารกลางสหรัฐฯ): มีแนวโน้มจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 3.50–3.75% ตลอดทั้งปี 2026 เนื่องจากแรงกดดันเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูงและระบบเศรษฐกิจยังมีความแข็งแกร่ง
  • ECB (ธนาคารกลางยุโรป): มีแนวโน้มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งมาอยู่ที่ระดับ 2.5% เพื่อยึดเหนี่ยวคาดการณ์เงินเฟ้อในระยะปานกลาง
  • BOJ (ธนาคารกลางญี่ปุ่น): มีแนวโน้มจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 1% ในช่วงที่เหลือของปี 2026 และมีแนวโน้มกลับมาขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งในปีหน้า

คาดการณ์ GDP 4 มหาอำนาจเศรษฐกิจโลก (%YOY)

  • สหรัฐอเมริกา: ปี 2025 ขยายตัว 2.2% ปี 2026 คาดว่าจะโตเท่าเดิมที่ 2.2% และปี 2027 ชะลอเล็กน้อยที่ 2.1%
  • ยูโรโซน: ปี 2025 ขยายตัว 1.5% ปี 2026 ชะลอลงแรงเหลือ 0.8% และจะฟื้นกลับมาโต 1.1% ในปี 2027
  • ญี่ปุ่น: ปี 2025 ขยายตัว 1.2% ปี 2026 ชะลอลงเหลือ 0.6% และจะฟื้นตัวกลับมาที่ 1.1% ในปี 2027
  • จีน: ปี 2025 ขยายตัว 5.0% ปี 2026 ชะลอลงมาอยู่ที่ 4.5% และปี 2027 จะขยายตัว 4.4%

ปัจจัยสนับสนุนและปัจจัยเสี่ยงของเศรษฐกิจโลก

  • ปัจจัยสนับสนุน (Supporting Factors): การลงทุนด้าน AI ของกลุ่ม Hyperscalers ยังคงเติบโตในระดับสูง เนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของทั้งสหรัฐฯ และจีน นอกจากนี้ ความต้องการขีดความสามารถในการคำนวณ (Computational Power) ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ได้ช่วยหนุนการค้าสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และการลงทุนในภาคดิจิทัล เช่น โครงสร้างพื้นฐาน Data Center ให้เติบโตสูง รวมถึงการเร่งลงทุนในพลังงานทางเลือกที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก โดยประเทศต่าง ๆ กลับมาให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางพลังงาน
  • ปัจจัยเสี่ยงและแรงกดดัน (Risk Factors): ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะประเด็นที่อิหร่านและสหรัฐฯ ยังอยู่ในกระบวนการต่อรองสำหรับข้อตกลงสุดท้าย อัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นและภาวะการเงินโลกที่ตึงตัว ทำให้นโยบายการเงินไม่สามารถผ่อนคลายเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจได้เต็มที่ ขณะที่ต้นทุนทางการเงินของทั้งภาครัฐและเอกชนทั่วโลกค้างอยู่ในระดับสูง ตลอดจนความไม่แน่นอนของมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ โดยเฉพาะการบังคับใช้มาตรา 301 ในระยะต่อไป ความผันผวนและความเสี่ยงฟองสบู่ในตลาดการเงิน และปัญหาจากสภาพอากาศสุดขั้ว (Extreme climate events)

ธุรกิจต้องเดินเกมอย่างไร?

จากตัวเลขทั้งหมดของ SCB EIC ผู้ประกอบการในแวดวงธุรกิจดิจิทัล อีคอมเมิร์ซ และ SMEs จำเป็นต้องมองทะลุตัวเลข 2% เพื่อวางกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับความเป็นจริง:

  1. เกาะสายธาร “AI & Data Center Boom”: ในเมื่อเครื่องยนต์เศรษฐกิจโลกและไทยที่ยังทำงานได้ดีคือกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และโครงสร้างพื้นฐาน AI ธุรกิจที่สามารถเชื่อมโยงห่วงโซ่คุณค่าเข้ากับกลุ่มเทคโนโลยีนี้จะมีโอกาสเติบโตสูง
  2. ปรับกลยุทธ์การตลาดสู่ “Value-Driven”: ภาวะ K-Shaped เตือนเราว่า กำลังซื้อระดับกลางถึงล่างกำลังเหนื่อยล้าจากภาระหนี้และเงินเฟ้อ แบรนด์ที่ทำตลาดแมสจำเป็นต้องเน้นกลยุทธ์ความคุ้มค่า (Value for Money) และการชำระเงินที่ยืดหยุ่น
  3. บริหารความเสี่ยงด้านห่วงโซ่อุปทานและค่าเงิน: จากความไม่แน่นอนของภาษีมาตรา 301 ของสหรัฐฯ และความผันผวนของค่าเงินบาทที่อาจแกว่งตัวในกรอบ 31.5–33.0 บาทต่อดอลลาร์ ผู้ประกอบการนำเข้าและส่งออกต้องทำประกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนอย่างรัดกุมที่สุด

I'm a Content Creator and Storyteller, and i love Shooting my daughter :><: