หากใครที่ติดตามแวดวง E-Commerce คงจะสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในช่วงปีที่ผ่านมา แต่นี่ไม่ใช่แค่เสียงสะท้อนความกังวลของผู้ประกอบการอีกต่อไป เพราะตัวเลขโครงสร้างค่าธรรมเนียมใหม่ในปี 2026 คือข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนที่สุดว่า Marketplace ทั่วโลกได้เปลี่ยนเกมธุรกิจอย่างเป็นทางการ

จากเดิมที่แพลตฟอร์มยอม “เผาเงิน” ทำแคมเปญแจกโค้ด ส่งฟรี เพื่อเร่งการเติบโตและดึงผู้ขายเข้าสู่ระบบ วันนี้ทุกแพลตฟอร์มได้หันหัวเรือกลับมาโฟกัสที่ “Profitability” หรือการทำกำไรอย่างจริงจัง

ผลลัพธ์ที่ตามมาคือ ผู้ขายออนไลน์และแบรนด์ต่างๆ กำลังเผชิญกับคลื่นพายุแห่งต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้นแบบเงียบๆ จนหลายธุรกิจเริ่มเข้าสู่ภาวะ “ยิ่งขายดี ยิ่งไม่เหลือกำไร” (Margin Squeeze)

Thumbsup ขอพาผู้ประกอบการทุกท่าน ไปผ่าโครงสร้างอัปเดต Marketplace Fee ล่าสุดในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2026 (มกราคม – มิถุนายน 2569) จาก 3 ยักษ์ใหญ่ E-Commerce ไทย พร้อมวิเคราะห์ทางรอดของธุรกิจในยุคที่กำไรหายากกว่ายอดขาย

เปิดโผอัปเดตค่าธรรมเนียม 3 ค่ายยักษ์ใหญ่ ปี 2026

จากข้อมูลอัปเดตโครงสร้างค่าธรรมเนียมล่าสุด จะเห็นได้ว่าทั้ง 3 แพลตฟอร์มมีการขยับตัวในทิศทางเดียวกัน นั่นคือการปรับขึ้นค่าธรรมเนียมการขายและค่าโปรแกรมสนับสนุนต่างๆ

  1. Shopee (ปรับโหมดรีดกำไรเป็น 2 ระลอก)

Shopee มีการประกาศปรับโครงสร้างอย่างชัดเจน โดยแบ่งเป็น 2 ช่วงเวลาสำคัญที่จะกระทบต้นทุนผู้ขายโดยตรง:

  • 7 เม.ย. 2569: ปรับขึ้นค่าธรรมเนียมการขายตามหมวดหมู่ สูงสุดแตะ 15.52% และค่าธรรมเนียมการผ่อนชำระ (SPayLater) ปรับเพิ่มขึ้น 1% ไปแตะที่ระดับสูงสุด 7.49% (ตามจำนวนงวด)
  • 1 มิ.ย. 2569: ปรับค่าธรรมเนียมการขาย (บางหมวด) ขึ้นอีก 1.5% (ก่อน VAT) ทำให้โครงสร้างโดยรวมของ Shopee Mall จะพุ่งไปอยู่ที่ 7.49% – 17.12% และร้านค้า Non-Mall อยู่ที่ 7.49% – 14.98% * อย่างไรก็ตาม Shopee ยังคงมีนโยบายช่วยเหลือร้านค้ารายเล็ก ด้วยการลดค่าคอมมิชชัน 0.5% – 1.50% สำหรับร้านที่มียอดขายรวมไม่เกิน 10,000 บาท ในช่วง 30 วันก่อนตัดรอบ (เริ่มใช้ 7 เม.ย. 2569) และคงค่าธรรมเนียมโครงสร้างพื้นฐานไว้ที่ 1.07 บาท/คำสั่งซื้อสำเร็จ
  1. Lazada (ขยับเรต LazMall และโปรแกรมส่งเสริมการขาย)

ทางฝั่ง Lazada แม้จะยังไม่พบค่าโครงสร้างพื้นฐานแบบต่อออเดอร์ แต่มีการขยับค่าธรรมเนียมในส่วนอื่นๆ ที่น่าสนใจ:

  • 1 พ.ค. 2569: ดีเดย์สำคัญในการปรับค่าคอมมิชชัน โดย LazMall จะปรับสูงสุดแตะ 14.5% (ก่อน VAT) ซึ่งเมื่อรวม VAT 7% จะอยู่ที่ช่วง 5.89% – 15.52% ส่วนร้านค้า Non-Mall จะอยู่ที่ 5.89% – 13.91%
  • ในส่วนของโปรแกรมทางเลือก (Growth Support) มีการขยับขึ้น 1% เช่น โปรแกรมส่งฟรีพิเศษ (FSS) จะอยู่ที่ 4.28% – 8.56% และพรีเมียมแพ็กเกจ (PP) อยู่ที่ 5.35% – 7.49%
  1. TikTok Shop (จุดเปลี่ยนสำคัญ สู่แพลตฟอร์มที่ต้นทุนไม่ถูกอีกต่อไป)

หนึ่งในเหตุการณ์ที่สะเทือนวงการ E-Commerce มากที่สุด คือการที่ TikTok Shop แพลตฟอร์มดาวรุ่งที่เคยถูกมองว่าเป็น “พื้นที่ต้นทุนต่ำ” กำลังขยับโครงสร้างเข้าใกล้รุ่นพี่อย่าง Shopee และ Lazada มากขึ้นทุกที:

  • 21 มี.ค. 2569: เริ่มเก็บค่าธรรมเนียมโครงสร้างพื้นฐาน 1.07 บาท / คำสั่งซื้อสำเร็จ
  • 6 พ.ค. 2569: ปรับค่าคอมมิชชันมาร์เก็ตเพลสสำหรับร้านทั่วไป ขยับเพดานสูงสุดเป็น 9.63% (ช่วงเรต 6.42% – 9.63%) ส่วนร้าน Mall อยู่ที่ 5.35% – 11.77%
  • ไฮไลต์สำคัญคือ Commerce Growth Fee: เริ่มเก็บอย่างเป็นทางการในวันที่ 6 พ.ค. 2569 ในอัตรา 6.96% – 8.03% (จำกัดเพดานสูงสุดที่ 199 บาท/ชิ้น) ซึ่งสะท้อนชัดเจนว่า TikTok Shop กำลังเดินตามเส้นทางการสร้างรายได้จากผู้ขายอย่างเต็มรูปแบบ

ต้นทุนแฝงที่กำลังกลืนกินกำไรแบบเงียบๆ

ปัญหาใหญ่ที่สุดที่ผู้ประกอบการหลายรายกำลังเผชิญ คือการคำนวณต้นทุนที่ผิดพลาด หลายร้านตั้งราคาโดยมองแค่ “Commission Fee” ที่ปรากฏบนหน้ากระดาษ แต่ในโลกแห่งความเป็นจริงของการทำธุรกิจบน Marketplace ยังมี “ต้นทุนแฝง” (Hidden Costs) อีกมหาศาลที่จ้องจะหักออกจากรายได้ของคุณ เช่น:

  • Payment Fee (ค่าธรรมเนียมการชำระเงิน)
  • Affiliate Fee (ค่าคอมมิชชันสำหรับครีเอเตอร์)
  • Coin Cashback / Platform Campaign (ค่าเข้าร่วมแคมเปญแพลตฟอร์ม)
  • Free Shipping Subsidy (ค่าสนับสนุนการส่งฟรี)
  • Fulfillment & Shipping Cost (ค่าแพ็กและจัดส่ง)
  • Ads Cost (ค่าโฆษณาภายในแอปฯ)
  • Return & Refund Cost (ต้นทุนจากการตีกลับหรือคืนสินค้า)
  • PayLater / Installment Fee (ค่าธรรมเนียมการผ่อนชำระ)

เมื่อนำทุกสิ่งมารวมกัน จะพบว่าหลายธุรกิจมี Total Take Rate (อัตราการหักเงินรวมของแพลตฟอร์ม) สูงถึง 15% – 25% ต่อหนึ่งคำสั่งซื้อ นั่นหมายความว่า หากสินค้าของคุณมี Margin (อัตรากำไร) ต่ำ หรือยังใช้วิธีการตั้งราคา (Pricing Strategy) แบบเดิมเมื่อ 2-3 ปีที่แล้ว ธุรกิจอาจกำลังอยู่ในสภาวะ “ขาดทุนทันทีที่มีออเดอร์เข้า” โดยไม่รู้ตัว

นี่คือกับดักที่อันตรายที่สุดในยุคนี้ คือการหลงโฟกัสเฉพาะ “ยอดขาย (GMV)” หลายแบรนด์ยังคงใช้วิธีอัดโปรโมชั่น ลดราคาหั่นแหลก ซื้อโฆษณาหนัก แจกโค้ดเพื่อหวังเพิ่ม Conversion Rate แม้หน้าแดชบอร์ดจะโชว์ตัวเลขยอดขายที่เติบโตสวยงาม แต่เมื่อหักลบกลบหนี้ตอนสิ้นเดือน Net Margin อาจเหลือเพียงหลักหน่วย หรือบางครั้งถึงขั้นติดลบ แพลตฟอร์มทำให้เรา “รู้สึกเหมือนขายดี” แต่เงินสดในกระเป๋ากลับร่อยหรอลง

เปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาสด้วย “Omnichannel Arbitrage”

เมื่อ E-Commerce ยุค 2026 เปลี่ยนเข้าสู่โหมด “Profitability Defense” ผู้ชนะในสมรภูมินี้จึงไม่ใช่ “คนที่ขายเก่งที่สุด หรือหายอดขายได้มากที่สุด” อีกต่อไป แต่คือ “คนที่บริหาร Margin ได้เก่งที่สุด” ผู้ประกอบการและนักการตลาดจำเป็นต้องเปลี่ยน Mindset จากคำว่า “Growth at all costs” (โตทุกวิถีทาง) มาเป็น “Profitable Growth” (โตแบบมีกำไร) โดยสามารถนำกลยุทธ์เหล่านี้ไปปรับใช้:

  1. ใช้กลยุทธ์ “Omnichannel Arbitrage” อย่าฝากชีวิตไว้กับแพลตฟอร์มเดียว แนวคิดนี้คือการใช้หลายช่องทางขายร่วมกัน เพื่อบริหารต้นทุนและกำไรให้เหมาะสมที่สุด ตัวอย่างเช่น:
  • ใช้ Marketplace (Shopee, Lazada, TikTok) เป็นหน้าด่านในการหาลูกค้าใหม่ (Customer Acquisition) เพราะแพลตฟอร์มเหล่านี้มี Traffic มหาศาล
  • เมื่อได้ลูกค้ามาแล้ว ต้องหาทางดึงลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำ (Retention) ผ่านช่องทาง Owned Media ของเราเอง เช่น LINE OA, Website Commerce หรือ Social Commerce เพื่อหลีกเลี่ยงการเสีย Take Rate ที่สูงลิ่วในทุกๆ การสั่งซื้อซ้ำ
  1. รื้อโครงสร้างราคาใหม่ (Repricing Strategy)

เมื่อต้นทุนเปลี่ยน ราคาต้องเปลี่ยน การทำ Bundle Set, การออกสินค้า Exclusive ที่มี Margin สูงกว่าปกติเพื่อขายบน Marketplace โดยเฉพาะ หรือการแยก SKU สินค้าให้ชัดเจนระหว่างช่องทาง Marketplace และหน้าเว็บไซต์ของแบรนด์ เป็นสิ่งที่ต้องทำทันที

  1. สะสม First-Party Data คือทองคำแท้

การพึ่งพาระบบนิเวศของคนอื่นหมายถึงการเช่าพื้นที่ทำกิน แบรนด์ต้องเริ่มสร้างระบบ CRM (Customer Relationship Management) และ Membership Program ของตัวเองอย่างจริงจัง การมี Data ของลูกค้าในมือคือ “อำนาจต่อรอง” ที่ดีที่สุดที่จะช่วยลดการพึ่งพาแพลตฟอร์มในระยะยาว

  1. คุม Cost per Order ให้เฉียบคม

ต้องทำบัญชีต้นทุนต่อออเดอร์ให้ละเอียดที่สุด แบรนด์ต้องรู้ว่าสินค้าตัวไหนเป็น Hero Product ที่สร้างกำไร และสินค้าตัวไหนเป็นแค่ Traffic Builder (ดึงคนแต่ไม่ทำกำไร) เพื่อวางแผนจัดสรรงบโฆษณาได้อย่างถูกต้อง

โลก E-commerce ในปี 2026 กำลังส่งสัญญาณเตือนภัยดังๆ ว่า “กำไร” คือเส้นเลือดใหญ่ที่แท้จริงของธุรกิจ วันนี้ไม่ใช่เวลาของการวิ่งไล่ล่ายอดขายแบบตาบอดอีกต่อไป แต่เป็นเวลาของการกลับมาทบทวนโครงสร้างหลังบ้าน คุมต้นทุนให้แม่นยำ เข้าใจโครงสร้างค่าธรรมเนียมที่ซับซ้อน และวางกลยุทธ์เพื่อสร้างธุรกิจที่ยืนหยัดได้จริง ในยุคที่ Marketplace พร้อมใจกันรีด Margin อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

อ้างอิงข้อมูล: Priceza Insights

 

I'm a Content Creator and Storyteller, and i love Shooting my daughter :><: