ในอดีต ตัวเลขผู้ติดตามหลักแสนหรือหลักล้านอาจเป็นใบเบิกทางที่การันตีความสำเร็จของอาชีพอินฟลูเอนเซอร์ แต่สำหรับภูมิทัศน์สื่อและการตลาดในปี 2569 ข้อมูลระบุชัดเจนว่าตัวเลขเหล่านี้กำลังสูญเสียอิทธิพลในการตอบโจทย์ทางธุรกิจ

เมื่อแบรนด์และนักการตลาดไม่ได้หยุดคำถามไว้เพียง “คอนเทนต์นี้มียอดวิวเท่าไร” แต่มุ่งเป้าไปที่ “ผู้ชมเกิด Conversion หรือไม่” และ “คอนเทนต์นั้นสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจได้มากน้อยเพียงใด”

การเปลี่ยนผ่านนี้สะท้อนให้เห็นถึงวุฒิภาวะของ Creator Economy ที่กำลังก้าวเข้าสู่ “ปีแห่งการจัดระเบียบ” อย่างแท้จริง โดยมีตัวชี้วัดความสำเร็จ (KPIs) ที่ผูกติดกับโครงสร้างธุรกิจมากกว่าแค่การสร้างการรับรู้  บนโซเชียลมีเดีย

ขนาดตลาดที่พุ่งทะยาน กับสถานะของ Creator Economy ที่ไม่ใช่แค่ “เศรษฐกิจทางเลือก”

ทิศทางของ Creator Economy ทั้งในไทยและระดับโลกกำลังเติบโตในอัตราเร่งอย่างมีนัยสำคัญ ข้อมูลคาดการณ์ระบุว่า ภายในปี 2027 ตลาดครีเอเตอร์ของไทยจะมีมูลค่าสูงถึง 60,000 ล้านบาท ขณะที่ตลาดโลกระบุตัวเลขการเติบโตแตะ 480 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปีเดียวกัน

ตัวเลขการเติบโตนี้สอดคล้องกับพฤติกรรมการลงทุนของแบรนด์ โดยพบว่า 74% ของแบรนด์มีแผนที่จะเพิ่มงบประมาณสำหรับครีเอเตอร์ในปี 2027 สาเหตุสำคัญมาจากความสามารถของครีเอเตอร์ยุคใหม่ที่สามารถตอบโจทย์การทำงานได้หลากหลายมิติในคราวเดียว ครอบคลุมตั้งแต่

  1. การเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย (Audience Reach)
  2. การผลิตเนื้อหา (Content Production)
  3. การสร้างความสนใจ (Consideration) ไปจนถึง
  4. การปิดการขาย (Conversion)

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจาก Tellscore ระบุว่าในประเทศไทยมีผู้ที่เรียกตนเองว่าครีเอเตอร์ถึง 9 ล้านคน แต่มีเพียง 3 ล้านคนเท่านั้นที่อยู่ในระดับมืออาชีพ และการเข้ามาของจำนวนคนมหาศาลนี้กลับสวนทางกับเสถียรภาพด้านรายได้

อัตราค่าตอบแทนจากแพลตฟอร์มมีแนวโน้มลดลงอย่างเห็นได้ชัด แพลตฟอร์มบางแห่งปรับลดค่าตอบแทนจากเดิมประมาณ 40,000 บาทต่อล้านวิว ลงมาเหลือเพียง 8,000 บาทต่อล้านวิว สิ่งนี้ตอกย้ำจุดอ่อนสำคัญของอาชีพว่า “ยอดวิวสูง ไม่เท่ากับ รายได้ที่ยั่งยืน” และครีเอเตอร์ไทยกว่า 60-70% ยังต้องพึ่งพางานประจำ การที่แบรนด์เข้ามาเป็นผู้ว่าจ้างโดยตรงจึงเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยสร้างเม็ดเงินหมุนเวียน พัฒนามาตรฐาน และยกระดับวิชาชีพนี้ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

ขยับบทบาทสู่ Business Infrastructure: เมื่อครีเอเตอร์คือผู้ย่นระยะทางสู่การซื้อ

คุณสุวิตา จรัญวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง Tellscore และอุปนายกสมาคมคอนเทนต์ครีเอเตอร์ไทย (TCCA) ชี้ให้เห็นว่า บทบาทของครีเอเตอร์กำลังถูกยกระดับจากการเป็นเพียง “ช่องทางสื่อสาร” มาเป็น “โครงสร้างพื้นฐานทางธุรกิจ” ของแบรนด์อย่างเต็มตัว

จากเดิมที่แคมเปญการตลาดเน้นหนักไปที่ Awareness หรือ Engagement ปัจจุบันวงจรชีวิตลูกค้า ถูกบีบให้สั้นลง ครีเอเตอร์กลายเป็นตัวกลางที่ช่วยย่นระยะห่างระหว่างการค้นพบสินค้าและการซื้อขาย โดยมีสมการการทำงานแบ่งเป็น 3 ขั้นตอนสำคัญ ได้แก่

  1. Content (Discovery): การสร้างเนื้อหาที่เกี่ยวข้องและดึงดูดใจ
  2. Trust (Consideration): การใช้บริบทและความน่าเชื่อถือของครีเอเตอร์เพื่อกระตุ้นการพิจารณาซื้อ
  3. Commerce (Conversion): การนำไปสู่ยอดขายจริงผ่านระบบ Affiliate หรือหน้าร้าน

นี่คือสาเหตุที่ยอดวิวเพียงอย่างเดียวไม่ตอบโจทย์อีกต่อไป นักการตลาดต้องการทราบถึง “Why” และ “How” ว่าทำไมคอนเทนต์นั้นถึงทำงาน ครีเอเตอร์คนใดสามารถส่งมอบได้ทั้ง Performance และ Trust และจะนำโมเดลความสำเร็จนั้นไปทำซ้ำในแคมเปญหน้าได้อย่างไร

ปรากฏการณ์ Halo Effect, ทะเลคอนเทนต์ AI และสินทรัพย์ที่ชื่อว่า “ความน่าเชื่อถือ”

ความท้าทายอีกระลอกในตลาดครีเอเตอร์คือการมาถึงของ AI ที่ทำให้ต้นทุนในการผลิตคอนเทนต์ต่ำลง ส่งผลให้เกิดภาวะ “Content Ocean” หรือการล้นตลาดของเนื้อหา สิ่งที่ตามมาคือความยากลำบากในการคัดกรองระหว่างเนื้อหาคุณภาพกับเนื้อหาขยะ ซึ่งทำให้เกิดปรากฏการณ์ Halo Effect ที่ผู้บริโภคอาจแยกแยะครีเอเตอร์ตัวจริงออกจากผู้ที่มีเพียงเปลือกยอดวิวสูงได้ยากขึ้น

เมื่อเครื่องมืออย่าง AI เข้ามาทำงานแทนมนุษย์ในฝั่ง Production สิ่งที่ AI ยังไม่สามารถทดแทนได้คือ “วิจารณญาณ รสนิยม ประสบการณ์ และตัวตนที่แท้จริง” ในยุคนี้ “ความน่าเชื่อถือ” จึงกลายเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าสูงสุด สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่สูงถึง 81% ให้ความสำคัญกับความรู้ความเชี่ยวชาญที่แท้จริงจากตัวครีเอเตอร์ แบรนด์ต่างๆ จึงไม่ได้เลือกลงทุนอย่างใดอย่างหนึ่งระหว่าง Content หรือ Commerce แต่เลือกที่จะลงทุนควบคู่กันไปทั้งสองส่วน เพื่อเข้าถึง Trusted Content หรือเนื้อหาที่ผู้บริโภคพร้อมจะเชื่อและตัดสินใจทำตาม

สัญญาณจากพฤติกรรม สำคัญกว่าตัวเลขหน้าตัก

เมื่อวาระของตลาดเปลี่ยน วิธีประเมินผลก็ต้องเปลี่ยน การใช้ความรู้สึก หรือคอนเนคชันในการเลือกอินฟลูเอนเซอร์กำลังถูกแทนที่ด้วยข้อมูล Tellscore ได้พัฒนาระบบ Content Score™ เพื่อวิเคราะห์ “Signal” ในเชิงลึก ไม่ว่าจะเป็นอัตราการบันทึกคลิป, การส่งต่อ, การหยุดดูในช่วงวินาทีแรกๆ ไปจนถึงวิเคราะห์ Sentiment ของคอมเมนต์ใต้โพสต์

เครื่องมือเหล่านี้ช่วยวิเคราะห์ใน 3 แกนหลัก

  • วิเคราะห์ผลงานย้อนหลังเพื่อเฟ้นหาครีเอเตอร์ที่สร้าง Trust ได้จริง
  • เปรียบเทียบคุณภาพคอนเทนต์เชิงลึกกับคู่แข่ง
  • วิเคราะห์เพื่อหา Optimization Point สำหรับแคมเปญถัดไป เช่น รูปแบบ Call to Action หรือจังหวะเวลาที่เหมาะสม

กติกาใหม่ การกำกับดูแล และอนาคตบนเวที TIA 2026

ประเด็นที่ละทิ้งไม่ได้เมื่ออุตสาหกรรมเติบโตแตะหลักหมื่นล้านคือ “กฎระเบียบ” คอนเทนต์ยุคใหม่ก้าวข้ามเรื่องไลฟ์สไตล์ไปสู่เรื่องที่ต้องการความรับผิดชอบสูง เช่น สุขภาพ การเงิน สินทรัพย์ดิจิทัล และสิทธิเด็ก สมาคม TCCA ต้องทำงานประสานกับกว่า 8 หน่วยงานรัฐ (เช่น อย., สคบ., ก.ล.ต.) โดยอิงจากกฎหมาย 27 ฉบับ เพื่อวางกรอบจริยธรรมและแนวปฏิบัติ

ทิศทางดังกล่าวถูกเน้นย้ำชัดเจนในงาน Thailand Influencer Awards 2026 ที่เกณฑ์การตัดสินรางวัลไม่ได้ชี้วัดด้วยจำนวนฐานแฟนคลับ แต่ประเมินจาก 5 แกนหลัก ได้แก่ Creativity, Storytelling, Impact, Personal Branding & Community และ Social Conscience

ตลาดครีเอเตอร์ในปี 2569 และอนาคตจากนี้ ไม่ใช่สมรภูมิของการแย่งชิงยอดวิว แต่เป็นสมรภูมิของการสร้าง “คุณค่าทางธุรกิจ” ครีเอเตอร์ที่อยู่รอดและทำกำไรได้ คือผู้ที่เข้าใจว่าตนเองเป็นฟันเฟืองหนึ่งของช่องทางการขาย สามารถมอบความน่าเชื่อถือและเปลี่ยน Audience ให้กลายเป็น Customer ได้จริง ในขณะที่นักการตลาดและแบรนด์เองก็ต้องเลิกติดกับดัก Vanity Metrics และหันมาประเมินค่าครีเอเตอร์ด้วยมิติของ ROI, Data Signal และ Brand Relevance อย่างแท้จริง

 

ที่มา

Tellscore

I'm a Content Creator and Storyteller, and i love Shooting my daughter :><: