เรามักได้ยินคำว่า “Digital Transformation” หรือ “AI Disruption” เป็นคำเตือนที่ดูเหมือนเรื่องไกลตัว แต่มาถึงปี 2569 สัญญาณเตือนเหล่านั้นได้กลายเป็นความจริงที่เจ็บปวด เมื่อตัวเลขจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย (KResearch) บ่งชี้ว่า ตลาดแรงงานไทยกำลังก้าวเข้าสู่สภาวะ “เปราะบาง” อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ไม่ใช่แค่ยอดการเลิกจ้างที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 7% ต่อปี แต่สิ่งที่น่ากังวลกว่าคือ “โครงสร้าง” ของความเสี่ยงที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
เมื่อเศรษฐกิจไทย “โตไม่ถึง 2%” แรงงานต้อง “หลุดเซิร์ฟ”
จุดที่น่าจับตามองที่สุดคือการเชื่อมโยงระหว่างการเติบโตของเศรษฐกิจ (GDP) กับความมั่นคงของพนักงานในระบบประกันสังคม หากในปีนี้ GDP ของไทยยังคงติดหล่ม เติบโตได้ไม่ถึง 2% เราอาจต้องเผชิญกับภาพความจริงที่ว่า จะมีแรงงานไทย “ตกงาน” เฉลี่ยสูงถึง 40,000 คนต่อเดือนตลอดทั้งปี
นั่นหมายความว่าในทุกๆ นาทีที่ผ่านไป มีพนักงานประจำที่ต้องเดินออกจากออฟฟิศหรือโรงงานพร้อมซองขาว และที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ 94% ของผู้ที่หลุดออกจากระบบคือ “แรงงานไทย” ในขณะที่แรงงานต่างด้าวได้รับผลกระทบเพียง 6% เท่านั้น สะท้อนให้เห็นว่าตำแหน่งงานที่หายไปส่วนใหญ่คือกลุ่มพนักงานทักษะฝีมือและงานออฟฟิศที่เคยเป็นกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจ

เจาะลึก 5 อุตสาหกรรมในเขต “Red Zone”
จากข้อมูลสถิติ เราสามารถแยกกลุ่มธุรกิจที่มีอัตราการเลิกจ้างพุ่งสูงจนน่ากังวลออกเป็น 5 ลำดับ
- ภาคการผลิต (สัดส่วนการเลิกจ้าง 24%)
แชมป์อันดับหนึ่งที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด โดยเฉพาะในกลุ่ม “ยานยนต์และชิ้นส่วน” ที่กำลังเผชิญกับ Perfect Storm ทั้งการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และการทะลักเข้ามาของสินค้าจากประเทศจีนที่ทำราคาได้ต่ำกว่าโรงงานไทยหลายเท่า
- ภาคค้าส่งและค้าปลีก (สัดส่วนการเลิกจ้าง 12%)
เมื่อกำลังซื้อในประเทศซบเซาบวกกับการรุกคืบของแพลตฟอร์ม E-commerce ข้ามชาติที่ตัดตัวกลางออก ทำให้ร้านค้าส่งแบบเดิมๆ ไปต่อไม่ไหว และต้องปรับลดพนักงานเพื่อความอยู่รอด
- ภาคก่อสร้าง (สัดส่วนการเลิกจ้าง 9%)
ผลกระทบลูกโซ่จากการชะลอตัวของโครงการอสังหาริมทรัพย์และต้นทุนวัสดุก่อสร้างที่พุ่งสูงขึ้น ทำให้ไซต์งานหลายแห่งต้องหยุดชะงัก
- กิจกรรมทางวิชาชีพ (สัดส่วนการเลิกจ้าง 5%)
นี่คือสัญญาณเตือนของกลุ่ม “White Collar” อย่างแท้จริง เมื่อ Generative AI เริ่มถูกนำมาใช้แทนงาน Routine ในระดับวิชาชีพมากขึ้น ทำให้ความต้องการแรงงานคนในบางตำแหน่งเริ่มลดน้อยลง
- ภาคขนส่งและคลังสินค้า (สัดส่วนการเลิกจ้าง 4%)
แม้ E-commerce จะโต แต่ต้นทุนพลังงานที่ผันผวนจากภาวะสงครามในต่างประเทศ ทำให้ Margin ของผู้ประกอบการขนส่งบางลงจนต้องลดพนักงาน
3 พายุแรงกดดันที่ถาโถมใส่แรงงานไทย
ทำไมยอดการเลิกจ้างถึงพุ่งสูงในระดับ 20% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า?
- ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวเรื้อรัง: เมื่อเศรษฐกิจโตต่ำ ภาคธุรกิจจึงหันมาใช้กลยุทธ์ “Lean Organization” ลดขนาดองค์กรเพื่อรักษาผลกำไร เพราะไม่เห็นแววการฟื้นตัวของรายได้ในระยะสั้น
- Geopolitics และสงคราม: ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและอิหร่านไม่ได้ไกลตัวอย่างที่คิด แต่มันกระทบผ่านราคาพลังงานและค่าระวางเรือ ทำให้ต้นทุนการผลิตของโรงงานในไทยพุ่งกระฉูดจนแบกรับค่าจ้างไม่ไหว
- AI & Automation: เครื่องจักรและระบบอัตโนมัติกลายเป็นทางเลือกที่ “ถูกกว่า” และ “เสถียรกว่า” ในระยะยาว เมื่อเทียบกับแรงงานคน โดยเฉพาะในงานที่ต้องทำซ้ำๆ
สถานการณ์ในปี 2569 คือบทพิสูจน์ว่า “ความมั่นคงในอาชีพพนักงานประจำ” กำลังจางหายไป สิ่งที่แรงงานไทยต้องทำคือการ Upskill และ Reskill อย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะการนำ AI มาใช้เป็นเครื่องมือทุ่นแรง แทนที่จะยอมให้ AI เข้ามาแทนที่
ในฐานะสื่อที่ติดตามความเคลื่อนไหวทางธุรกิจ เราเชื่อว่าการเตรียมตัวรับมือกับความผันผวนของตลาดแรงงานไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็น “ทางรอด” เดียวที่เหลืออยู่ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะจบลงง่ายๆ





