ในสมรภูมิ E-Commerce ทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทย ผู้ประกอบการและแบรนด์ต่างๆ ไม่ได้พึ่งพาเพียงแค่การขายผ่าน Marketplace ชื่อดังเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่กำลังก้าวเข้าสู่ยุคของ D2C หรือการสร้างช่องทางการขายของตัวเองผ่านเว็บไซต์เพื่อกุมชะตาธุรกิจ สร้างแบรนด์ดิ้งที่แข็งแกร่ง และที่สำคัญคือ “การเป็นเจ้าของฐานข้อมูลลูกค้า” อย่างแท้จริง

แพลตฟอร์มสร้างร้านค้าออนไลน์ระดับโลกอย่าง Shopify และ WooCommerce จึงกลายเป็นเครื่องมือที่ผู้ประกอบการไทยเลือกใช้กันอย่างแพร่หลาย อย่างไรก็ตาม เมื่อแบรนด์ไทยต้องการสยายปีกพาสินค้า “โกอินเตอร์” ไปยังตลาดต่างประเทศ กำแพงสูงชันที่ทุกคนต้องเผชิญกลับไม่ใช่เรื่องของการตลาด แต่เป็น “ระบบโลจิสติกส์หลังบ้าน” ที่เต็มไปด้วยความยุ่งยาก

วันนี้ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ในฐานะพี่ใหญ่และโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ของชาติ ได้มองเห็น Pain Point นี้ และเดินหน้าอุดช่องโหว่ดังกล่าวด้วยการเปิดตัวบริการเชื่อมต่อระบบจัดส่งระหว่างประเทศเข้ากับ Shopify และ WooCommerce อย่างเป็นทางการ นับเป็นก้าวสำคัญที่จะปลดล็อกศักยภาพให้ร้านค้าออนไลน์ของไทย แข่งขันในระดับโลกได้อย่างไร้รอยต่อ

เมื่อแบรนด์ไทยพร้อมลุยตลาดโลก

ความน่าสนใจของสินค้าไทยไม่เคยลดน้อยลงในสายตาผู้บริโภคชาวต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มสินค้าอาหารและเครื่องดื่ม (F&B) ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงาม เครื่องสำอาง สินค้าไลฟ์สไตล์ ไปจนถึงงานหัตถกรรมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว สินค้าเหล่านี้มีความต้องการสูงมากในตลาดสากล

แต่ปัญหาคลาสสิกของ SME ไทยเมื่อมีออร์เดอร์จากต่างประเทศเข้ามาคือ “ระบบการจัดการที่ซับซ้อน” ผู้ประกอบการต้องนำข้อมูลคำสั่งซื้อจากหน้าเว็บไซต์ มากรอกลงในระบบขนส่งทีละรายการ ต้องเตรียมเอกสารสำหรับศุลกากร พิมพ์ใบจ่าหน้าพัสดุด้วยระบบที่แยกส่วนกัน และเมื่อส่งสินค้าแล้ว ก็ต้องคอยอัปเดตสถานะ กลับไปที่เว็บไซต์เพื่อให้ลูกค้าทราบ ขั้นตอน Manual เหล่านี้สร้าง “ต้นทุนแฝง” ทั้งในแง่ของเวลา ทรัพยากรบุคคล และความเสี่ยงในการเกิดข้อผิดพลาด ซึ่งเป็นตัวฉุดรั้งไม่ให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างที่ควรจะเป็น

ไปรษณีย์ไทย จิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่เชื่อมไทยสู่โลก

ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ได้ฉายภาพให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ในเรื่องนี้ว่า ปัจจุบันผู้ประกอบการไทยปรับตัวมาใช้แพลตฟอร์มอย่าง Shopify และ WooCommerce กันมากขึ้น เพื่อบริหารความสัมพันธ์ลูกค้าและขยายโอกาสไปต่างประเทศ แต่การขนส่งระหว่างประเทศยังคงเป็นความท้าทาย

“ไปรษณีย์ไทยในฐานะโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ของประเทศ มีบทบาทในการเชื่อมต่อผู้ประกอบการไทยกับตลาดโลกผ่านเครือข่ายศักยภาพที่ครอบคลุมทั้งในและต่างประเทศ เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจดิจิทัลและการค้าระหว่างประเทศของไทย จึงมุ่งพัฒนาโซลูชันที่ช่วยลดข้อจำกัดในการทำธุรกิจออนไลน์ เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถขยายสินค้าไปยังตลาดทั่วโลกได้ง่ายขึ้น สะดวกขึ้น และแข่งขันได้มากขึ้น” ดร.ดนันท์ กล่าว

การที่ไปรษณีย์ไทยตัดสินใจพัฒนาระบบ API และแอปพลิเคชันเพื่อเชื่อมต่อกับ Global Platform ทั้งสองค่าย ถือเป็นการยกระดับ Ecosystem ของ E-Commerce ไทยให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถบริหารจัดการร้านค้าออนไลน์และการจัดส่งสินค้าได้อย่าง “ครบวงจรผ่านระบบเดียว”

เจาะลึกฟีเจอร์เด่น: ทำงานอย่างไรบน Shopify และ WooCommerce?

เพื่อตอบโจทย์ผู้ใช้งานทั้ง 2 แพลตฟอร์มหลัก ไปรษณีย์ไทยได้ออกแบบโซลูชันที่สอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้งาน (User Experience) ของแต่ละระบบ ดังนี้:

1. การเชื่อมต่อบน Shopify ผ่านแอปฯ “Thailand Post (Official)”

สำหรับสาย Shopify ทางไปรษณีย์ไทยได้พัฒนาแอปพลิเคชันอย่างเป็นทางการชื่อ Thailand Post (Official) ขึ้นมาและนำไปขึ้นบน Shopify App Store ให้ดาวน์โหลดมาติดตั้งเชื่อมต่อกับหน้าร้านได้โดยตรง (ไม่มีค่าใช้จ่าย)

  • Seamless Import: สามารถนำเข้าคำสั่งซื้อระหว่างประเทศจากหน้าร้าน มาสร้างใบจ่าหน้าพัสดุได้อย่างรวดเร็ว
  • All-in-One Document: จัดการข้อมูลการจัดส่งและเอกสารที่เกี่ยวข้อง (เช่น เอกสารศุลกากร) จบในระบบเดียว
  • Global Reach & Real-time Tracking: รองรับการจัดส่งพัสดุไปปลายทางทั่วโลก พร้อมระบบติดตามสถานะพัสดุแบบเรียลไทม์ (Real-time Tracking) ตั้งแต่ต้นทางจนถึงมือผู้รับปลายทาง

2. การเชื่อมต่อบน WooCommerce ผ่านระบบ Store Key

สำหรับผู้ที่สร้างเว็บไซต์ด้วย WordPress และใช้ปลั๊กอิน WooCommerce สามารถเชื่อมต่อร้านค้าเข้ากับระบบ Web Portal ของไปรษณีย์ไทยผ่านการใช้ Store Key

  • Auto-Sync Data: ดึงข้อมูลคำสั่งซื้ออัตโนมัติ ลดภาระงาน Manual ที่ต้องมานั่งพิมพ์ทีละบรรทัด
  • 1-Click Action: สร้างใบจ่าหน้าพัสดุและเอกสารการจัดส่งได้ง่ายๆ ในคลิกเดียว
  • End-to-End Management: จัดการออร์เดอร์และติดตามสถานะพัสดุแบบ End-to-End ครอบคลุมการจัดส่งไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลกเช่นเดียวกัน

การเชื่อมต่อในลักษณะนี้นอกจากจะช่วยลดระยะเวลาในการแพ็กสินค้าและจัดเตรียมเอกสารแล้ว ยังช่วยให้ร้านค้าสามารถแสดงอัตราค่าจัดส่งที่แม่นยำ และสร้างความน่าเชื่อถือให้กับผู้ซื้อชาวต่างชาติผ่านระบบ Tracking ที่ได้มาตรฐานสากลอีกด้วย

แคมเปญกระตุ้นยอด “Top Spender” ดัน SME สู่ตลาดสากล

เพื่อเป็นการคิกออฟและกระตุ้นให้ผู้ประกอบการไทยเร่งขยายธุรกิจสู่ตลาดต่างประเทศ ไปรษณีย์ไทยยังได้อัดฉีดโปรโมชันพิเศษกับแคมเปญ “Top Spender” มอบรางวัลให้กับร้านค้าที่มียอดใช้บริการจัดส่งระหว่างประเทศผ่านระบบที่เชื่อมต่อนี้สูงสุด 10 อันดับแรก

  • ผู้ใช้งานสาย Shopify: ที่ทำยอดสูงสุด 5 อันดับแรก รับ Gift Card บัตรเติมน้ำมันบางจาก มูลค่ารางวัลละ 1,000 บาท
  • ผู้ใช้งานสาย WooCommerce: ที่ทำยอดสูงสุด 5 อันดับแรก รับ Gift Card บัตรโลตัส มูลค่ารางวัลละ 1,000 บาท
  • (มูลค่าของรางวัลรวมทั้งสิ้น 10,000 บาท)

สำหรับเงื่อนไขของแคมเปญนี้ ผู้ประกอบการสามารถเริ่มสะสมยอดการใช้บริการจัดส่งระหว่างประเทศได้ยาวๆ ตั้งแต่ วันที่ 1 กรกฎาคม – 31 สิงหาคม 2569 โดยทางไปรษณีย์ไทยจะทำการประกาศผลผู้ได้รับรางวัลใน วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ผ่านทางเว็บไซต์ และ Facebook Fanpage : บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด

ในยุคที่ไร้พรมแดน โอกาสของธุรกิจไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่ในประเทศไทยอีกต่อไป โซลูชันใหม่จากไปรษณีย์ไทยในการเชื่อมต่อกับ Shopify และ WooCommerce สะท้อนให้เห็นถึงการปรับตัวขององค์กรระดับประเทศ ที่พร้อมเป็น “ลมใต้ปีก” ผลักดันผู้ประกอบการไทย ลดความซับซ้อนของระบบหลังบ้าน เปลี่ยนเรื่องยากอย่างการขนส่งระหว่างประเทศให้กลายเป็นเรื่องง่ายเพียงปลายนิ้วคลิก

เมื่อระบบหลังบ้านแข็งแกร่ง ผู้ประกอบการก็จะมีเวลาไปโฟกัสกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การทำการตลาด และการสร้างแบรนด์ได้อย่างเต็มที่…วันนี้ ระบบขนส่งพร้อมแล้ว แพลตฟอร์มพร้อมแล้ว คำถามคือ ธุรกิจของคุณพร้อมที่จะกดปุ่มรุกตลาดโลกแล้วหรือยัง?

ผู้ประกอบการที่สนใจ สามารถเริ่มเชื่อมต่อร้านค้าออนไลน์ของคุณกับระบบจัดส่งระหว่างประเทศของไปรษณีย์ไทยได้แล้วตั้งแต่วันนี้ เพื่อขยายโอกาสทางธุรกิจและลดขั้นตอนการทำงานให้เป็นระบบอย่างมืออาชีพ

I'm a Content Creator and Storyteller, and i love Shooting my daughter :><: