โลกของโลจิสติกส์ช่วงหลายปีที่ผ่านมา คำว่า “สงครามราคา” และ “ความเร็ว” ดูเหมือนจะเป็นโจทย์หลักที่ทุกค่ายพยายามห้ำหั่นกันอย่างดุเดือด แต่เมื่อพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปตามคลื่นของเทคโนโลยีดิจิทัลและการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของอีคอมเมิร์ซ การเป็นเพียง “ผู้รับ-ส่งพัสดุ” จึงไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของการอยู่รอดในระยะยาวอีกต่อไป
ไปรษณีย์ไทย ได้ประกาศทิศทางใหม่ที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง โดยเป็นการขยับบทบาทจากการเป็นเพียงผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งของประเทศ สู่การสร้าง “ระบบนิเวศ” หรือ Ecosystem ที่เชื่อมโยงผู้ประกอบการ ประชาชน และหน่วยงานต่าง ๆ เข้าด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น ภายใต้บริบทของเศรษฐกิจดิจิทัลที่กำลังจะก้าวสู่ปี 2569 อย่างเต็มรูปแบบ

จาก “สงครามราคา” สู่การเพิ่ม “ประสิทธิภาพ” ด้วยเทคโนโลยี
ที่ผ่านมา ธุรกิจโลจิสติกส์มีการแข่งขันที่เข้มข้นทั้งในด้านราคาและความเร็ว ซึ่งส่งผลให้องค์กรต่าง ๆ ต้องทบทวนทิศทางการดำเนินงานอย่างรอบคอบเพื่อให้สอดรับกับเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลง สำหรับไปรษณีย์ไทย การปรับตัวในครั้งนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การเพิ่มความเร็วในการจัดส่งหรือการขยายปริมาณงานเพื่อหวังยอดตัวเลขเพียงอย่างเดียว แต่หัวใจสำคัญคือการ “ต่อยอด” จากจุดแข็งเดิมที่มีอยู่
ไปรษณีย์ไทยมีอาวุธสำคัญคือเครือข่ายที่ครอบคลุมทั่วประเทศ พร้อมด้วยบุคลากรที่เชี่ยวชาญในทุกพื้นที่กว่า 40,000 คน ซึ่งเป็นฐานรากที่ช่วยรักษามาตรฐานและความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนมาโดยตลอด แนวทางใหม่จึงมุ่งเน้นไปที่
- การเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการทำงาน: แทนที่จะลงไปสู้ในศึกตัดราคาเพียงอย่างเดียว ไปรษณีย์ไทยเลือกที่จะลดต้นทุนที่ไม่จำเป็นในระบบออกไป
- การนำเทคโนโลยีมาใช้บริหารจัดการ: เพื่อให้ระบบขนส่งมีความแม่นยำมากขึ้น
- การลดภาระต้นทุนโลจิสติกส์ของประเทศ: ซึ่งเป็นภาพรวมใหญ่ที่การพัฒนาความแม่นยำจะเข้ามาช่วยตอบโจทย์นี้ได้
ปักหมุดปี 2569: ยุคแห่งแพลตฟอร์มและ Social Commerce
เทรนด์ที่ไม่อาจปฏิเสธได้ในปี 2569 คือบทบาทของ “แพลตฟอร์ม” ที่จะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการเชื่อมโยงผู้ซื้อ ผู้ขาย และผู้ให้บริการเข้าด้วยกัน โดยเฉพาะกระแส Social Commerce ที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ไปรษณีย์ไทยจึงวางแผนพัฒนาแพลตฟอร์มขององค์กรเอง เพื่อเป็นทางเลือกใหม่สำหรับผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะกลุ่มรายย่อย
เป้าหมายของแพลตฟอร์มนี้คือความสามารถในการบริหารจัดการแบบ “จุดเดียวจบ” หรือ One-stop Service ทั้งในด้าน
- การบริหารจัดการคำสั่งซื้อ
- การจัดการด้านการขนส่ง
- การเชื่อมโยงบริการอื่น ๆ ที่จำเป็นต่อการดำเนินธุรกิจ
นิยามใหม่ที่มากกว่าการเช็กเลขพัสดุ
หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของการขยับตัวครั้งนี้คือการเตรียมเปิดตัว “Super App” ของไปรษณีย์ไทย ซึ่งมีเป้าหมายที่จะเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการในช่วง ไตรมาสที่ 1 ของปี 2569
แอปพลิเคชันนี้ถูกวางตัวให้เป็นมากกว่าแค่เครื่องมือในการติดตามสถานะพัสดุ แต่จะเป็นการรวบรวมบริการที่หลากหลายไว้บนแพลตฟอร์มเดียว เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่กลุ่มเป้าหมายที่ครอบคลุม ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการ และประชาชนทั่วไป
นอกจากนี้ ไปรษณีย์ไทยยังมองเห็นโอกาสในการเติบโตของรูปแบบ Creator Commerce ซึ่งเป็นการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการรายย่อยสามารถแข่งขันได้ในยุคที่โซเชียลมีเดียมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อ แพลตฟอร์มใหม่นี้จึงถูกคาดหวังว่าจะเป็นช่องทางสำคัญในการเพิ่มโอกาสทางธุรกิจและเสริมศักยภาพการแข่งขันให้แก่คนไทยอย่างเป็นรูปธรรม
การปรับบทบาทของไปรษณีย์ไทยในครั้งนี้ คือการเปลี่ยนผ่านจาก “ผู้ให้บริการขนส่ง” สู่การเป็น “แพลตฟอร์มเศรษฐกิจดิจิทัล” อย่างชัดเจน ด้วยการใช้จุดแข็งด้านเครือข่ายและบุคลากร ผสมผสานกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อรองรับคลื่นโซเชียลคอมเมิร์ซที่จะทวีความรุนแรงขึ้นในปี 2569





