ในยุคที่ความท้าทายทางเศรษฐกิจและค่าครองชีพกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบการ การมองหาช่องทางที่สามารถ “ลดต้นทุนผู้ซื้อ และเพิ่มโอกาสผู้ขาย” จึงเป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจระดับฐานราก

บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ได้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพการเป็นมากกว่าผู้ให้บริการขนส่งด้วยการก้าวขึ้นเป็น “กลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล” ผ่านการนำโครงข่ายโลจิสติกส์และแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซมาบูรณาการร่วมกับโครงการของภาครัฐ

ผลลัพธ์ที่น่าจับตามองที่สุดคือ แพลตฟอร์ม ThailandPostMart สามารถสร้างการเติบโตของยอดผู้เข้าชม (Traffic) เพิ่มขึ้นกว่า 10 เท่าจากช่วงปกติ หลังจากเดินหน้าสนับสนุนโครงการ “ไทยช่วยไทย เพิ่มรายได้ SMEs ไทย” ควบคู่ไปกับการสร้างความคึกคักในช่องทางออฟไลน์ผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพ” ที่ประชาชนแห่จับจ่ายสินค้าอุปโภคบริโภคราคาประหยัดกันอย่างต่อเนื่อง ปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของผู้บริโภคต่อสินค้าไทย และความแข็งแกร่งของกลยุทธ์การจัดจำหน่ายแบบ O2O (Offline-to-Online / Online-to-Offline) ของไปรษณีย์ไทยที่สามารถเข้าถึงคนไทยได้อย่างไร้รอยต่อ

เปิดยุทธศาสตร์ O2O ผสานพลังเครือข่ายกายภาพสู่ดิจิทัลแพลตฟอร์ม

ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ได้ฉายภาพถึงบทบาทของไปรษณีย์ไทยในฐานะหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้สนับสนุนการดำเนินโครงการ “ไทยช่วยไทย” โดยได้ดึงเอาศักยภาพของโครงข่ายไปรษณีย์ไทยที่มีอยู่ครอบคลุมทั่วประเทศ มาเป็นโครงสร้างพื้นฐานในการกระจายสินค้าอุปโภคบริโภคราคาประหยัด เพื่อแบ่งเบาภาระค่าครองชีพของประชาชน และสร้างรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการ

การขับเคลื่อนกลยุทธ์ในครั้งนี้เกิดขึ้นผ่านความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างหน่วยงานภาครัฐหลายภาคส่วน ได้แก่ กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย, กรมการค้าภายใน และกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ โดยไปรษณีย์ไทยได้แบ่งการดำเนินงานออกเป็น 2 มิติหลัก ได้แก่ ช่องทางออฟไลน์และช่องทางออนไลน์

ช่องทางออฟไลน์กับภารกิจ “ลดค่าครองชีพ” ผ่าน 818 สาขา และทัพ “รถพุ่มพวง”

สำหรับการดำเนินโครงการ “ไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพ” ร่วมกับกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย และกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ไปรษณีย์ไทยได้ปฏิบัติหน้าที่ใน 2 ส่วนสำคัญ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในซัพพลายเชน:

  1. การเป็นจุดจำหน่ายสินค้าราคาประหยัด (Point of Sale): เปิดพื้นที่ ณ ที่ทำการไปรษณีย์ 818 แห่งทั่วประเทศ ให้กลายเป็นจุดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคราคาประหยัดสำหรับประชาชนทั่วไป
  2. การเป็นศูนย์กระจายสินค้า (Distribution Center): ทำหน้าที่ส่งมอบสินค้าให้แก่ “รถพุ่มพวง” ที่เข้าร่วมโครงการ พร้อมทั้งวางระบบบริหารจัดการสต็อกสินค้าอย่างรวดเร็วและทั่วถึง เพื่อให้สินค้าส่งถึงมือประชาชนในทุกชุมชนอย่างไม่ขาดตอน

การขับเคลื่อนในส่วนนี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันให้กับผู้บริโภคเท่านั้น แต่ยังเป็นสปริงบอร์ดที่เปิดโอกาสให้สินค้าไทย วิสาหกิจชุมชน และผู้ประกอบการไทยสามารถเข้าถึงตลาดและกลุ่มลูกค้าได้กว้างขวางยิ่งขึ้น

5 อันดับสินค้าออฟไลน์ขายดี (ข้อมูลตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค. 2569 – ปัจจุบัน)

จากการเก็บข้อมูลตั้งแต่เริ่มดำเนินโครงการระยะแรก พบว่ากลุ่มสินค้าที่ได้รับความนิยมสูงสุดจากผู้บริโภคผ่านช่องทางไปรษณีย์ ได้แก่:

  • อันดับ 1: น้ำมันปาล์มตราดอกไม้ ขนาด 1 ลิตร
  • อันดับ 2: ปลากระป๋อง Super C Chef
  • อันดับ 3: ข้าวไก่แจ้ปทุม
  • อันดับ 4: มาม่าบิ๊กแพครสต้มยำกุ้ง
  • อันดับ 5: หอยลายกระป๋องตราปุ้มปุ้ย

ช่องทางออนไลน์กับยุทธศาสตร์ “เพิ่มรายได้ SMEs” บน ThailandPostMart

ในด้านอีคอมเมิร์ซ ไปรษณีย์ไทยได้ร่วมมือกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ขับเคลื่อนโครงการ “ไทยช่วยไทย เพิ่มรายได้ SMEs ไทย” ผ่านแพลตฟอร์ม ThailandPostMart ซึ่งทำหน้าที่เป็นเสมือนหน้าร้านออนไลน์ระดับประเทศให้กับผู้ประกอบการรายย่อย วิสาหกิจชุมชน และผู้ผลิตสินค้าในท้องถิ่นที่ต้องการขยายฐานลูกค้าในยุคดิจิทัล

การเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการเข้ามาจำหน่ายสินค้าออนไลน์ในโครงการดังกล่าว ได้สร้างแรงกระเพื่อมเชิงบวกอย่างมหาศาล โดยในเดือนมิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา มีผู้เข้าชมเพื่อเข้ามาเลือกซื้อสินค้าบนแพลตฟอร์มเพิ่มขึ้นจากช่วงปกติกว่า 10 เท่า สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคในยุคดิจิทัลมีความพร้อมในการสนับสนุนสินค้าท้องถิ่น หากมีแพลตฟอร์มและระบบโลจิสติกส์ที่น่าเชื่อถือรองรับ

กลุ่มสินค้าออนไลน์ยอดนิยม 

  1. กลุ่มอาหาร
  2. กลุ่มของฝาก
  3. กลุ่มสินค้าเพื่อสุขภาพ

ร้านค้าที่มียอดจำหน่ายโดดเด่นบน ThailandPostMart 

  1. วีทีแหนมเนือง
  2. ศิริราชบำรุงเวช
  3. ข้าวหอมมะลิ สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. สุรินทร์ จำกัด
  4. ป้าแป๊ดปลาสลิดหอมบางบ่อ
  5. ไข่เค็มไชยา อสม.

เบื้องหลังความสำเร็จด้วย Data-Driven Logistics

ความน่าสนใจจากมุมมองของธุรกิจและเทคโนโลยี คือวิธีการจัดการกับคลื่นความต้องการของลูกค้าที่พุ่งสูงขึ้นทั้งออฟไลน์และออนไลน์ ดร.ดนันท์ ได้กล่าวเสริมถึงเบื้องหลังกลยุทธ์การบริหารจัดการว่า ไปรษณีย์ไทยได้อาศัยจุดแข็งด้านเครือข่ายโลจิสติกส์และช่องทางการจำหน่ายแบบ O2O ในการเชื่อมโยงสินค้าไทยสู่ผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เพื่อให้ซัพพลายเชนทำงานได้อย่างราบรื่น ไปรษณีย์ไทยได้วางระบบการดำเนินงานที่มุ่งเน้นการใช้ข้อมูล

  • Inventory Management & Demand Forecasting: การวางระบบบริหารสต็อกสินค้า พร้อมทั้งนำข้อมูลมาใช้ในการคาดการณ์ความต้องการสินค้า ในแต่ละพื้นที่อย่างแม่นยำ
  • Pre-Order System: การเปิดระบบสั่งซื้อสินค้าล่วงหน้า เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถวางแผนการผลิตและบริหารจัดการต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • End-to-End Data Integration: การเชื่อมต่อข้อมูลแบบไร้รอยต่อระหว่าง “ที่ทำการไปรษณีย์”, “รถพุ่มพวง” และ “จุดกระจายสินค้าในชุมชน” เพื่อลดปัญหาสินค้าขาดสต็อกหรือปัญหาสินค้ากระจายไม่ทั่วถึงในพื้นที่ห่างไกล

ก้าวต่อไปในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

ปรากฏการณ์การเติบโตของ ThailandPostMart และความสำเร็จของโครงการไทยช่วยไทยในครั้งนี้ ชี้ให้เห็นว่า โครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ที่แข็งแกร่ง เมื่อผนวกเข้ากับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่เข้าถึงง่าย จะกลายเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการท้องถิ่น

ไปรษณีย์ไทยยืนยันพร้อมสนับสนุนการดำเนินงานของภาครัฐอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านการกระจายสินค้า การบริหารจัดการช่องทางจำหน่าย และการเชื่อมโยงสินค้าไทยสู่ผู้บริโภค โดยมุ่งหวังที่จะร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ สร้างโอกาสการเติบโตที่ยั่งยืนให้กับผู้ประกอบการไทย และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลของ SMEs ไทยเกิดขึ้นได้อย่างเต็มภาคภูมิ

I'm a Content Creator and Storyteller, and i love Shooting my daughter :><: