The Art of Learning

เคยไหมที่รู้สึกว่าตัวเองติดอยู่กับที่? ทำงานหนักเท่าเดิมแต่ผลลัพธ์ไม่ขยับ ทักษะที่เคยคิดว่าเจ๋งพอเจอแรงกดดันกลับพังไม่เป็นท่า หรือรู้สึกว่าช่วงเวลาที่สมองลื่นไหลมันช่างหายากเหลือเกิน

ถ้าคุณกำลังเผชิญกับสภาวะนี้ บอกเลยว่าคุณไม่ได้กำลังถอยหลัง แต่มันคือสัญญาณของ Plateau หรือที่ราบสูงแห่งการเรียนรู้ ซึ่งเป็นจุดวัดใจว่าใครจะก้าวข้ามไปสู่ระดับ Master หรือใครจะหยุดอยู่แค่ระดับ Average

วันนี้ Thumbsup อยากชวนทุกคนมาเจาะลึก The Art of Learning ของ Josh Waitzkin ชายผู้เป็นอัจฉริยะหมากรุกตั้งแต่วัยเด็ก และผันตัวมาเป็นแชมป์โลกศิลปะการต่อสู้ Tai Chi สิ่งที่เขาค้นพบไม่ใช่เคล็ดลับการเดินหมากหรือการออกหมัด แต่คือศาสตร์แห่งการเรียนรู้ที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้กับทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการบริหารธุรกิจ การตลาด หรือการพัฒนาตัวเอง

มาดูกันว่า 7 บทเรียนสำคัญที่จะช่วยให้คุณก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเองคืออะไรบ้าง

The Art of Learning

เปลี่ยน Mindset และลองลงทุนในความพ่ายแพ้

ในโลกการทำงาน เรามักถูกสอนให้กลัวความล้มเหลว แต่ Josh บอกว่านั่นคือกับดักทางความคิดที่เชื่อว่าความเก่งเป็นเรื่องพรสวรรค์ ถ้าทำพลาดแปลว่าไม่เก่งจริง

แต่สำหรับคนที่จะไปถึงระดับโลก เขาใช้ Growth Mindset หรือความเชื่อที่ว่าความสามารถสร้างได้จากการฝึกฝน Josh เรียกกระบวนการนี้ว่า Investment in Loss หรือการลงทุนในความพ่ายแพ้ ตอนที่เขาเปลี่ยนสายมาเล่น Tai Chi เขาโดนคู่ซ้อมเหวี่ยงจนน่วมทุกวัน แทนที่จะอายหรือหลบเลี่ยง เขาเลือกที่จะเป็นตัวตลก และเรียนรู้จากจุดที่พลาด

สำหรับนักการตลาดหรือคนทำธุรกิจ การทดลองแคมเปญใหม่ ๆ แล้วเฟล ไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่มันคือ Data ราคาแพงที่คุณได้มาฟรี ๆ ในแง่ประสบการณ์ ใครที่กล้าล้มและลุกมาวิเคราะห์จุดพลาดได้เร็วกว่า คนนั้นแหละคือผู้ชนะในระยะยาว

สร้างรองเท้าแตะให้จิตใจ

ลองจินตนาการว่าคุณต้องเดินบนถนนที่มีแต่หนาม คุณมี 2 ทางเลือก หนึ่งคือปูหนังทับถนนทั้งเส้น ควบคุมทุกอย่างให้เพอร์เฟกต์ หรือสองคือทำรองเท้าแตะใส่ และเตรียมใจให้พร้อมรับทุกสถานการณ์

Josh เปรียบเทียบเรื่องนี้กับสมาธิ คนส่วนใหญ่อยู่ใน Hard Zone คือต้องการความเงียบสงบถึงจะทำงานได้ พอมีเสียงดังหรือมีเรื่องกวนใจ สมาธิก็แตกกระเจิง แต่ยอดฝีมือจะฝึกตัวเองให้อยู่ใน Soft Zone คือสมาธิที่ยืดหยุ่น ไหลลื่นไปกับสิ่งรบกวน เปลี่ยนเสียงรบกวนให้เป็นส่วนหนึ่งของสภาวะจิตใจ

ยิ่งในยุคที่ Platform เปลี่ยนอัลกอริทึมรายวัน หรือเกิดดราม่าแบรนด์ได้ทุกวินาที การคาดหวังให้ทุกอย่างเป็นไปตามแผนเป็นไปไม่ได้ ทักษะที่สำคัญคือความยืดหยุ่น และการตั้งสติรับมือกับวิกฤตหน้างานโดยไม่สติแตกต่างหาก

มองให้ลึกก่อนกว้าง

เราอยู่ในยุคข้อมูลถาโถมที่ใคร ๆ ก็อยากรู้กว้าง อยากทำเป็นทุกอย่าง แต่ Josh เตือนว่า กับดักของการเรียนรู้คือความอยากรู้อย่างผิวเผิน

เส้นทางสู่ความเชี่ยวชาญที่แท้จริงคือการ Making Smaller Circles หรือการเจาะลึกในสิ่งเล็ก ๆ จนเข้าใจแก่นแท้ของมัน เหมือนที่เขาฝึกหมากรุกจากกระดานที่มีแค่ตัวหมาก 3 ตัว คือ ขุน, เบี้ย และขุนอีกหนึ่งตัว เพื่อเข้าใจพลังของพื้นที่ แทนที่จะท่องจำสูตรเปิดหมากเป็นร้อย ๆ แบบ พอเข้าใจแก่นแล้ว ค่อยขยายวงออกไป เทคนิคภายนอกอาจจะดูน้อยลง แต่พลังภายในกลับมหาศาลขึ้น

ก็เหมือนกับแทนที่จะกระโดดไปทำทุก Platform พร้อมกัน ลองเจาะลึก TikTok หรือ SEO ให้เชี่ยวชาญสุด ๆ สักทางหนึ่งก่อน เมื่อคุณเข้าใจ Core Concept ของการสื่อสารและพฤติกรรมลูกค้าในช่องทางนั้น ๆ แล้ว การขยายไปช่องทางอื่นจะง่ายและทรงพลังขึ้นมาก

ใช้อารมณ์เป็นเชื้อเพลิง

หลายคนเชื่อว่ามืออาชีพต้องไร้หัวใจ ไร้อารมณ์ แต่ Josh ค้านหัวชนฝา เขาเคยแพ้เพราะโกรธคู่ต่อสู้ที่เล่นสกปรก แต่แทนที่จะกดข่มอารมณ์ เขาเรียนรู้ที่จะใช้ประโยชน์จากมัน

เขาฝึกซ้อมกับคู่ต่อสู้ที่เล่นตุกติกที่สุด เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางใจ จนถึงจุดที่ความโกรธไม่สามารถทำให้เขาสติหลุดได้ แต่กลายเป็นพลังโฟกัสที่แหลมคมขึ้น การปฏิเสธอารมณ์ไม่ใช่ทางออก แต่การเรียนรู้ที่จะขี่ไปบนคลื่นอารมณ์ต่างหากคือทักษะ

ในการทำงาน ความเครียด ความโกรธ หรือความผิดหวังเป็นเรื่องปกติ อย่าพยายามกดมันไว้จนระเบิด แต่ให้รู้เท่าทันและเปลี่ยนมันเป็นแรงขับในการแก้ไขงาน หรือใช้เทคนิค Recovery ง่าย ๆ เช่น การหายใจลึก ๆ ช่วงพัก เพื่อรีเซ็ตสมองให้กลับมาโฟกัสได้ใหม่

จังหวะผ่อน และเร่งคือกุญแจ

ไม่มีใครโฟกัส 100% ได้ตลอด 24 ชั่วโมง แม้แต่นักกีฬาระดับโลก Josh ค้นพบว่ากุญแจสำคัญคือ Recovery หรือการฟื้นฟูในช่วงเวลาสั้น ๆ

เขาฝึกให้ตัวเองผ่อนคลายทันทีที่มีจังหวะพัก เช่น ช่วงที่คู่แข่งกำลังคิดหมาก เพื่อให้สมองสดชื่นเต็มที่เมื่อถึงตาเดินของตัวเอง การทำ Interval Training ไม่ใช่แค่เรื่องของร่างกาย แต่รวมถึงจิตใจด้วย ใครที่ฟื้นตัวได้เร็วกว่า คนนั้นมีความได้เปรียบมหาศาล

ลองเลิกค่านิยมการทำงานโต้รุ่งแบบ Non-stop ลองใช้เทคนิค Pomodoro หรือการพักสั้น ๆ ระหว่างวันที่มีคุณภาพ เพื่อให้ช่วงเวลาที่คุณทำงานมีประสิทธิภาพสูงสุด พลังงานคือทรัพยากรที่มีจำกัด ต้องบริหารให้เป็น

ปกป้องเสียงที่แท้จริงของคุณ

บทเรียนที่เจ็บปวดที่สุดของ Josh คือตอนที่โค้ชพยายามเปลี่ยนสไตล์การเล่นของเขาให้เหมือนแชมป์คนอื่น จากเด็กที่เล่นหมากรุกด้วยสัญชาตญาณและความดุดันเหมือนศิลปิน ต้องมาเล่นแบบระมัดระวังเหมือนนักบัญชี ผลคือเขาเกลียดหมากรุกและฟอร์มตก

เขาเปรียบเทียบกับการฝึกม้า ถ้าคุณบังคับจนม้าเสียจิตวิญญาณ คุณจะได้ม้าที่เชื่องแต่ไร้พลัง แต่ถ้าคุณเข้าใจธรรมชาติของมันและสอนโดยเคารพตัวตน คุณจะได้ม้าศึกที่ยอดเยี่ยม

แบรนด์หรือ Content Creator ก็เช่นกัน การ Benchmarking คู่แข่งเป็นเรื่องดี แต่ถ้าทำตามจนสูญเสีย Brand Voice หรือจุดยืนของตัวเอง คุณจะกลายเป็นแค่อีกหนึ่งตัวเลือกในตลาด จงเรียนรู้จากคนเก่ง แต่อย่าพยายามเป็นคนอื่น

สุดท้าย Josh พิสูจน์ให้เห็นว่า ไม่ว่าจะเป็นหมากรุก ศิลปะการต่อสู้ หรือธุรกิจ แก่นแท้ของความสำเร็จคือ The Art of Learning ทักษะในการเปิดรับความล้มเหลว การสร้างความยืดหยุ่น การเจาะลึกถึงแก่น และการรักษาความเป็นตัวเอง

Thumbsup มองว่า การอ่าน The Art of Learning ในมุมมองของคนทำงานยุคนี้ ทำให้เราเห็นชัดเจนว่า Hard Skill อาจจะล้าสมัยได้ใน 2-3 ปี แต่ Meta-Skill หรือทักษะในการเรียนรู้นี่แหละ ที่จะทำให้เราอยู่รอดได้ตลอดไป ไม่ว่า AI จะฉลาดแค่ไหน หรือโลกจะหมุนเร็วเพียงใด คนที่รู้วิธีเรียนรู้จะเป็นคนที่ปรับตัวและเป็นผู้นำได้เสมอ

ถามตัวเองวันนี้ว่า… คุณกำลังสร้างรองเท้าแตะเพื่อเดินลุยปัญหา หรือมัวแต่รอให้คนอื่นมาปูถนนให้คุณเดิน?

อ่านเพิ่มเติม

I'm a Content Creator and Storyteller, and i love Shooting my daughter :><: