ในยุคที่ Digital Transformation ขับเคลื่อนทุกอุตสาหกรรม ภาคการท่องเที่ยวหรือ Travel Tech ก็มีการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจไม่แพ้กัน ล่าสุด Traveloka แพลตฟอร์มท่องเที่ยวชั้นนำได้เปิดเผยข้อมูลที่น่าทึ่งว่า พฤติกรรมนักท่องเที่ยวชาวไทยในปี 2568-2569 ได้เปลี่ยนจาก “Impulse Booking” หรือการจองทันทีที่อยากไป กลายเป็นการจองแบบ “Strategic Planning” หรือการวางแผนตามปฏิทินโปรโมชันอย่างชัดเจน
ปรากฏการณ์ Double Day สัญญาณใหม่ของการจอง
แคมเปญวันเลขเบิ้ล หรือ Double Day เช่น 1.1, 2.2 จนถึง 5.5 ไม่ได้มีอิทธิพลแค่กับตลาด E-commerce สินค้าทั่วไปเท่านั้น แต่ปัจจุบันได้กลายเป็น “Signal to Book” หรือสัญญาณเตือนให้นักท่องเที่ยวเริ่มกดจอง ข้อมูลจาก Traveloka ระบุว่าในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงธันวาคม ปี 2568 ยอดการเข้าใช้งานแพลตฟอร์มพุ่งสูงขึ้นถึง 49% ในช่วงแคมเปญเหล่านี้
คุณอเล็กซ์ จุง หัวหน้าฝ่ายการตลาดของ Traveloka วิเคราะห์ว่า ผู้ใช้งานไม่ได้มองหาสถานที่ปลายทางเป็นอันดับแรกอีกต่อไป แต่พวกเขามองหา “ช่วงเวลา” ที่คุ้มค่าที่สุด การปรับกลยุทธ์การตลาดให้ตรงกับพฤติกรรม “รอจังหวะดีล” นี้ ส่งผลให้ Traveloka ในภูมิภาคสิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม มีมูลค่าธุรกรรมรวม (GMV) เติบโตสูงถึง 70% ในไตรมาสแรกของปี 2569

แบ่งกลุ่มนักเดินทางตามสไตล์ “คนฉลาดเลือก”
จากการเก็บข้อมูล พบว่าพฤติกรรมการจองช่วง Double Day แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ที่น่าสนใจ
- สายทริปใหญ่ (East Asia Enthusiasts): สำหรับทริปต่างประเทศอย่าง ญี่ปุ่น จีน ไต้หวัน ฮ่องกง และเกาหลีใต้ นักท่องเที่ยวจะใช้ Double Day เป็นโอกาสในการจองระดับ “พรีเมียม” ในราคาที่จับต้องได้มากขึ้น และเป็นการการันตีที่พักในจุดหมายยอดนิยมที่มักจะเต็มตลอดปี
- สายเที่ยวในประเทศ (Frequent Travelers): ในกลุ่มนี้ Double Day ช่วยเพิ่มทั้ง “ความถี่” และ “คุณภาพ” โดยจุดหมายยอดนิยมอย่าง กรุงเทพฯ, ภูเก็ต, เชียงใหม่, ชลบุรี และเชียงราย ถูกจองบ่อยขึ้นภายใต้แนวคิด “จองเลย ไปเร็วๆ นี้” เพื่ออัปเกรดประสบการณ์การพักผ่อนให้ดีกว่าเดิม

สิ่งที่แบรนด์ต้องเรียนรู้จากเคสนี้คือ ราคายังคงสำคัญ แต่ “จังหวะเวลา” (Timing) คือตัวกำหนด Conversion การเข้าใจ Consumer Journey ที่เปลี่ยนจากการหาแรงบันดาลใจ ไปสู่การรอคอยดีลที่ใช่ คือกุญแจสำคัญในการสร้างความเติบโตในยุคที่ผู้บริโภคมีความฉลาดในการเลือก (Savvy Travelers) มากขึ้นเรื่อยๆ



