unfuk yourself

เคยมั้ย? นั่งจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์ เตรียมจะส่งอีเมลหาลูกค้าเจ้าใหญ่ พิมพ์แล้วลบ ลบแล้วพิมพ์ใหม่ อยู่สิบรอบ เพราะกลัวว่าประโยคจะดูรุกเกินไป หรือบางทีอาจจะเป็นโปรเจกต์ในฝันที่คุณเขียนแผนธุรกิจไว้สวยหรูมากใน iPad แต่มันไม่เคยถูกลงมือทำจริง ๆ สักที เพราะคุณมัวแต่รอจังหวะที่ใช่ หรือรอให้เงินเก็บในบัญชีแตะตัวเลขที่ทำให้รู้สึกปลอดภัย

ถ้าคุณพยักหน้ายอมรับกับตัวเองเบา ๆ ยินดีด้วย คุณไม่ได้เป็นคนเดียว อาการนี้ในวงการเราเรียกว่า Analysis Paralysis หรือการคิดวิเคราะห์จนเป็นอัมพาต และนี่คือสัญญาณเตือนว่าคุณกำลังต้อง เลิกคิดฟุ้งซ่าน แล้วจัดการชีวิตซะ

วันนี้ Thumbsup หยิบเอาแก่นความคิดจากหนังสือ Unfu*k Yourself ของ Gary John Bishop มาสรุปให้ละเอียดแบบที่นักการตลาดและคนทำงานยุคนี้ต้องรู้ เพราะในโลกที่หมุนเร็วขนาดนี้ ความพร้อม ไม่มีอยู่จริง มีแต่ ความกล้า เท่านั้นที่จะพาเราไปข้างหน้า

unfuk yourself

กับดักที่ชื่อว่าความพร้อม

ลองจินตนาการภาพตัวเองยืนอยู่ขอบสระว่ายน้ำในวันที่อากาศร้อนจัด น้ำในสระดูน่ากระโดดลงไปมาก แต่สมองของคุณเริ่มทำงานหนัก เพราะมัวแต่คิดว่าน้ำจะเย็นไปมั้ย?, ถ้ากระโดดลงไปท่าไม่สวยคนจะมองหรือเปล่า? หรือเราควรจะแค่เอาขาจุ่มเช็คอุณหภูมิก่อนดี?” ในขณะที่คุณกำลังคำนวณความเสี่ยงอยู่นั้น จู่ ๆ เด็กคนหนึ่งก็วิ่งผ่านหน้าคุณแล้วกระโดดตูมลงไปอย่างสนุกสนาน สร้างคลื่นน้ำสาดใส่คุณแบบที่คุณพยายามเลี่ยงมาตลอด

เด็กคนนั้นสอนบทเรียนราคาแพงให้เราเห็นครับว่า การเปลี่ยนแปลง หรือการเริ่มต้นทำสิ่งใหม่ ต้องอาศัยการ Say Yes หรือตอบตกลงกับตัวเองก่อนที่สมองจะมีเวลาสร้างกำแพงข้ออ้างขึ้นมา

ในโลกการทำงาน เรามักถูกสอนให้วางแผน ให้รอบคอบ ซึ่งเป็นเรื่องดี แต่บ่อยครั้งที่สัญชาตญาณในการเตรียมตัวของเรากลายเป็นอุปสรรคที่ใหญ่ที่สุด ลองนึกย้อนไปถึงครั้งล่าสุดที่คุณผัดวันประกันพรุ่งกับงานสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการคุยเรื่องยาก ๆ กับเจ้านาย หรืองานครีเอทีฟชิ้นใหญ่ การดึงเวลาออกไปไม่ได้ทำให้งานนั้นง่ายขึ้นเลย แต่มันกลับทำให้ความสงสัยในตัวคุณมีเวลาแตกหน่อขยายตัวมากขึ้น

ความจริงที่เจ็บปวดคือความพร้อมไม่ใช่สภาวะที่เราจะสร้างขึ้นมาได้จากการนั่งคิด แต่มันคือสิ่งที่เราจะค้นพบหลังจากก้าวเท้าออกไปแล้วต่างหาก

ชนะตั้งแต่ยังไม่เริ่ม

มีประโยคหนึ่งที่น่าสนใจมากคือ คุณกำลังชนะอะไรบางอย่างในชีวิตอยู่เสมอ ฟังดูดีใช่มั้ย? แต่เดี๋ยวก่อน… สิ่งที่คุณกำลังชนะ อาจจะเป็นสิ่งที่คุณไม่ได้ตั้งใจจะแข่งด้วยซ้ำ

ลองดูเคสของ Emma ที่ฝันอยากเปิดบริษัทที่ปรึกษา เธอใช้เวลาเป็นเดือน ๆ ในการทำรีเสิร์ชแผนธุรกิจที่สมบูรณ์แบบวิเคราะห์คู่แข่ง วิเคราะห์สภาพตลาด รอให้เศรษฐกิจดี รอให้มีคอนเนกชันครบ Emma กำลังชนะในเกมแห่งความรอบคอบและสมจริง แต่เธอกำลังแพ้ในเกมของการสร้างธุรกิจจริง ๆ แผนการที่รัดกุมของเธอกลายเป็นการผัดวันประกันพรุ่งที่ซับซ้อน หรือ Sophisticated Procrastination ที่ปลอมตัวมาในชุดของความฉลาด

นี่คือรูปแบบของการทำร้ายตัวเองที่แนบเนียนที่สุด เราบอกตัวเองว่า ฉันแค่เป็นคนมองโลกตามความเป็นจริง แต่เนื้อแท้แล้ว เรากำลังฝึกฝนความไม่เต็มใจที่จะเสี่ยงต่างหาก

ความเต็มใจจริง ๆ ไม่ใช่ไฟลุกโชนที่เกิดขึ้นตอนคืนวันอาทิตย์เวลาคุณวางแผนงานของสัปดาห์หน้า แต่มันคือการตัดสินใจเงียบ ๆ ที่จะกดส่งอีเมลหาลูกค้าตอนที่คุณรู้สึกว่า Inbox มันล้นทะลัก หรือการโทรศัพท์หาพาร์ทเนอร์ในตอนที่คุณไม่อยากคุยกับใคร ความเต็มใจไม่ต้องรอให้คุณรู้สึกพร้อม แต่มันต้องการให้คุณเลือกที่จะทำทั้ง ๆ ที่ยังไม่มั่นใจ

ลองอนุญาตให้ตัวเองห่วยในเรื่องใหม่ ๆ สัก 7 วันดูสิ อยากเขียนคอนเทนต์เก่ง ๆ เหรอ? ลองเขียนย่อหน้าที่น่าเบื่อที่สุดในโลกออกมาทุกวันดู การทำแบบนี้จะลดแรงกดดันที่ต้องทำให้ดีเลิศ และโฟกัสไปที่ความเต็มใจที่จะปรากฏตัวแทน

เต้นรำไปกับความไม่แน่นอน

สถานการณ์สมมติ: บ่ายวันอังคาร เจ้านายทักแชทมาสั้น ๆ ว่า “เดี๋ยวคุยกันหน่อย”

ปฏิกิริยาอัตโนมัติ: สมองคุณเริ่มหมุนติ้ว “ฉันทำอะไรผิด?”, “จะโดนเลย์ออฟมั้ย?”, “โปรเจกต์ที่แล้วลูกค้าไม่ชอบเหรอ?” ภายใน 5 นาที คุณเขียนบทหนังสยองขวัญในหัวเสร็จเรียบร้อย พร้อมฉากจบที่คุณเดินถือกล่องกระดาษออกจากออฟฟิศ

นี่คือสิ่งที่ความไม่แน่นอนทำกับเรา มันขโมยความสุขในปัจจุบันและยัดเยียดปัญหาในอนาคตที่ยังไม่เกิดมาให้ แต่เชื่อหรือไม่ว่า ความไม่แน่นอนไม่ใช่ตัวร้าย มันคือจุดเริ่มต้นของจุดเปลี่ยนในชีวิตเราเสมอ

ลองมองย้อนกลับไปถึงความสำเร็จสูงสุดในชีวิตคุณ งานที่คุณทำ แฟนที่คุณคบ หรือรางวัลที่คุณได้ มีกี่อย่างที่เริ่มต้นจากความมั่นใจ 100%? แทบไม่มีเลย ทุกอย่างเริ่มจากตรงกลางของความไม่รู้ทั้งนั้น

เคล็ดลับจาก Gary John Bishop คือการมองความไม่แน่นอนให้เป็นเพื่อนร่วมห้องที่นิสัยแปลก ๆ หน่อย ตั้งชื่อให้มันก็ได้ เช่น ลุงขี้กังวล เวลาความคิดเริ่มฟุ้งซ่าน ก็ทักทายมันไปว่า “ขอบใจนะลุงที่เตือน แต่ฉันเอาอยู่” ฟังดูตลก แต่การทำให้ความกังวลกลายเป็นบุคคลที่สามช่วยให้เราแยกแยะได้ว่า นี่คือแค่เสียงในหัว ไม่ใช่ความจริง

คุณไม่ใช่ความคิดของคุณ

อีกตัวอย่างคือ Jennifer ที่นั่งจ้องอีเมลสำคัญมา 20 นาที เสียงในหัวตีกันวุ่นวาย “ดูแข็งไปนะ” “เอ๊ะ หรือดูอ่อนไป” “รอข้อมูลเพิ่มดีกว่ามั้ย” สุดท้ายเธอแก้ประโยคเดิมไป 17 รอบ และจบลงด้วยความเครียดกับงานที่ควรจะใช้เวลาแค่ 2 นาที

สมองของ Jennifer กำลังทำหน้าที่ปกป้องเจ้าของจากความเสี่ยงที่จะขายหน้า แต่นั่นไม่ใช่ตัวตนจริง ๆ ของเธอ เปรียบเทียบง่าย ๆ ความคิดของเราเหมือนวิทยุที่เปิดคลื่น WMND หรือ Worry, Maybe Not และ Doubt อยู่ตลอดเวลา แค่เพราะวิทยุเปิดอยู่ ไม่ได้แปลว่าคุณต้องเต้นตามทุกเพลงที่มันเปิด คุณรับรู้ได้ว่าเพลงกำลังเล่น แต่คุณเลือกจังหวะชีวิตของตัวเองได้

ครั้งหน้าที่คุณติดอยู่ในกับดักความคิด ให้ตั้งเวลา 5 นาที แล้วทำสิ่งที่ต้องทำในเวอร์ชันที่ เละเทะ ที่สุดออกมา อย่าคิด แค่ทำ เพราะความลับคือ แรงบันดาลใจ มักจะเกิดขึ้นขณะที่เราลงมือทำ ไม่ใช่ก่อนทำ เหมือนกับการวอร์มเครื่องรถยนต์ รถจะร้อนได้ต้องขับออกไป ไม่ใช่นั่งเพ่งจิตในโรงรถ

เลิกคาดหวัง แล้วยอมรับความจริง

เราทุกคนมีไม้บรรทัดล่องหนที่คอยวัดค่าชีวิตเราเทียบกับภาพฝันที่ผ่านฟิลเตอร์ Instagram งานที่ทำอยู่ก็โอเคนะ แต่พอนึกถึง งานในฝัน งานตรงหน้าก็ดูแย่ไปเลย แฟนก็ดีนะ แต่พอเทียบกับคำคมความรักในเฟซบุ๊ก แฟนเราดูไม่ได้เรื่องขึ้นมาทันที

ช่องว่างระหว่างความจริง กับความคาดหวังนี่แหละคือตัวดูดพลังงานชีวิตชั้นดี

Gary แนะนำให้เราเลิกใช้ความคาดหวังเป็นตัวนำทางชีวิต ไม่ได้แปลว่าให้ลดมาตรฐาน หรือยอมแพ้นะครับ แต่ให้เปลี่ยนเกียร์ จากการคาดคั้นผลลัพธ์ มาเป็นการสำรวจความเป็นไปได้แทน

ลองทำแบบฝึกหัดง่าย ๆ เช่น หยิบกระดาษมา 2 แผ่น แผ่นแรกเขียน สิ่งที่ฉันคาดหวังให้เกิดขึ้น ในสถานการณ์หนึ่ง เอาแบบละเอียดเลยนะ แผ่นที่สองเขียน สิ่งที่เกิดขึ้นจริง ยิ่งสองแผ่นนี้ต่างกันมากเท่าไหร่ นั่นคือปริมาณพลังงานที่คุณเสียไปฟรี ๆ กับการพยายามควบคุมสิ่งที่คุมไม่ได้

เปลี่ยนคำถามจาก ทำไมไม่เป็นแบบนั้น? เป็น ฉันจะเรียนรู้อะไรจากสิ่งนี้ได้บ้าง? ชีวิตไม่ใช่การเล่นดนตรีให้ถูกทุกโน้ต แต่คือการด้นสดไปกับทำนองที่เกิดขึ้น

Thumbsup คิดว่า ถ้าคุณอ่านมาถึงตรงนี้ คุณคงรู้แล้วว่า ความเปลี่ยนแปลง ไม่ได้เกิดจากการอ่านบทความนี้จบ แต่มันเกิดจากการตัดสินใจเงียบ ๆ ของคุณหลังจากนี้ การตัดสินใจที่จะทำมากกว่าวิเคราะห์ และการเลือกความก้าวหน้ามากกว่าความสมบูรณ์แบบ

สิ่งที่สำคัญที่สุดที่คุณจะได้จากแนวคิดนี้ไม่ใช่กลยุทธ์ทางธุรกิจ แต่คือคำอนุญาต ตั้งแต่อนุญาตให้ตัวเองเริ่มทั้งที่ยังไม่พร้อม, อนุญาตให้ตัวเองลงมือทำแม้เสียงในหัวจะค้าน และอนุญาตให้ตัวเองเปลี่ยนความคิดว่าคุณเป็นคนแบบไหน จากนั้นลองทำตามขั้นตอนด้านล่างนี้ดู

  1. หยิบมือถือทักหาใครสักคน บอกเป้าหมายเล็ก ๆ ที่คุณจะทำ
  2. ตั้งเวลา 10 นาที ลุยงานที่ดองไว้ เอาแค่ 10 นาทีพอ
  3. เมื่อไหร่ที่เผลอด่าตัวเอง ให้ถามกลับว่า ถ้าเพื่อนทำแบบนี้ เราจะด่าเพื่อนมั้ย? ถ้าไม่… ก็เลิกด่าตัวเองซะ

คุณไม่ได้เริ่มทำสิ่งนี้เพราะคุณมีอะไรบกพร่อง แต่คุณเริ่มเพราะคุณพร้อมที่จะให้เกียรติศักยภาพที่ซ่อนอยู่ในตัวคุณต่างหาก เลิกคิด แล้วลุย!

อ่านเพิ่มเติม

I'm a Content Creator and Storyteller, and i love Shooting my daughter :><: