ในยุคที่ AI ครองเมือง และ Marketing Tech หมุนเร็วจนตามแทบไม่ทัน บางครั้งเราก็มัวแต่วิ่งตามอัลกอริทึมจนลืมพื้นฐานที่สำคัญที่สุดของธุรกิจและการใช้ชีวิต นั่นคือ ความเป็นมนุษย์ หรือถ้าจะพูดให้ถูกในบริบทนี้คือ… ความเป็นสุนัข?
วันนี้ Thumbsup ไม่ได้จะมารีวิวอาหารหมา หรือแนะนำแกดเจ็ตสัตว์เลี้ยง แต่เราหยิบหนังสือ You Had Me at Woof ของ Julie Klam มาสรุปให้อ่าน เพราะหนังสือเล่มนี้ไม่ใช่แค่บันทึกทาสหมา แต่มันคือคัมภีร์ Management ชั้นดีที่สอนเรื่อง Loyalty, Empathy และ Resilience ได้ดีกว่ากูรูบริหารหลายคนเสียอีก
ทำไมคนทำงานสาย Tech หรือ Marketer ต้องอ่านเรื่องหมา? เพราะพฤติกรรมของพวกมันสะท้อนสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการ และสิ่งที่ผู้นำควรมี ลองมาดำดิ่งไปกับบทเรียนเหล่านี้กัน

เมื่อความจงรักภักดีสร้างไม่ได้ด้วยเงิน แต่ด้วยใจ
Julie Klam ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้บอกชัดเจนว่า คุณสมบัติแรกที่นิยามความเป็นสุนัขคือ ความซื่อสัตย์ ไม่ว่าวันนั้นคุณจะแย่แค่ไหน โดนเจ้านายด่า หุ้นตก หรือโปรเจกต์ล่ม เมื่อเปิดประตูบ้านกลับมา สุนัขของคุณจะรออยู่ที่เดิม หางกระดิกด้วยความดีใจที่ได้เจอคุณ นี่คือ Brand Loyalty ในอุดมคติที่ทุกแบรนด์โหยหา
ในมุมธุรกิจ เราพยายามสร้าง Loyalty Program, สะสมแต้ม หรือทำ CRM กันวุ่นวาย แต่บ่อยครั้งเราลืมไปว่า Loyalty ที่แท้จริงไม่ได้เกิดจาก Rewards แต่เกิดจาก Connection สุนัขไม่ได้รักเจ้าของเพราะเจ้าของรวย แต่รักเพราะเจ้าของให้เวลาให้ความใส่ใจ และอยู่ตรงนั้นเสมอ
บทเรียนนี้สะท้อนกลับมาที่การสร้างแบรนด์หรือการบริหารทีม ถ้าคุณอยากได้ทีมงานที่ภักดี หรือลูกค้าที่เป็น Brand Lover คุณต้องถามตัวเองก่อนว่า คุณมีความ จริงใจ มากพอหรือยัง? และสุนัขสอนให้เรารู้ว่า การซื้อใจคน (หรือหมา) ต้องใช้ใจแลก ไม่ใช่แค่ผลประโยชน์
อ่าน Unspoken Needs ให้ขาดโดยไม่ต้องรอ Brief
สิ่งที่น่าสนใจอีกเรื่องของสุนัขคือ Sixth Sense หรือความสามารถในการรับรู้อารมณ์ มนุษย์เราอาจต้องพูด ต้องบรีฟงาน ต้องประชุมถึงจะเข้าใจกัน แต่สุนัขรู้ทันทีว่าคุณกำลังเศร้า เครียด หรือต้องการกำลังใจ โดยที่คุณไม่ต้องเอ่ยปาก
Julie เล่าถึงเจ้า Otto สุนัขตัวแรกของเธอที่สอนเรื่องความสัมพันธ์ มันรู้เสมอว่าเมื่อไหร่ควรเข้ามาอ้อน และเมื่อไหร่ควรนั่งเงียบ ๆ เป็นเพื่อน สิ่งนี้คือกุญแจสำคัญของ Customer Insight และ Social Listening ยุคใหม่
เรามักรอลูกค้าบ่นก่อนแล้วค่อยแก้ แต่แบรนด์ที่ชนะใจคือแบรนด์ที่รู้สึกถึง Pain Point ของลูกค้าได้ก่อนที่ลูกค้าจะรู้ตัวเสียอีก มันคือการสังเกตพฤติกรรม ภาษาท่าทาง และบริบทแวดล้อม การฝึกสังเกตแบบสุนัขที่มองตาก็รู้ใจ เป็น Soft Skill ที่ AI ยังทำแทนมนุษย์ไม่ได้ 100%
บทเรียนจากการอุปการะสุนัข
แก่นหลักของหนังสือเล่มนี้คือเรื่องราวการเป็น Foster Home หรือบ้านอุปถัมภ์สุนัขชั่วคราว การรับสุนัขที่มีแผลใจ สุนัขจรจัด หรือสุนัขที่มีปัญหาสุขภาพมาดูแล จนกว่าจะหาบ้านใหม่ได้ มันคือกระบวนการ Crisis Management และ Change Management ที่หนักหน่วงที่สุด
สุนัขที่ผ่าน Trauma มา มักมีพฤติกรรมก้าวร้าว หวาดระแวง หรือเก็บตัว เหมือนกับทีมงานที่หมดไฟ หรือองค์กรที่กำลังวิกฤต หน้าที่ของผู้นำ หรือในที่นี่คือเจ้าของ คือต้องมีความอดทนสูงมาก Julie เล่าถึงเจ้า Moses สุนัขที่กลัวจนไม่กล้าตอบสนองต่อชื่อตัวเอง สิ่งที่เธอทำไม่ใช่การบังคับ แต่คือการเปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนบริบท และให้เวลา
ในโลกการทำงาน การเร่งรัดผลลัพธ์ทันทีอาจไม่ได้ผลเสมอไป โดยเฉพาะกับโปรเจกต์ระยะยาว หรือการปั้นคน การรอคอยให้ ดอกไม้บาน หรือให้สุนัขยอมเปิดใจ เป็นศิลปะของการบริหารคน ที่ต้องเข้าใจจังหวะเวลา
สตาร์ทอัพกับลูกหมาคือเรื่องเดียวกัน
ใครที่เคยเลี้ยงลูกหมาจะรู้ว่า มันคือหายนะที่มาในรูปแบบของความน่ารัก! Julie เล่าถึงวีรกรรมลูกหมาที่กัดสายไฟคอมพิวเตอร์ ทำลายข้าวของ และฉี่ไม่เป็นที่ นี่คือภาพจำลองของช่วง Early Stage Startup หรือการเริ่มทำโปรเจกต์ใหม่ ๆ
มันจะมีความวุ่นวาย, ไร้ระเบียบ และผิดพลาดตลอดเวลา แต่สิ่งที่คุณจะได้เห็นคือ Growth Mindset ลูกหมาเรียนรู้เร็ว ปรับตัวเก่ง และไม่กลัวที่จะลองทำอะไรใหม่ ๆ แม้จะเป็นการแทะขาโต๊ะก็ตาม
ผู้นำองค์กรต้องมองความผิดพลาดในช่วงแรกให้เป็นเรื่องของการเรียนรู้ อย่าเพิ่งถอดใจเมื่อเจอความยุ่งเหยิง เพราะนั่นคือสัญญาณว่าองค์กรของคุณกำลังมีชีวิต และกำลังเติบโต หน้าที่ของคุณไม่ใช่การห้ามไม่ให้มันวิ่ง แต่คือการตีกรอบให้มันวิ่งไปในทิศทางที่ถูกต้อง
การจากลา และการเป็นตำนาน
พาร์ทที่เศร้าแต่สวยงามที่สุดของหนังสือคือแนวคิดเรื่อง สะพานสายรุ้ง สถานที่ที่สัตว์เลี้ยงไปรอเจ้าของหลังความตาย Julie บอกว่าการเลี้ยงสุนัขคือการเซ็นสัญญากับความเจ็บปวดล่วงหน้า เพราะอายุขัยพวกเขาสั้นกว่าเรา
แต่ทำไมเรายังเลี้ยง? เพราะช่วงเวลาที่มีค่าระหว่างทางมันคุ้มค่ากับความเจ็บปวดตอนจบเสมอ
ในมุมมองธุรกิจและการงาน ไม่มีโปรเจกต์ไหนอยู่ตลอดไป ไม่มีตำแหน่งไหนอยู่ยั่งยืนฟ้าดิน สิ่งที่สำคัญคือ Legacy หรือสิ่งที่เราทิ้งไว้ระหว่างทาง เราได้สร้างความสุขให้ลูกค้าไหม? เราได้สร้างทีมที่แข็งแกร่งไว้หรือเปล่า? การทำงานโดยรู้ว่า วันหนึ่งต้องจบลง จะทำให้เราใส่ใจกับ วันนี้ มากขึ้น เหมือนที่เราพยายามดูแลสุนัขให้ดีที่สุดในทุก ๆ วัน
การอ่าน You Had Me at Woof อาจทำให้คุณอยากวิ่งไปหาสุนัขสักตัวมากอด แต่ในฐานะคนทำงาน มันทำให้เราตระหนักว่า ทักษะที่สำคัญที่สุดในทศวรรษหน้า อาจไม่ใช่การเขียน Code หรือยิง Ads แต่เป็นความสามารถในการรักและเข้าใจผู้อื่นอย่างไม่มีเงื่อนไข
Julie Klam ไม่ได้แค่สอนวิธีเลี้ยงหมา แต่เธอกำลังบอกเราว่า การจะเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ และผู้นำที่ดี เราต้องรู้จักลดอีโก้ลง รู้จักประนีประนอม และพร้อมจะเป็นผู้ให้ก่อนเสมอ เหมือนกับที่สุนัขเป็นผู้ให้ความสุขกับเราโดยไม่หวังผลตอบแทน
Thumbsup มองว่า เรื่องราวของ Julie Klam ใน You Had Me at Woof สะท้อนให้เห็นว่า Soft Skills ระดับสูงมักซ่อนอยู่ในเรื่องพื้นฐานที่สุด การบริหารความสัมพันธ์ ความเห็นอกเห็นใจ และความอดทนต่อความเปลี่ยนแปลง เป็นหัวใจสำคัญทั้งในการเลี้ยงสุนัขและการทำธุรกิจ ในยุคที่โลกหมุนด้วย Tech เรายิ่งต้องกลับมาโฟกัสที่ Human Touch หรือ Dog Touch ให้มากขึ้น เพราะสุดท้ายแล้ว ไม่ว่าเทคโนโลยีจะไปไกลแค่ไหน ความจริงใจและความผูกพันยังคงเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดเสมอ
อ่านเพิ่มเติม



