ในโลกธุรกิจยุคใหม่ “Logistics” ไม่ใช่แค่เรื่องของการขนส่งจากจุด A ไปจุด B อีกต่อไป แต่มันคือ “เส้นเลือดใหญ่” ที่ตัดสินความได้เปรียบทางการแข่งขัน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่ต้องการความแม่นยำและมาตรฐานสูงสุดอย่าง Healthcare
ล่าสุด ยักษ์ใหญ่เบอร์หนึ่งด้านค้าปลีกและสินค้าอุปโภคบริโภคของไทยอย่าง กลุ่มบีเจซี บิ๊กซี (BJC Big C) ได้ประกาศขยับตัวครั้งสำคัญด้วยการส่ง บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ โลจิสติกส์ จำกัด (BJL) ผนึกกำลังกับ ดีเอชแอล ซัพพลายเชน (ประเทศไทย) จัดตั้งบริษัทร่วมทุน (Joint Venture) เพื่อรุกตลาดโลจิสติกส์เฮลธ์แคร์อย่างเต็มตัว นี่คือดีลที่น่าจับตามองที่สุดในช่วงต้นปี 2026 เพราะเป็นการรวมพลังระหว่าง “เจ้าตลาดในพื้นที่” กับ “ผู้นำเทคโนโลยีระดับโลก”
ถอดรหัสยุทธศาสตร์: ทำไมต้องเป็น Healthcare และทำไมต้องตอนนี้?
ปัจจุบันอุตสาหกรรมเฮลธ์แคร์ในประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้นอย่างรุนแรง โดยมีการคาดการณ์ว่ามูลค่าตลาดจะสูงถึง 6.45 แสนล้านบาท (16.9 พันล้านยูโร) ภายในปี 2530 ปัจจัยหนุนสำคัญมาจาก
- Aged Society: ประเทศไทยกำลังเปลี่ยนผ่านสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ ทำให้ความต้องการยาและเวชภัณฑ์เพิ่มสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด
- Medical Hub Strategy: นโยบายภาครัฐที่ต้องการผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ระดับภูมิภาค
- Complex Logistics: ยาสมัยใหม่ เช่น ยาชีววัตถุ (Biologics) และวัคซีน ต้องการการควบคุมอุณหภูมิที่เข้มงวด (Cold Chain) และมาตรฐานการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ที่สูงกว่าสินค้าทั่วไป
BJC มองเห็นโอกาสนี้ โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาจากฐานธุรกิจเดิมที่มีความแข็งแกร่งอยู่แล้ว การจับมือกับ DHL จึงเป็นการ “ทางลัด” (Shortcut) ในการยกระดับมาตรฐานการดำเนินงานสู่ระดับสากลเพื่อรองรับลูกค้าบริษัทยายักษ์ใหญ่ระดับโลก (MNCs)
โมเดลธุรกิจและโครงสร้างการลงทุน
บริษัทร่วมทุนแห่งนี้จัดตั้งขึ้นด้วยทุนจดทะเบียน 100 ล้านบาท โดยมี นายเคนนี่ ไท ดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ภายใต้พนักงานร่วม 2,500 คนที่ผสานความเชี่ยวชาญจากทั้งสองฝั่ง
แผนการลงทุนที่น่าสนใจ
- ระยะสั้น: วางงบประมาณ 1,000 – 1,500 ล้านบาทต่อปี เพื่อขยายคลังสินค้าและอัปเกรดมาตรฐานระบบไอที
- ระยะยาว (5 ปี): วางแผนงบลงทุนรวมสูงถึง 5,000 – 7,500 ล้านบาท เพื่อสร้าง Regional Distribution Center ที่เน้นความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Logistics) และขยายขอบเขตไปสู่ระดับอาเซียน
กลยุทธ์ 3 เสาหลัก: พลิกโฉมซัพพลายเชนสุขภาพ
การดำเนินงานของบริษัทร่วมทุนจะขับเคลื่อนผ่าน 3 องค์ประกอบหลัก เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ให้บริการทางการแพทย์และผู้ป่วย
- โครงสร้างพื้นฐานเฉพาะทาง: การสร้างคลังสินค้าแบบ Multi-temperature ที่รองรับได้ทั้งยาปกติและสินค้าที่ต้องการความเย็นจัด (Cold-chain facilities) ตามมาตรฐาน Good Distribution Practice (GDP)
- บุคลากรระดับมืออาชีพ: การนำหลักสูตรฝึกอบรมระดับโลกของ DHL มาใช้กับพนักงานในไทย 700 คนแรก พร้อมส่งไปเทรนนิ่งในต่างประเทศ เพื่อให้มั่นใจว่าการจัดการผลิตภัณฑ์ที่ละเอียดอ่อนจะเป็นไปอย่างแม่นยำ
- เทคโนโลยีและความยั่งยืน: การนำเทคโนโลยีอัตโนมัติ (Automation) และระบบติดตามสถานะแบบเรียลไทม์เข้ามาใช้ เพื่อสร้าง End-to-end Visibility พร้อมเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2593 ตามทิศทางของทั้งกลุ่ม BJC และ DHL
เป้าหมาย “Top 3” และการเติบโต 4 เท่า
ตัวเลขที่น่าสนใจที่สุดคือเป้าหมายทางธุรกิจ ปัจจุบันกลุ่มเฮลธ์แคร์ของ BJC (ไม่รวม Big C) มีรายได้ประมาณ 7,000 – 8,000 ล้านบาท 1010 แต่ด้วยพลังจากความร่วมมือครั้งนี้ พวกเขาตั้งเป้า โตเฉลี่ย 36% ต่อปี เพื่อไปให้ถึงรายได้ 28,000 ล้านบาท ภายใน 5 ปี หรือเพิ่มขึ้นถึง 4 เท่าตัว!
คุณสตีฟ วอล์กเกอร์ CEO ของ DHL Supply Chain กลุ่มธุรกิจประเทศไทย ระบุว่า DHL มีฐานลูกค้าบริษัทยา Top 50 ของโลกถึง 48 รายอยู่ในมือ การผนึกกำลังครั้งนี้จึงเป็นการนำ “ลูกค้านานาชาติ” มาเจอกับ “เครือข่ายที่เข้าถึงทุกชุมชน” ของ BJC ที่ครอบคลุมโรงพยาบาลกว่า 1,271 แห่ง คลินิก 2,687 แห่ง และร้านยาอีกกว่า 4,688 แห่งทั่วประเทศ

นายเคนนี่ ไท ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทร่วมทุน ร่วมนำเสนอข้อมูล
การดิสรัปชั่นตลาดที่มากกว่าแค่การส่งของ
การจับมือครั้งนี้ไม่ใช่แค่การแชร์ทรัพยากร แต่คือการสร้าง Standard ใหม่ ให้กับตลาดไทย
- Cost Efficiency: การรวมศูนย์โลจิสติกส์จะช่วยลดต้นทุนบริการสุขภาพในระยะยาว ซึ่งจะส่งผลให้ผู้บริโภคเข้าถึงยาคุณภาพดีในราคาที่สมเหตุสมผลมากขึ้น
- MNC Confidence: บริษัทยาข้ามชาติที่เคยลังเลจะเข้ามาทำตลาดไทยเพราะกังวลเรื่องการกระจายสินค้าที่คุมคุณภาพไม่ได้ จะมีความมั่นใจมากขึ้นเมื่อเห็นแบรนด์ DHL เข้ามาดูแลกระบวนการทั้งหมด
- Speed to Market: ด้วยคลังสินค้าที่บางนาและบางปะอิน บวกกับระบบ Automation จะทำให้ยาใหม่ๆ ส่งถึงมือคนไข้ได้รวดเร็วขึ้น ลดช่องว่างระหว่างคนเมืองและคนต่างจังหวัด
ดีลระหว่าง BJC และ DHL ในครั้งนี้ คือการประกาศก้องว่าประเทศไทยพร้อมแล้วสำหรับการเป็น Medical Hub อย่างแท้จริง การผสมผสานระหว่าง “Capital + Local Network” ของ BJC และ “Technology + Global Standards” ของ DHL จะกลายเป็นโมเดลต้นแบบของธุรกิจยุคใหม่ที่เน้นการเติบโตอย่างยั่งยืนและสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมไปพร้อมกัน




