ในโลกการทำงานยุคปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความผันผวน หรือ VUCA World การเป็นผู้นำที่เก่งฉกาจเพียงคนเดียวอาจไม่ใช่คำตอบของความสำเร็จอีกต่อไป ยิ่งเมื่อเราก้าวเข้าสู่ยุค Hybrid Work และ AI เข้ามามีบทบาท โมเดลการทำงานแบบ Top-Down ที่หัวหน้าสั่งแล้วลูกน้องทำตาม กำลังจะตายไปอย่างช้า ๆ
คำถามสำคัญที่คนทำงานระดับบริหารต้องถามตัวเองในวันนี้คือ คุณกำลังนำทีม หรือคุณกำลังแบกทีม?
วันนี้ Thumbsup หยิบหนังสือที่น่าสนใจมาก ๆ เล่มหนึ่งมาแกะรอยวิธีคิด นั่นคือ Never Lead Alone ของ Keith Ferrazzi ผู้ก่อตั้ง Ferrazzi Greenlight และกูรูด้านการบริหารความสัมพันธ์ระดับโลก หนังสือเล่มนี้ไม่ได้บอกให้คุณเลิกเป็นหัวหน้า แต่บอกให้คุณเปลี่ยนจากการเป็นผู้บัญชาการมาเป็นผู้สร้างทีมที่ทุกคนสามารถเป็นผู้นำในเนื้องานของตัวเองได้
เนื้อหาในเล่มนี้อัดแน่นด้วย Insight ที่จะเปลี่ยน Employee ให้กลายเป็น Co-creator มาดูกันว่า Keith Ferrazzi มีกลยุทธ์อะไรที่จะช่วยให้คุณไม่ต้องเหนื่อยคนเดียวอีกต่อไป

Teamship คือการที่ทุกคนช่วยกันยกระดับ
เราถูกปลูกฝังมานานว่าความสำเร็จขององค์กรขึ้นอยู่กับ ผู้นำที่เก่งที่สุด Keith Ferrazzi สังเกตเห็นรอยร้าวของแนวคิดนี้ตั้งแต่เขาเรียนที่ Harvard Business School และเมื่อเขาเริ่มทำงานจริงในองค์กรยักษ์ใหญ่อย่าง Deloitte เขาพบว่าพลังที่แท้จริงไม่ได้มาจากคำสั่งจากเบื้องบน แต่มาจากสิ่งที่เขาเรียกว่า Teamship
หัวใจสำคัญของ Teamship คือแนวคิดเรื่อง Co-elevation หรือการที่สมาชิกในทีมร่วมมือกันยกระดับซึ่งกันและกัน มันคือพันธสัญญาใจที่ทุกคนตกลงกันว่าจะมุ่งหน้าสู่ภารกิจเดียวกัน และที่สำคัญคือเราจะคอยตรวจสอบและช่วยเหลือกันโดยไม่ต้องรอหัวหน้ามาจี้
Ferrazzi ชี้ให้เห็นจุดบอดของระบบการวัดผลแบบเก่า เช่น Q12 ของ Gallup ในยุค 2000 ที่มักโฟกัสแค่ความผูกพันของรายบุคคล แต่ลืมมองภาพรวมของปฏิสัมพันธ์ในทีม การที่คนในทีมเกรงใจจนไม่กล้าพูดความจริง หรือหลีกเลี่ยงความขัดแย้งคือเพชฌฆาตเงียบที่ฆ่าทั้ง Integrity ของทีมและมูลค่าของผู้ถือหุ้น
การทำ Co-elevation จะช่วยประหยัดเวลาของผู้นำไปได้ถึง 30% เพราะเมื่อทีมคุยกันเอง แก้ปัญหากันเอง และซื่อสัตย์ต่อกัน งานก็เดินหน้าได้โดยไม่ต้องรอคอขวดที่ตัวหัวหน้าคนเดียว
สร้าง Social Contract และเลิกประชุมซ้อนประชุม
คุณเคยเจอเหตุการณ์นี้ไหม? ในห้องประชุมทุกคนพยักหน้าเห็นด้วย แต่พอเลิกประชุมปุ๊บ จับกลุ่มคุยกันหน้าห้องน้ำหรือทักแชทส่วนตัวเพื่อบ่นสิ่งที่เพิ่งตกลงไป หรือวิจารณ์ไอเดียที่เมื่อกี้ไม่กล้าพูด
Ferrazzi เรียกสิ่งนี้ว่า Meeting after the meeting และมันคือสัญญาณอันตรายที่บอกว่า Social Contract หรือสัญญาประชาคมในทีมของคุณกำลังพังทลาย สาเหตุหลักคือความกลัว กลัวที่จะหักหน้าเพื่อนร่วมงาน กลัวดูไม่ดี หรือแค่รู้สึกว่าพูดไปก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
เพื่อทลายกำแพงนี้และสร้างวัฒนธรรมแห่งความจริงใจ หนังสือแนะนำ 6 เทคนิคที่เอาไปใช้ได้จริงทันทีดังนี้
- The Power of Three: อย่าโยนปัญหาเข้ากลางวงใหญ่ แบ่งคนเป็นกลุ่มย่อย 3 คนเพื่อถกประเด็นร้อน แล้วค่อยกลับมารายงานผล คนเรามักกล้าพูดมากขึ้นเมื่ออยู่ในกลุ่มเล็ก (งานวิจัยบอกว่าช่วยเพิ่มความกล้าแสดงออกได้ถึง 85%)
- Stress Testing: เลิกรายงานแต่ข่าวดี ให้ทุกคนทำสไลด์ 1 หน้าสรุปสิ่งที่ทีมกำลังประสบปัญหา แล้วช่วยกันระดมสมองหาทางออก
- Candor Break: หยุดการประชุมเป็นระยะ แล้วถามตรง ๆ ว่า มีอะไรที่เรายังไม่ได้พูดกันอีกไหม?
- Outlier Meetings: แยกประเด็นปัญหาเรื้อรังออกมาประชุมเฉพาะกิจ และกัดไม่ปล่อยจนกว่าจะแก้ได้
- Yoda in the Room: แต่งตั้งคนในทีมสักคนให้เป็น Yoda ที่มีสิทธิ์สั่งหยุดการประชุมชั่วคราว หรือใช้ Safe Word เมื่อรู้สึกว่ามีเรื่องสำคัญที่ถูกมองข้ามหรือบรรยากาศเริ่มไม่ปลอดภัย
- Hiring Candor: เริ่มตั้งแต่ตอนสัมภาษณ์งาน บอกผู้สมัครไปเลยว่าทีมนี้ต้องการคนกล้าพูดความจริง
จ้างดารามาแล้วต้องสร้างกาแล็กซีให้เขา
การเปลี่ยนจาก Leader-led มาเป็น Team Co-elevationต้องอาศัยความไว้วางใจ ซึ่ง Ferrazzi แบ่งออกเป็น 3 ระดับ
- Professional Trust: เชื่อมือกันในเรื่องงาน
- Structural Trust: เคารพในบทบาทหน้าที่ แม้ความเห็นจะต่างกัน
- Personal Trust: ความเชื่อใจในระดับบุคคล… ซึ่งอันนี้แหละที่สร้างยากสุดในยุค Hybrid
ในอดีตเราอาจจะสร้าง Personal Trust ได้ง่าย ๆ ผ่านการเจอกันที่ออฟฟิศ แต่เดี๋ยวนี้เราต้อง จงใจ สร้างมันขึ้นมา เทคนิคที่น่าสนใจคือ
- Intimacy Dinners: เจ้าภาพจัดมื้ออาหารค่ำ อาจจะไตรมาสละครั้ง เพื่อให้ทีมได้แชร์ชีวิตส่วนตัว ไม่ใช่แค่เรื่องงาน
- Sweet and Sour: เปิดประชุมด้วย 5 นาทีแรก ให้ทุกคนแชร์เรื่องดี ๆ และเรื่องแย่ ๆ ในชีวิตช่วงนี้ เพื่อสร้าง Empathy ให้เกิดขึ้นในทีม
- PPC (Personal Professional Check-ins): ถามไถ่กันจริง ๆ ว่า ช่วงนี้ชีวิตเป็นไงบ้าง? ไม่ใช่ถามตามมารยาท
จำไว้ว่า คำวิจารณ์แรง ๆ จะกลายเป็นยาดีถ้ามันมาจากคนที่เรารู้ว่าเขาหวังดีกับเราจริง ๆ
ประชุมให้น้อยลง งานเสร็จมากขึ้น
หมดยุคที่ต้องลากทุกคนเข้า Zoom เพื่ออัปเดตงานทีละบรรทัดแล้ว Ferrazzi เสนอแนวคิด Asynchronous Collaboration หรือการทำงานร่วมกันแบบไม่ประสานเวลา ใช้เทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์ เช่น Shared Docs, Project Management Tool
- Calendar Bankruptcy: ลองล้างตารางประชุมที่รกรุงรังทิ้งไป แล้วดูว่าอันไหนจำเป็นจริง ๆ
- AI as a Teammate: ใช้ AI มาช่วยในงาน Admin หรือใช้สร้าง Persona เพื่อ Stress-test ไอเดียการตลาด แทนที่จะต้องรอประชุมระดมสมองทุกครั้ง
การทำแบบนี้ไม่ใช่แค่ประหยัดเวลา แต่เปิดพื้นที่ให้ Introvert ได้มีเวลาเรียบเรียงความคิดและเสนอไอเดียผ่านตัวหนังสือ ซึ่งมักจะเป็นไอเดียที่เฉียบคมแต่ถูกมองข้ามในที่ประชุมสด
พลังแห่งการมองเห็น
รู้ไหมว่าพนักงานกว่า 50% ลาออกเพราะรู้สึกว่า ไม่มีใครเห็นหัว การทำงานโดยไร้คำชมก็เหมือนรถที่วิ่งโดยไร้น้ำมันหล่อลื่น
ผู้นำต้องเลิกคิดว่าการทำงานดีคือหน้าที่ที่ไม่ต้องชม ลองใช้เทคนิค Seeding Appreciation คือการแอบไปชมลูกน้องให้เพื่อนเขาฟัง ให้พ่อแม่เขาฟัง (ใช่ครับ ถึงขนาดนั้น) หรือ Gratitude Circle ปิดท้ายการประชุมด้วยการขอบคุณเพื่อนร่วมงานสัก 1-2 นาที
Thumbsup มองว่า จากเนื้อหาทั้งหมดของ Never Lead Alone เราเห็นภาพชัดเจนเลยว่า ทักษะที่สำคัญที่สุดของนักการตลาดหรือคนทำงานยุคนี้ ไม่ใช่แค่เรื่อง Hard Skill หรือการใช้เครื่องมือ MarTech ล้ำ ๆ แต่คือ People Skill ในรูปแบบใหม่
การเปลี่ยนจากข้ามาคนเดียว เป็นเราไปด้วยกันไม่ใช่เรื่องโลกสวย แต่เป็นเรื่องความอยู่รอดทางธุรกิจ ในวันที่เศรษฐกิจผันผวนและคู่แข่งเกิดขึ้นใหม่ทุกวินาที คุณไม่มีทางรู้ทุกเรื่องและตัดสินใจถูกทุกอย่างคนเดียวได้อีกแล้ว
การสร้าง Teamship จึงไม่ใช่การลดอำนาจผู้นำ แต่คือการกระจายความรับผิดชอบ เพื่อให้คุณในฐานะผู้นำ ได้เอาเวลาไปโฟกัสกับ Vision และ Strategy ใหญ่ ๆ แทนที่จะต้องมานั่งตามงานจุกจิก
เริ่มจากจุดเล็ก ๆ วันนี้ ลองถามทีมของคุณในประชุมครั้งหน้าดูสิว่า มีอะไรที่เราควรพูด แต่ยังไม่ได้พูดกันบ้าง? เชื่อเถอะว่า คำตอบที่ได้อาจจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของทีมคุณเลยก็ได้
อ่านเพิ่มเติม


