เคยไหมที่เดินออกจากห้องประชุมแล้วรู้สึกว่า เอ๊ะ หรือเราผิดจริง? ทั้งที่ตอนแรกมั่นใจว่าข้อมูลแน่นปึก เคยไหมที่คนรักหรือเพื่อนร่วมงานพูดคำว่า ขอโทษที่ทำให้รู้สึกแบบนั้น แล้วแทนที่จะรู้สึกดีขึ้น กลับรู้สึกแย่ลงกว่าเดิม?
ถ้าคำตอบคือเคย อย่าเพิ่งรีบตัดสินว่าตัวเองบ้า หรือเป็นคนคิดมากเกินไป เพราะคุณอาจกำลังตกเป็นเหยื่อของเทคนิคทางจิตวิทยาที่เรียกว่า Gaslighting อยู่ก็ได้
วันนี้ Thumbsup จะพาชาวนักการตลาดและคนทำงานทุกคนไปถอดรหัสหนังสือ Gaslighting ของ Dr. Stephanie Moulton Sarkis เพื่อทำความเข้าใจกลไกการปั่นหัวที่ซ่อนอยู่ในความสัมพันธ์และชีวิตการทำงาน พร้อมวิธีสร้างเกราะป้องกันตัวเองไม่ให้จิตตกจนเสียงานเสียการ

ขอโทษนะที่คุณรู้สึกแบบนั้น คือประโยคคลาสสิกของนักปั่น
ประโยคข้างต้นดูเหมือนสุภาพ ดูเหมือนการขอโทษ แต่ถ้าลองฟังดี ๆ มันไม่ใช่การยอมรับผิด แต่มันคือการ Conditional Apology หรือการขอโทษแบบมีเงื่อนไข คนพูดไม่ได้เสียใจในสิ่งที่ทำ แต่กำลังบอกว่า ปัญหาอยู่ที่ความรู้สึกของคุณต่างหาก นี่คือสัญญาณแรกของ Gaslighter คนที่พยายามบิดเบือนความจริงเพื่อให้คุณสงสัยในสติสัมปชัญญะของตัวเอง
ในโลกธุรกิจและการทำงาน เราเจอคนแบบนี้ได้บ่อยกว่าที่คิด ไม่ใช่แค่แฟนหรือคู่รัก แต่รวมถึงหัวหน้า ลูกค้า หรือเพื่อนร่วมงานที่ใช้เทคนิคเหล่านี้เพื่อควบคุมสถานการณ์
- Triangulation (การดึงบุคคลที่สาม): แทนที่จะเคลียร์กับคุณตรง ๆ กลับไปบอก HR หรือไปนินทากับเพื่อนร่วมทีมคนอื่นเพื่อให้ข้อความนั้นวนกลับมาทำร้ายคุณ
- Splitting (การเสี้ยม): ยุยงให้ทีมแตกแยก ให้คุณระแวงเพื่อนร่วมงาน เพื่อให้ตัวเองลอยตัวอยู่เหนือปัญหา
- Complisulting (ชมเหมือนด่า): “งานนี้ทำดีนะ สำหรับคนที่ไม่ค่อยมีเวลาอย่างคุณ” ฟังดูเหมือนชม แต่เจ็บจี๊ด
จาก Love-Bombing สู่ความว่างเปล่า
Gaslighter มักมีแพทเทิร์นที่คาดเดาได้ โดยเฉพาะในช่วงเริ่มต้นความสัมพันธ์ หรือช่วงเริ่มงานใหม่/ได้ลูกค้าใหม่
- Love-Bombing (ช่วงโปรโมชั่น): ช่วงแรกอะไรก็ดีไปหมด เขาจะชมคุณเช้าเย็น บอกว่าคุณคือพนักงานที่เก่งที่สุดที่เคยเจอ หรือเป็นพาร์ทเนอร์ที่ดีที่สุด ทำให้คุณตายใจและรู้สึกเป็นคนพิเศษ
- Stonewalling (กำแพงความเงียบ): พอคุณเริ่มติดกับ เขาจะเริ่มเมินเฉย ไม่ตอบแชท ไม่รับสาย ทิ้งให้คุณงุนงงและเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า ฉันทำอะไรผิดหรือเปล่า?
- Hoovering (การดูดกลับ): พอคุณเริ่มทำใจได้ หรือกำลังจะลาออก/เลิกรา เขาจะกลับมาพร้อมคำหวานหรือสัญญาปากเปล่า เพื่อดึงคุณกลับเข้าลูปเดิมอีกครั้ง
จงสร้างเกราะป้องกันในที่ทำงาน
ในโลกการทำงานที่ Toxic การเจอกับ Gaslighter อาจทำลาย Career Path ของคุณได้เลย เพราะคนพวกนี้มักชอบขโมยเครดิตและโยนความผิด วิธีรับมือไม่ใช่การปะทะ แต่คือการวางกลยุทธ์
- อย่าอยู่ตามลำพัง: ถ้าต้องประชุมกับคนประเภทนี้ พยายามลากบุคคลที่สามเข้าไปด้วยเสมอ เพื่อเป็นพยานยืนยันความจริง
- Document Everything: นี่คือกฎเหล็ก จดบันทึกทุกการประชุม สรุปอีเมลทุกครั้งหลังคุยจบ ลงวันที่ เวลา และรายละเอียดให้ครบ เมื่อเขาพยายามบิดเบือนความจริง คุณจะมีหลักฐานฟาดกลับทันที
- เลี่ยงวงเหล้า: แอลกอฮอล์ทำให้สติลดลงและเป็นช่องโหว่ให้ Gaslighter โจมตีคุณด้วยข่าวลือหรือการปั่นหัวได้ง่ายที่สุด
- ถ้าไม่ไหว ให้ย้ายทีม: บางครั้งการชนะที่ดีที่สุดคือการไม่ลงแข่ง ถ้าวัฒนธรรมองค์กรเอื้อให้คนแบบนี้เติบโต การเอาตัวเองออกมาอาจเป็นทางเลือกที่ฉลาดที่สุด
การเมืองและลัทธิ กับ Gaslighting ในสเกลใหญ่
หนังสือยังชี้ให้เห็นว่า Gaslighting ไม่ได้เกิดแค่ระดับบุคคล แต่ไปไกลถึงระดับผู้นำองค์กรหรือนักการเมือง
- ผู้นำที่ทำตัวเป็นศูนย์กลางจักรวาล: ชอบโชว์พาวเวอร์และต้องการให้ทุกคนสยบยอม
- เกลียดคนฉลาด: เพราะคนฉลาดและมีข้อมูลคือศัตรูที่น่ากลัวที่สุดในการเปิดโปงคำโกหก
- หาแพะรับบาป: มักโยนความผิดให้กลุ่มคนตัวเล็ก ๆ หรือฝ่ายตรงข้ามเสมอเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากความผิดพลาดของตน
สิ่งเหล่านี้คล้ายคลึงกับ Cult-like Mentality หรือพฤติกรรมแบบลัทธิ ที่มักเกิดขึ้นในบางองค์กรที่เน้นเรื่อง Loyalty แบบสุดโต่ง ห้ามตั้งคำถาม ห้ามสงสัย และถ้าใครลาออกจะถูกมองว่าเป็นคนทรยศ นี่คือสัญญาณอันตรายที่บอกว่าคุณกำลังสูญเสีย เจตจำนงเสรี ในชีวิตไปแล้ว
ส่องกระจกดูตัวเองว่าเราเองเป็น Gaslighter หรือไม่
อ่านมาถึงตรงนี้ อย่าเพิ่งมองหาแต่คนอื่น ลองเช็คตัวเองดูบ้าง ถ้าคุณเป็นคนขี้โมโห ชอบประชดประชัน หรือคาดหวังให้คนอื่นรู้ใจโดยไม่ต้องพูด คุณอาจมี Gaslighting Traits โดยไม่รู้ตัว ซึ่งอาจเกิดจากปมในอดีต
วิธีแก้คือการปรับโหมดการสื่อสารตามทฤษฎี Transactional Analysis
- เลิกใช้ Parent Mode: สั่งสอน ดุด่า “คุณต้องทำแบบนั้นสิ”
- เลิกใช้ Child Mode: ใช้อารมณ์ฟูมฟาย งอแง
- หันมาใช้ Adult Mode: พูดคุยด้วยเหตุผล สื่อสารความต้องการตรง ๆ โดยไม่โจมตีตัวบุคคล เช่น เปลี่ยนจาก คุณไม่เคยรับสายเลย เป็น ผมรู้สึกกังวลเวลติดต่อคุณไม่ได้
Thumbsup มองว่า โลกยุคนี้เต็มไปด้วยข้อมูลและการสร้างภาพลักษณ์ การมีจุดยืนที่มั่นคงทางจิตใจจึงสำคัญมาก Dr. Stephanie แนะนำให้เราทำ “Reality Journal” จดบันทึกความรู้สึกและเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้น เพื่อเตือนตัวเองในวันที่สับสน และจำไว้ว่า ความจริงของคุณมีค่า และไม่มีใครมีสิทธิ์มาเขียนบททับเส้นทางชีวิตของคุณ
ในฐานะคนทำงาน การรู้ทันเล่ห์เหลี่ยมเหล่านี้ไม่ได้มีไว้เพื่อไปทำร้ายใคร แต่เพื่อปกป้อง Professionalism และสุขภาพจิตของเราเอง ใครที่กำลังเจอลูปนรกแบบนี้อยู่ Thumbsup ขอเป็นกำลังใจให้คุณก้าวออกมาและค้นพบความมั่นใจของตัวเองอีกครั้ง
อ่านเพิ่มเติม



