One OfficeMate

ในยุคที่ทุกองค์กรต่างงัดกลยุทธ์รัดเข็มขัด หรือการลดต้นทุนออกมาใช้เพื่อประคองตัวเลขในบัญชีให้สวยงาม ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง การจัดซื้ออุปกรณ์สำนักงานจึงไม่ใช่แค่เรื่องของการซื้อมาใช้ แต่ต้องคุ้มค่าที่สุด

วันนี้ Thumbsup จะพาไปส่องเคสที่น่าสนใจในวงการ B2B และอุปกรณ์สำนักงาน เมื่อ OfficeMate ในเครือ Central Retail (CRC) ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นแค่คนกลางขายของอีกต่อไป แต่หันมาปั้น House Brand ของตัวเองอย่างแบรนด์ ONE จนกลายเป็น Cash Cow ตัวใหม่ที่ทำรายได้ทะลุ 1,000 ล้านบาทในปี 2568

การที่ขายดีขนาดนี้มาจากกลยุทธ์แม่นยำและการอ่านเกมขาดเรื่อง Pain Point ของคนทำธุรกิจ มาดูกันว่า OfficeMate ทำได้อย่างไร และตัวเลขเบื้องหลังงบการเงินสะท้อนความสำเร็จนี้แค่ไหน?

One OfficeMate

เริ่มจากแนวคิดของดีไม่ต้องแพง

จุดเริ่มต้นของแบรนด์ ONE มาจากการมองเห็นช่องว่างในตลาด ปกติแล้วอุปกรณ์สำนักงานมักจะมีสองขั้ว คือ แบรนด์เนมราคาสูง กับของโนเนมที่คุณภาพอาจจะไม่นิ่ง

มลฤดี เลิศอุทัย กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ออฟฟิศเมท (ไทย) จำกัด ระบุชัดเจนว่า แบรนด์ ONE ถูกวางตำแหน่งมาเพื่อเป็น One-Stop Office on a Budget หรือทางเลือกที่คุ้มค่าในราคาที่จับต้องได้ โดยใช้แนวคิด Fit to purpose คือคุณภาพต้องดีพอสำหรับการใช้งานจริงในภาคธุรกิจ ไม่ใช่แค่ของราคาถูก

กลยุทธ์นี้ตอบโจทย์ลูกค้าองค์กรกว่า 450,000 รายในมือของออฟฟิศเมททันที เพราะไม่ว่าจะเป็น SME, โรงงาน หรือหน่วยงานราชการ ต่างก็ต้องการลดต้นทุนทั้งสิ้น การมีสินค้าที่ราคาถูกลงแต่มาตรฐานเทียบเท่าแบรนด์ดัง จึงเป็นตัวเลือกที่ปฏิเสธได้ยาก

House Brand คือกุญแจไขกำไร

ความน่าสนใจไม่ได้หยุดแค่ยอดขายสินค้าแบรนด์ ONE ที่ทะลุ 1,000 ล้านบาท และโตแบบ Double Digit เท่านั้น แต่เมื่อลองเจาะลึกเข้าไปดูใน งบกำไรขาดทุน ของ บริษัท ออฟฟิศเมท (ไทย) จำกัด ช่วงปี 2563 – 2567 อ้างอิงจากเอกสารงบการเงินที่นำส่งกรมพัฒนาธุรกิจการค้า จะเห็นสัญญาณที่น่าสนใจ

  • รายได้รวม: ในปี 2567 ออฟฟิศเมททำรายได้รวมอยู่ที่ประมาณ 7,387 ล้านบาท ซึ่งเติบโตขึ้นเล็กน้อย 0.69% จากปี 2566
  • กำไรสุทธิ: แม้รายได้จะโตไม่มาก แต่กำไรสุทธิปี 2567 กลับพุ่งไปแตะที่ 134.7 ล้านบาท เติบโตขึ้นถึง 86.44% เมื่อเทียบกับปี 2566 ที่ทำได้ 72.2 ล้านบาท

ตัวเลขกำไรที่กระโดดขึ้นเกือบเท่าตัวในขณะที่รายได้โตเพียงเล็กน้อย สะท้อนให้เห็นว่า อัตรากำไรขั้นต้นของบริษัทดีขึ้นมาก ซึ่งนี่คือเวทมนตร์ของ House Brand หรือ Private Label

การขายสินค้าแบรนด์คนอื่นมักจะมีมาร์จิ้นบาง แต่การทำแบรนด์เองอย่าง ONE ทำให้ออฟฟิศเมทสามารถควบคุมต้นทุนการผลิตได้เอง และมีส่วนต่างกำไรที่สูงกว่าสินค้าทั่วไป การที่แบรนด์ ONE มียอดขายแตะพันล้าน จึงส่งผลโดยตรงต่อบรรทัดสุดท้าย หรือกำไรสุทธิของบริษัทอย่างชัดเจน

เดินตามรอยเท้ายานแม่ CRC

เมื่อมองภาพใหญ่ขึ้นไปที่บริษัทแม่อย่าง Central Retail (CRC) จากเอกสาร Management Discussion and Analysis Q3/2025 และ KKPS Consumer Day 2026 จะเห็นว่ากลยุทธ์ของกลุ่ม Hardline ซึ่งรวม OfficeMate กำลังมุ่งเน้นไปที่ 3C Strategy คือ Cash, Cost, Capex

  • Cost Management: การทำ House Brand ช่วยลดต้นทุนสินค้าและเพิ่มอำนาจต่อรองกับซัพพลายเออร์
  • B2B Growth: ใน Q3/2025 ยอดขายกลุ่ม Hardline อาจจะชะลอตัวบ้างในฝั่งเครื่องใช้ไฟฟ้า แต่กลุ่มวัสดุก่อสร้างและสินค้าสำนักงานยังไปได้ดี โดยเฉพาะในช่องทาง B2B และ Omni-channel ที่ OfficeMate แข็งแกร่ง
  • Omni-channel: ยอดขายออนไลน์ของกลุ่ม Hardline โตขึ้น 4-5% ซึ่งสอดคล้องกับช่องทางจัดจำหน่ายของแบรนด์ ONE ที่มีทั้งเว็บไซต์, Chat & Shop และแอปพลิเคชัน

ONE แบรนด์ที่มากกว่าแค่เครื่องเขียน

ปัจจุบัน สินค้าแบรนด์ ONE ไม่ได้มีแค่ปากกาหรือกระดาษ แต่ขยาย Product Line ไปครอบคลุมแทบทุกอย่างในออฟฟิศ ตั้งแต่เฟอร์นิเจอร์, อุปกรณ์ทำความสะอาด ไปจนถึงสินค้าเฉพาะทางอย่างเครื่องทำลายเอกสาร หรือลิ้นชักเก็บเงิน

นอกจากนี้ ยังมีการแตกไลน์ ONE Green และ ONE Eco-friendly เพื่อจับกลุ่มองค์กรที่ต้องทำรายงาน Sustainability หรือ ESG ซึ่งเป็นเทรนด์บังคับของโลกธุรกิจยุคใหม่ ทำให้แบรนด์ดูทันสมัยและใส่ใจโลก ไม่ใช่แค่ของราคาประหยัดอย่างเดียว

Thumbsup มองว่า ความสำเร็จของออฟฟิศเมท และแบรนด์ ONE เป็นบทเรียนธุรกิจที่น่าสนใจดังนี้

  1. ในวิกฤตมีโอกาส: เศรษฐกิจไม่ดี ธุรกิจรัดเข็มขัด คือโอกาสทองของสินค้าราคาประหยัดที่คุณภาพไว้ใจได้
  2. Product Mix สำคัญ: การมี House Brand ในพอร์ตโฟลิโอ คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุดในวันที่การแข่งขันด้านราคารุนแรง เพราะมันคือสินค้าที่คู่แข่งไม่มีขาย และทำกำไรได้ดีที่สุด
  3. Customer Centric: การฟังเสียงลูกค้ากว่า 4 แสนราย ทำให้ออกสินค้าได้ตรงใจ ไม่ผลิตของที่เกินความจำเป็น

การก้าวข้ามยอดขาย 1,000 ล้านบาทของแบรนด์ ONE จึงไม่ใช่แค่ชัยชนะของออฟฟิศเมท แต่เป็นการยืนยันว่า ความคุ้มค่าคือสิ่งที่ทรงพลังที่สุดในโลกธุรกิจ B2B ยุคปัจจุบัน

การปั้นแบรนด์ ONE ของออฟฟิศเมท คือกลยุทธ์ที่ Win-Win ทั้งสองฝ่าย ลูกค้าได้ของดีราคาถูกลง บริษัทได้กำไรเพิ่มขึ้นจากการลดต้นทุนคนกลาง สะท้อนผ่านตัวเลขกำไรปี 67 ที่โตระเบิดเกือบ 90% ใครที่ทำธุรกิจ Retail หรือ Trading อยู่ ลองกลับมามองดูว่า ถึงเวลาหรือยังที่คุณจะมี House Brand เป็นของตัวเอง?

อ่านเพิ่มเติม

I'm a Content Creator and Storyteller, and i love Shooting my daughter :><: