หากย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 20 ปีก่อน คำว่า “เงินอิเล็กทรอนิกส์” หรือ e-money อาจเป็นเรื่องใหม่ที่หลายคนยังนึกภาพไม่ออก แต่ในวันนี้มันได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของลมหายใจในโลกดิจิทัลไปแล้ว จากรายงานฉบับล่าสุดของศูนย์วิจัยกสิกรไทย โดยคุณกฤษฎิ์ แก้วหิรัญ นักวิจัยอาวุโส ได้ฉายภาพให้เราเห็นถึงวิวัฒนาการอันน่าสนใจของธุรกิจ e-money ในประเทศไทยที่เดินทางผ่านร้อนผ่านหนาวมาถึง 2 ทศวรรษ
จุดเริ่มต้นและการแจ้งเกิดของกลุ่ม Non-Bank (ยุคที่ 1) ย้อนกลับไปในปี 2547 ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นอย่างเป็นทางการของ e-money ในไทย ในช่วงนั้นธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เล็งเห็นถึงนวัตกรรมที่กำลังได้รับความนิยมในต่างประเทศ จึงได้ออกเกณฑ์การกำกับดูแลเพื่อสนับสนุนให้ภาคเอกชนนำเทคโนโลยีนี้มาใช้ โดยมีวัตถุประสงค์หลักคือการส่งเสริมการเข้าถึงบริการทางการเงินและลดการพึ่งพาเงินสดในระบบ
ในช่วงแรกมีผู้ได้รับใบอนุญาตเพียง 7 รายเท่านั้น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มธุรกิจที่มิใช่สถาบันการเงิน หรือ Non-Bank โมเดลธุรกิจในตอนนั้นเน้นการเชื่อมโยง e-money เข้ากับสินค้าและบริการในเครือของตนเองเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นการเติมเงินเครือข่ายโทรศัพท์ บัตรเติมเกม บัตรโดยสาร หรือแม้แต่บัตรศูนย์อาหาร
ด้วยความสะดวกที่ตอบโจทย์ชีวิตประจำวัน ทำให้ e-money ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งในปี 2558 ปริมาณการใช้จ่ายผ่าน e-money พุ่งสูงขึ้นจนมีสัดส่วนถึง 33% ของการชำระเงินรายย่อยทั้งหมดในประเทศ ซึ่งถือเป็นจุดสูงสุดของยุคเริ่มต้นก่อนที่จะต้องเผชิญกับจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ

PromptPay ตัวเปลี่ยนเกมที่ทำให้ e-money ต้องปรับตัว
หลังจากปี 2559 เป็นต้นมา บทบาทของ e-money เริ่มสั่นคลอนจากการมาถึงของ “PromptPay” โครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินที่รัฐบาลผลักดันทำให้ต้นทุนการโอนเงินและชำระเงินผ่านบัญชีธนาคารลดลงอย่างมหาศาล ส่งผลให้พฤติกรรมผู้บริโภคเทไปทาง Internet Banking และ Mobile Banking ที่เชื่อมกับบัญชีธนาคารมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
สัดส่วนการใช้ e-money ค่อยๆ ลดลงจากที่เคยเป็นเจ้าตลาดชำระเงินรายย่อย นำมาสู่การก้าวเข้าสู่ยุคที่ 3 คือ “การแข่งขันด้วยโมเดลธุรกิจ” เพื่อความอยู่รอด

การปรับตัวสู่สมรภูมิใหม่ เมื่อ Non-Bank และ Bank สลับรุกรับ
เมื่อตลาดชำระเงินแบบเดิมเริ่มตัน ผู้ให้บริการ e-money จึงต้องมองหา “New S-Curve”
- กลุ่ม Non-Bank: ปรับตัวจากการเป็นแค่กระเป๋าเงินเติมเกม มาเป็นผู้ให้บริการรับชำระเงินแก่ร้านค้าทั่วไป และที่สำคัญคือการ “จับมือเป็นพันธมิตร” กับสถาบันการเงิน เพื่อนำผลิตภัณฑ์อย่าง เงินฝาก สินเชื่อ การลงทุน และประกันภัย มาให้บริการบนแพลตฟอร์มของตน
- กลุ่ม Bank: ก็นั่งไม่ติดที่เช่นกัน ธนาคารเริ่มนำเทคโนโลยี e-money มาผสมผสานกับบริการของตนเพื่อสร้างความคล่องตัว เช่น การทำกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์สำหรับร้านค้า (K SHOP) หรือพอร์ตการลงทุนที่จัดการได้ง่ายกว่าบัญชีธนาคารปกติ นอกจากนี้ยังเชื่อมต่อกับสวัสดิการรัฐ เช่น การจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลและพันธบัตรรัฐบาลผ่านแอปฯ (เช่น แอปฯ เป๋าตัง)
หนึ่งในโปรดักต์ที่โดดเด่นที่สุดของฝั่งธนาคารคือ “Travel Card” ที่ใช้ระบบ e-wallet มาช่วยลดต้นทุนค่าธรรมเนียมและอำนวยความสะดวกในการแลกเงินต่างประเทศ ซึ่งกลายเป็นจุดเด่นสำคัญที่ดึงดูดผู้ใช้งานจำนวนมาก

สแกนสถานการณ์ปัจจุบันปี 2568 ปีแห่งการเติบโตแบบก้าวกระโดด
ในปี 2568 นี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดการณ์ว่ามูลค่าการชำระเงินผ่าน e-money จะพุ่งสูงถึง 2 ล้านล้านบาท โดยในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2568 (ม.ค. – พ.ย.) มีการขยายตัวเกือบเท่าตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ปัจจัยขับเคลื่อนหลักมาจากความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ในฝั่งสถาบันการเงิน และการขยายเครือข่ายจุดรับชำระเงินของกลุ่ม Non-Bank นอกจากนี้ เรายังเห็นความเคลื่อนไหวที่น่าตื่นเต้นใน Regulatory Sandbox ของ ธปท. ที่ผู้ให้บริการบางรายเริ่มทดลองใช้ Digital Asset ในการชำระเงิน และบางรายกำลังเตรียมยกระดับตัวเองสู่การเป็น “สถาบันการเงินแบบไร้สาขา” หรือ Virtual Bank อีกด้วย
ความท้าทายที่ต้องระวัง มิจฉาชีพและมาตรการคุมเข้ม
อย่างไรก็ตาม “เหรียญมีสองด้านเสมอ” ความสะดวกสบายนี้กลายเป็นช่องโหว่ให้มิจฉาชีพนำไปใช้ฟอกเงินหรือสร้าง “บัญชีม้า” ในปี 2568 ภาครัฐจึงต้องออกมาตรการจัดการบัญชีต้องสงสัยอย่างเข้มงวด ทั้งในระบบธนาคาร e-money และสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งแน่นอนว่ามาตรการเหล่านี้จะส่งผลให้ต้นทุนในการดำเนินงานของผู้ให้บริการสูงขึ้นในระยะข้างหน้า

มองข้ามช็อตสู่ปี 2569 เติบโตต่อเนื่องแต่ในกรอบที่จำกัด
สำหรับแนวโน้มในปี 2569 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่ามูลค่าการใช้จ่ายจะขยับขึ้นไปที่ 2.25 ล้านล้านบาท แม้ตัวเลขจะดูสูง แต่ในเชิงเปอร์เซ็นต์ถือว่าชะลอตัวลงมาอยู่ที่ 13% (จากที่คาดว่าจะโตถึง 88% ในปี 2568)
สาเหตุที่การเติบโตอาจอยู่ในกรอบจำกัดมาจาก 3 ปัจจัยหลักคือ
- ความคุ้นชินของผู้บริโภคกับระบบ PromptPay ที่ยังคงแข็งแกร่ง
- มาตรการสกัดกั้นภัยทางการเงินที่เข้มข้นขึ้น
- ทิศทางเศรษฐกิจไทยในภาพรวมที่อาจชะลอตัวลง
ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา e-money ในประเทศไทยพิสูจน์แล้วว่าไม่ใช่แค่เทรนด์ที่ผ่านมาแล้วผ่านไป แต่คือโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่วิวัฒนาการตัวเองอยู่ตลอดเวลา จากบริการเติมเงินสู่แพลตฟอร์มการเงินครบวงจร การที่ผู้เล่นทั้งหน้าเก่าและหน้าใหม่ต้องปรับโมเดลธุรกิจอยู่เสมอ คือกุญแจสำคัญที่จะตัดสินว่าใครจะเป็นผู้อยู่รอดในโลก Digital Finance ของปี 2569 นี้



