ในยุคที่ AI พัฒนาไปอย่างก้าวกระโดดจนน่าตกใจ คำถามสำคัญที่ทุกคนในวงการธุรกิจและการตลาดต้องเผชิญคือ อะไรคือสิ่งที่จะทำให้เราไม่ถูกแทนที่? คำตอบที่หลายคนนึกถึงคือ ความเป็นมนุษย์และความเข้าอกเข้าใจ แต่นักวิจัยและนักเขียนชื่อดังอย่าง Brené Brown ผู้เขียนหนังสือ Strong Ground กลับมองว่าคำตอบนั้นเป็นเรื่องไร้สาระ
ไม่ใช่เพราะคุณสมบัติของมนุษย์ไม่สำคัญ ตรงกันข้าม มันสำคัญยิ่งกว่ายุคไหน ๆ แต่ปัญหาคือ พวกเราส่วนใหญ่ลืมวิธีใช้งานทักษะเหล่านี้ไปแล้ว เราหลุดลอยจากแก่นแท้ที่นิยามความเป็นมนุษย์ของเราไป ทว่ายังมีหนทางที่จะทวงคืนสิ่งที่เราทำหล่นหายไป และนั่นไม่ใช่การวิ่งหนีเทคโนโลยี แต่คือการค้นหา รากฐานที่มั่นคง หรือ Strong Ground ของตัวเราเองให้เจอต่างหาก

กล้ามเนื้อหลักขององค์กรคือผู้คน
Brené Brown ค้นพบความสำคัญของการมีรากฐานที่มั่นคงผ่านประสบการณ์บาดเจ็บทางร่างกายของเธอเอง อาการปวดหลังขั้นรุนแรงจากการเล่นพิกเคิลบอลทำให้เธอต้องเรียกหาเทรนเนอร์ โดยหวังว่าจะได้ท่ายืดเหยียดที่ช่วยแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่เทรนเนอร์กลับประเมินว่าร่างกายของเธอชดเชยกล้ามเนื้อส่วนไหนอยู่บ้าง กล้ามเนื้อหลักของเธออ่อนแอลง ทำให้ส่วนอื่น ๆ ต้องทำงานหนักเกินไปเพื่อพยุงร่างกาย
สิ่งนี้สะท้อนภาพขององค์กรธุรกิจในปัจจุบันได้อย่างชัดเจน ทีมงานจำนวนมากกำลังเหนื่อยล้าจากการทำงานชดเชยระบบที่อ่อนแอ ผู้นำใช้เพียงแรงใจฝืนดันให้งานเดินหน้า และทุกคนพยายามสร้างผลงานบนพื้นที่ที่ไม่มั่นคง สอดคล้องกับภาพรวมของตลาดในปัจจุบันที่ผู้คนต้องดิ้นรนแข่งขัน ดังนั้นการสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งจึงสำคัญกว่าการเร่งทำยอดระยะสั้น
รากฐานที่มั่นคงนั้นเกิดจากการผสานค่านิยม ความอยากรู้อยากเห็น และความถ่อมตน เข้ากับความสัมพันธ์ที่มีต่อผู้คนรอบข้าง สิ่งนี้จะมอบความมั่นคงในยามที่ทุกอย่างดูไม่แน่นอน และเป็นแพลตฟอร์มที่แข็งแกร่งพอจะรับมือกับการเปลี่ยนแปลงอันรวดเร็วของโลกสมัยใหม่
ทักษะความเป็นมนุษย์ที่หล่นหาย
หลายทศวรรษที่ผ่านมา วัฒนธรรมองค์กรมักส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า ความเปราะบางคือความอ่อนแอ และความเข้าอกเข้าใจทำให้งานล่าช้า หากคุณเติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่มุ่งเน้นแต่ผลลัพธ์ คุณจะเรียนรู้ที่จะสร้างกำแพงป้องกันตัวเอง กดทับอารมณ์ความรู้สึก และมองว่าความเป็นมนุษย์คืออุปสรรคต่อประสิทธิภาพการทำงาน
ผลลัพธ์ที่ตามมาคือเรากลายเป็นซอมบี้ในที่ทำงาน ขาดความเชื่อมโยง ขาดความกล้าหาญ และไม่รู้เท่าทันอารมณ์ตนเอง การสร้างความสัมพันธ์ที่แท้จริงจึงเป็นสิ่งที่ละทิ้งไม่ได้ เพราะเราไม่จำเป็นต้องปฏิเสธเทคโนโลยี แต่ต้องตระหนักว่าเทคโนโลยีไม่สามารถซ่อมแซมวัฒนธรรมองค์กรที่ผู้คนรู้สึกไร้ตัวตนได้
การฝึกฝนทักษะเหล่านี้เริ่มต้นที่การสังเกต เมื่อคุณรู้สึกอยากหลีกเลี่ยงบทสนทนาที่ยากลำบาก หรือตระหนักว่าไม่ได้เชื่อมโยงกับเพื่อนร่วมงานมาหลายสัปดาห์ นั่นคือสัญญาณเตือนให้คุณเริ่มสร้างรากฐานใหม่อีกครั้ง
ผู้นำที่กล้าหาญ vs ผู้นำที่ใส่เกราะ
เมื่อเผชิญกับสถานการณ์ยากลำบาก ผู้นำมักมีสองทางเลือกคือ ปกป้องตัวเอง หรือ กล้าเผชิญหน้า ผู้นำที่ใส่เกราะมักหลีกเลี่ยงการพูดคุยที่ยากลำบากและแสร้งทำเป็นรู้ทุกเรื่อง ซึ่งท้ายที่สุดจะทำให้คนรอบข้างรู้สึกอึดอัด ในขณะที่ผู้นำที่กล้าหาญจะอาศัยทักษะที่สามารถฝึกฝนได้ 4 ประการคือ
- เผชิญหน้ากับความเปราะบาง: กล้าที่จะพูดคุยในประเด็นที่ยาก กล้ายอมรับว่าไม่รู้ หรือฉันผิดเอง
- ใช้ชีวิตตามค่านิยม: ให้ค่านิยมเป็นตัวนำทางในการตัดสินใจ แม้ในยามที่ไม่สะดวกสบายที่สุด
- กล้าที่จะเชื่อใจ: ความไว้วางใจสร้างขึ้นจากพฤติกรรมที่สังเกตได้ ซึ่งประกอบด้วย
- ขอบเขต (Boundaries)
- ความน่าเชื่อถือ (Reliability)
- ความรับผิดชอบ (Accountability)
- การเก็บความลับ (Vault)
- ความซื่อสัตย์ (Integrity)
- การไม่ด่วนตัดสิน (Nonjudgment)
- ความใจกว้าง (Generosity)
- เรียนรู้ที่จะลุกขึ้น: การเป็นผู้นำที่กล้าหาญย่อมตามมาด้วยความล้มเหลว ทักษะที่สำคัญคือการทำความเข้าใจอารมณ์ตัวเองและเขียนตอนจบของเรื่องราวใหม่
อัจฉริยภาพแห่งความขัดแย้ง
สมองของมนุษย์มักมองหาคำตอบที่ชัดเจน เช่น ขวาหรือซ้าย ผิดหรือถูก แต่ปัญญาที่แท้จริงมักซ่อนอยู่ในความตึงเครียดของความขัดแย้ง การสามารถกุมความจริงสองด้านที่ตรงข้ามกันไว้ได้โดยไม่สูญเสียศูนย์กลางคือสิ่งที่เรียกว่า Genius of the AND
ตัวอย่างเช่น พลเรือเอก Jim Stockdale ที่ถูกจับเป็นเชลยสงครามในเวียดนามนาน 8 ปี เขารอดชีวิตมาได้เพราะมีความเชื่อมั่นอย่างเปี่ยมล้นว่าจะรอดกลับไป แต่ในขณะเดียวกันก็ยอมรับความจริงอันโหดร้ายของสถานการณ์ตรงหน้าอย่างไม่หลอกตัวเอง ผู้นำที่มีรากฐานมั่นคงจะไม่รีบด่วนตัดสินใจเลือกทางใดทางหนึ่งเพื่อหนีความอึดอัด แต่จะโอบรับความคลุมเครือเพื่อสร้างทางเลือกที่แข็งแกร่งกว่า
สร้างความหมายให้งานด้วย 5 C’s
คนทำงานส่วนใหญ่มักลงมือทำตามหน้าที่โดยไม่เข้าใจว่างานของตนมีความหมายต่อภาพรวมอย่างไร สิ่งนี้ไม่ใช่ปัญหาเรื่องแรงจูงใจ แต่เป็นความล้มเหลวในการสื่อสาร ผู้นำต้องหันมาใช้โครงสร้างการสื่อสารแบบ 5 C’s เพื่อให้ทุกคนเห็นภาพตรงกัน ซึ่งเป็นการสื่อสารที่ตรงกับหลักการสร้างความสัมพันธ์ก่อนการขาย ที่ต้องอาศัยคอนเทนต์ที่จริงใจ
- Context (บริบท): ภาพใหญ่คืออะไร ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญในตอนนี้
- Color (สีสัน): รายละเอียดที่เป็นรูปธรรม เรื่องราวชีวิตจริงเบื้องหลังตัวเลข
- Connective tissue (จุดเชื่อมโยง): งานของแต่ละคนส่งผลต่อความสำเร็จของคนอื่นอย่างไร
- Cost (ต้นทุนความเสียหาย): หากล้มเหลว จะเกิดผลกระทบอะไรขึ้นบ้าง
- Consequence (ผลลัพธ์แห่งความสำเร็จ): หากทำสำเร็จ จะสร้างความเปลี่ยนแปลงอะไรได้บ้าง
เมื่อคนทำงานเข้าใจเหตุผลของงาน พวกเขาจะเลิกทำงานแบบหุ่นยนต์ และกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง ซึ่งตรงกับกลยุทธ์สำคัญที่แบรนด์ต้องขายเหตุผล ไม่ใช่แค่สินค้า สร้างจุดยืนที่เชื่อมโยงกับคุณค่า
โฟกัสให้สุด แล้วปล่อยวางให้เป็น
ทักษะสองประการที่มักไม่ค่อยถูกพูดถึงคู่กันคือ Lock-in และ Lock-through คนเก่งหลายคนสามารถโฟกัสกับงานได้อย่างยอดเยี่ยม แต่กลับประสบปัญหาเมื่อต้องเปลี่ยนโหมดกลับบ้าน พวกเขามักพกพลังงานความเครียดจากที่ทำงานไปลงกับคนในครอบครัว
การเปลี่ยนผ่านนี้ไม่เกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ แต่ต้องอาศัยความตั้งใจ ลองใช้เวลา 60 วินาทีก่อนเปิดประตูเข้าบ้านเพื่อรับรู้ถึงพลังงานที่ตัวเองแบกรับมา และตัดสินใจวางมันลง เพื่อให้คุณสามารถแสดงตัวตนได้อย่างเต็มที่และเหมาะสมในทุกบริบทของชีวิต เพราะการจัดสรรพลังงานให้ถูกต้องคือหัวใจของความสมดุล
Thumbsup มองว่า จากหลักการ Strong Ground ของ Brené Brown จะเห็นได้ว่า ทักษะความเป็นมนุษย์ไม่ใช่ Soft Skills ที่จับต้องไม่ได้ แต่เป็น Infrastructure ที่องค์กรต้องลงทุนสร้างและฝึกฝนอย่างเป็นระบบ ในฐานะคนทำงานที่คลุกคลีกับวงการมาร์เก็ตติ้งและเทคโนโลยี ท่ามกลางสมรภูมิที่ทุกคนเร่งรีบใช้ AI สร้าง Conversion การหยุดเพื่อสร้าง Connection กลับกลายเป็นทางลัดที่ยั่งยืนที่สุด
ผู้นำยุคใหม่ไม่จำเป็นต้องมีคำตอบที่ถูกต้องเสมอไป แต่ต้องมีความกล้าหาญที่จะรับฟัง ยอมรับความเปราะบาง และสื่อสารอย่างมีบริบท เมื่อรากฐานของผู้คนแข็งแกร่ง ไม่ว่าลมพายุของเทคโนโลยีหรือความผันผวนของเศรษฐกิจจะรุนแรงแค่ไหน องค์กรก็จะสามารถยืนหยัดและก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง
อ่านเพิ่มเติม



