ในยุคที่ตลาดเครื่องดื่ม Ready-to-Drink และคาเฟ่ในประเทศไทยมีการแข่งขันกันอย่างดุเดือดจนแทบจะกลายเป็นมหาสมุทรสีเลือด (Red Ocean) หนึ่งในแบรนด์ที่ยังคงสร้างความตื่นเต้นและรักษาระดับการเติบโตได้อย่างน่าสนใจคือ “เต่าบิน” ตู้กดเครื่องดื่มชงสดอัตโนมัติภายใต้การบริหารของ บมจ. ฟอร์ท สมาร์ท เซอร์วิส หรือ FSMART

ล่าสุด ผลประกอบการปี 2568 ของเต่าบินได้เผยให้เห็นตัวเลขที่น่าสนใจและสะท้อนถึง “การปรับตัว” ครั้งสำคัญ แม้จำนวนแก้วที่ขายได้จะลดลง แต่รายได้รวมกลับสวนทางเติบโตขึ้น อะไรคือเบื้องหลังของกลยุทธ์นี้ และก้าวต่อไปในปี 2569 ที่เต่าบินตั้งเป้าขยายสู่ 10,000 จุดทั่วประเทศ พร้อมโมเดลการ Synergy ร่วมกับ GINKA จะเปลี่ยนโฉมหน้า Lifestyle ของคนเมืองไปอย่างไร Thumbsup จะพาไปเจาะลึกกัน

สรุปตัวเลขปี 68: คุณภาพสำคัญกว่าปริมาณ

หากดูจากตัวเลขเชิงสถิติที่ FSMART รายงานออกมา เราจะเห็นเทรนด์การเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนของพฤติกรรมผู้บริโภคและการบริหารจัดการภายใน ดังนี้:

  • จำนวนตู้: ปัจจุบันมีทั้งหมด 7,721 ตู้ทั่วประเทศ เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 7.9% จากเดิม 7,150 ตู้ สะท้อนให้เห็นว่าแบรนด์ยังคงเดินหน้าขยายจุดสัมผัสอย่างต่อเนื่อง
  • รายได้รวม: ปิดปีที่ 2,047 ล้านบาท เติบโตขึ้น 3.6% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา
  • ยอดจำหน่ายรวม: อยู่ที่ 62 ล้านแก้ว ซึ่งหากพิจารณาดีๆ จะพบว่า “ลดลง 4.6%” จากปีที่แล้วที่ขายได้ 65 ล้านแก้ว

คำถามคือ ทำไมยอดขายแก้วลดลง แต่รายได้ถึงเพิ่มขึ้น? คำตอบอยู่ที่การบริหารจัดการ “Product Mix” และ “Average Price per Cup” ครับ ในปีที่ผ่านมาเต่าบินหันมาโฟกัสที่เมนูพรีเมียมมากขึ้น การเพิ่มเมนูที่มีราคาสูงขึ้นแต่ใช้วัตถุดิบคุณภาพดี ทำให้ราคาขายเฉลี่ยต่อแก้วขยับสูงขึ้นตามไปด้วย ส่งผลให้กำไรต่อหน่วยและรายได้รวมขยายตัว แม้ปริมาณการซื้อซ้ำในเมนูพื้นฐานอาจจะมีการชะลอตัวลงบ้างตามสภาพเศรษฐกิจ

กลยุทธ์ Optimization เลิกหว่านแห แต่เน้น “ทำเลทอง”

ปี 2568 ไม่ใช่ปีของการเร่งติดตั้งตู้เพียงอย่างเดียว แต่เป็นปีของการ “จัดพอร์ตตู้” เต่าบินมีการโยกย้ายตู้จากจุดที่มีอัตราการใช้งานต่ำ ไปยังพื้นที่ที่มี Traffic หนาแน่นกว่า รวมถึงการนำตู้กลับมา Re-condition หรือปรับปรุงประสิทธิภาพให้พร้อมใช้งาน 100% อยู่เสมอ

นอกจากนี้ การจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาด ที่ถูกออกแบบมาให้ตรงกับพฤติกรรมผู้บริโภคแต่ละกลุ่ม และการปรับราคาขายให้เหมาะสมกับต้นทุนวัตถุดิบที่ผันผวน คือคีย์หลักที่ทำให้เต่าบินยังคงรักษากระแสเงินสดได้อย่างแข็งแกร่ง

Road to 2026 เป้าหมาย 10,000 จุด และการเป็นมากกว่าแค่ตู้กดน้ำ

เมื่อมองข้ามช็อตไปถึงปี 2569 ยุทธศาสตร์ของเต่าบินจะขยับจากการเป็นเพียง “Vending Machine” ไปสู่การเป็น “Integrated Lifestyle Experience” โดยมีไฮไลท์สำคัญคือ:

การ Synergy ระหว่าง Tao Bin x GINKA

นี่คือการรวมร่างครั้งสำคัญระหว่างธุรกิจเครื่องดื่มและธุรกิจพลังงานทางเลือก (EV Charging) ภายใต้โมเดล “Tao Bin Cafe x GINKA Charge Point” ซึ่งสอดรับกับเทรนด์ยานยนต์ไฟฟ้าที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด

  • แก้ Pain Point การรอคอย: ปัญหาของผู้ใช้รถ EV คือระยะเวลาในการชาร์จ (Waiting Time) เต่าบินจึงเข้าไปเติมเต็มช่องว่างนี้ด้วยการสร้างพื้นที่พักผ่อนขนาดเล็กที่มาพร้อมเครื่องดื่มและขนม
  • Smart Café for EV Lifestyle: การเปลี่ยนสถานีชาร์จให้เป็นคาเฟ่ขนาดย่อมที่ไม่มีพนักงาน (Staffless Cafe) ช่วยลดต้นทุนการดำเนินงาน แต่สามารถสร้างรายได้ตลอด 24 ชั่วโมง

นวัตกรรมใหม่: Tao Bin Counter & Self-Order Kiosk

เพื่อรองรับปริมาณลูกค้าในทำเลศักยภาพสูง เช่น ออฟฟิศบิลดิ้ง หรือสถานีขนส่ง เต่าบินได้พัฒนารูปแบบเครื่องแบบ “เคาน์เตอร์” ที่สามารถชงเครื่องดื่มพร้อมกันได้หลายแก้ว ลดระยะเวลาการรอคิวซึ่งเป็นหนึ่งในอุปสรรคสำคัญของการขยายฐานลูกค้าในชั่วโมงเร่งด่วน

นอกจากเครื่องดื่มแล้ว เราจะเห็นการบุกตลาด “Snack & Dessert” อย่างเต็มตัวผ่านตู้บริการอัตโนมัติและระบบสั่งซื้อด้วยตนเอง ที่มีการจัดการระบบคิวอย่างเป็นระบบ นี่คือการ Transform จากเครื่องขายน้ำ ไปสู่การเป็น “Mini Automated Restaurant” ในอนาคต

ความท้าทายและความยั่งยืน

เป้าหมาย 10,000 จุดในปี 2569 ไม่ใช่เรื่องไกลเกินเอื้อมสำหรับกลุ่ม FSMART แต่สิ่งที่ต้องจับตามองคือ “Customer Retention” หรือการทำให้ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำอย่างต่อเนื่อง ความหลากหลายของเมนู จะเป็นปัจจัยตัดสินใจหลัก

การนำข้อมูล จากการทำรายการกว่า 62 ล้านครั้งในปีที่ผ่านมา มาวิเคราะห์เพื่อออกเมนู Seasonality หรือโปรโมชั่นเฉพาะบุคคล จะช่วยเพิ่มความถี่ในการซื้อให้กลับมาเติบโตขึ้นอีกครั้ง

เต่าบินในปี 68-69 ไม่ได้มองตัวเองว่าเป็นเพียงแค่ธุรกิจ Vending Machine อีกต่อไป แต่กำลังวางหมากเป็น Ecosystem ของการใช้ชีวิตยุคใหม่ ที่เชื่อมโยง “Energy-Food-Lifestyle” เข้าด้วยกัน การที่มียอดขายแก้วลดลงแต่รายได้เพิ่มขึ้น คือสัญญาณบ่งบอกว่าแบรนด์ก้าวข้ามช่วงเวลาแห่งการสร้างการรับรู้ ไปสู่ช่วงของการสร้างมูลค่า และประสิทธิภาพอย่างเต็มตัว

I'm a Content Creator and Storyteller, and i love Shooting my daughter :><: