Get Out of Your Head

จิตใจและสมองเป็นสิ่งที่เรามักมองข้ามจนกว่ามันจะเริ่มส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการทำงานและการใช้ชีวิต ในแวดวงการตลาดและเทคโนโลยีที่เต็มไปด้วยข้อมูลมหาศาลและการแข่งขันที่ดุเดือด เรามักคุ้นเคยกับการทำงานของระบบ Automation แต่กลับลืมตระหนักว่า จิตใต้สำนึก ของเราก็มีระบบอัตโนมัติที่คอยควบคุมพฤติกรรมและการตัดสินใจเช่นกัน หนังสือ Get Out of Your Head โดย Jennie Allen ได้เจาะลึกถึงรูปแบบความคิดที่วนเวียนอยู่ในตัวเรา ซึ่งบ่อยครั้งสารสื่อประสาทเหล่านี้กลับนำพาเราดิ่งลงสู่ความบอบช้ำทางอารมณ์ หรือ Toxicity อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ชีวิตการทำงานนั้นหนักหน่วง และหลายครั้งคนทำงานก็อดไม่ได้ที่จะจมลงสู่ปลักของความคิดลบ

บางคนอาจพบทางออกในความเชื่อหรือการเจริญสติ แต่มีเพียงไม่กี่คนที่จะเข้าถึงความสงบที่แท้จริงได้ คนส่วนใหญ่ยังคงถูกแช่แข็งด้วยความกลัว ผู้ที่ไม่แสวงหาความช่วยเหลือจากภายนอกมักจะจมอยู่กับความเย้ยหยัน และความเฉยชา เมื่อก้าวลึกลงไปในวงจรนี้ พวกเขามักยอมจำนนต่อความล้มเหลวโดยมองข้ามทางเลือกที่ตนเองมีตั้งแต่ต้น ท้ายที่สุด ความคิดลบก็กลายเป็นผลลัพธ์จากการตัดสินใจที่มักแฝงตัวมาในรูปของความเฉื่อยชา

ความเชื่อและวิทยาศาสตร์มักเดินบนเส้นทางเดียวกัน ทางเลือก ถือเป็นเครื่องมือที่ทรงพลัง ในขณะที่ความรู้สึกก็เป็นนักเชิดหุ่นที่เก่งกาจ เรามักยอมรับการด้อยค่าตัวเองเมื่อเราไม่สามารถตระหนักถึงความคิดลบที่เกิดขึ้น ส่งผลให้เป้าหมาย ความฝัน และความสัมพันธ์ของเราดิ่งลงสู่จุดต่ำสุด Jennie Allen เคยเป็นผู้ที่มีความมั่นใจอย่างเปี่ยมล้น แต่หลังจากเผชิญกับภาวะชะงักงันทางความเชื่อถึง 18 เดือน เธอได้สูญเสียความเข้มแข็งไป เธอจึงเริ่มค้นหาต้นตอของวงจรความคิดที่เป็นพิษนี้ จนกระทั่งสามารถสร้างภูมิคุ้มกันต่อความคิดลบได้สำเร็จ และได้นำหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และศาสนามาประยุกต์ใช้เพื่อช่วยเหลือผู้อื่นต่อไป

Get Out of Your Head

ฟันเฟืองที่ขับเคลื่อนจิตใจ ในยุคโซเชียลมีเดียกลายเป็นกับดัก

ความคิดหล่อหลอมตัวตนของเราในระดับจิตใต้สำนึก แม้จะเป็นเพียงความคิดชั่วแล่นหรือไร้สาระ แต่น้ำหนักของมันกลับมหาศาล สิ่งที่ไร้เหตุผลอย่างแท้จริงคือการที่ความคิดแบบสุ่มเหล่านี้สามารถเข้ามามีอิทธิพลต่อกิจวัตรและความสัมพันธ์ของเราได้

นักการตลาดและคนทำงานสายดิจิทัลต่างประสบปัญหาจากการเสพติดสมาร์ทโฟนเป็นสิ่งแรกในตอนเช้า พฤติกรรมนี้กัดกินคนทั้งรุ่นและส่งผลกระทบในวงกว้าง การติดตามชีวิตของบุคคลที่มีชื่อเสียงหรือแม้แต่เพื่อนร่วมงานที่ประสบความสำเร็จ ทำให้เราได้รับภาพความเป็นจริงที่บิดเบี้ยว สิ่งนี้บดบังอารมณ์และการมองเห็นคุณค่าในตัวเอง โซเชียลมีเดียสร้างความสงสัยที่ไม่มีมูลความจริง ซึ่งมักสะท้อนออกมาในรูปแบบของการมีความเคารพตัวเองต่ำ หรือ Low Self-esteem เกิดความหวาดระแวง และขาดความไว้วางใจต่อคนใกล้ชิด ซึ่งสามารถทำลายแผนการชีวิตได้อย่างย่อยยับ ผลที่ตามมาคือเรามักสะดุดล้มลงในความขัดแย้งที่ไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นเลย

จิตใจสามารถเป็นได้ทั้งอิสรภาพที่ยิ่งใหญ่ที่สุด และกับดักที่อันตรายที่สุด โซเชียลมีเดียไม่ใช่สถานที่เดียวที่เพาะพันธุ์ความคิดลบ จึงไม่น่าแปลกใจที่การต่อสู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของคนรุ่นเราคือการต่อสู้เพื่อแย่งชิงพื้นที่ในจิตใจ ความคิดที่หลั่งไหลเข้ามาในสมองของเราในแต่ละวันมีไม่ต่ำกว่าสามหมื่นเรื่อง การต่อสู้ครั้งนี้จึงเป็นเรื่องท้าทายอย่างยิ่ง

เมื่อใดก็ตามที่มีความคิดผุดขึ้นมา อารมณ์จะเป็นตัวกระตุ้นเสมอ ตัวอย่างเช่น ภาพลักษณ์ที่ถูกปรุงแต่งอย่างสมบูรณ์แบบบนโลกออนไลน์ มักจุดประกายความคับข้องใจ ความผิดหวัง และความไม่พอใจในความสำเร็จของตนเอง ความกังวลในรูปแบบของการตั้งคำถามว่า ผลงานเรายังดีไม่พอ หรือ พวกเขาจะไม่มีวันยอมรับในตัวฉัน เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องเคยเผชิญ ยิ่งความคิดเหล่านี้ถูกทำซ้ำมากเท่าไร การตัดสินใจที่ผิดพลาดก็จะยิ่งหล่อหลอมพฤติกรรม และส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ให้เลวร้ายลงเท่านั้น

เราสามารถตกลงสู่วงจรความเป็นพิษได้ 3 ทางคือ

  • กระโจนลงไปเอง
  • ลื่นไถลลงไปโดยไม่ได้ตั้งใจ
  • ถูกผลักตกลงไป

ปกป้องความคิดไม่ให้ทำร้ายตัวเอง

อารมณ์คือรากฐานของวงจรความคิดลบ ความกังวลในชีวิตประจำวัน ภาระงาน ปัญหาการเงิน ความล้มเหลว หรือความเจ็บปวด ล้วนเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดอารมณ์เชิงลบ ความคิดที่ว่า ฉันจะไม่มีวันประสบความสำเร็จ มักนำไปสู่การกระทำที่ทำลายล้าง เราพยายามทำให้ความเจ็บปวดชาชิน เพิกเฉยต่อความกลัว หรือแสร้งทำเป็นมีความสุขเพื่อไม่ให้เป็นภาระของคนรอบข้าง เพราะรู้สึกว่าตนเองไม่คู่ควรได้รับความช่วยเหลือ

อย่างไรก็ตาม เราไม่สามารถรับมือกับความคิดลบด้วยการตีตัวออกห่างหรือการเสแสร้งได้ ในทางกลับกัน เราจะยิ่งตกเป็นเหยื่อของวงจรที่อันตรายนี้เมื่อเราหลีกเลี่ยงตัวกระตุ้น งานวิจัยระบุว่า 70% ของอารมณ์ที่เรามีคืออารมณ์เชิงลบ สถิติเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาสังคมที่กำลังขยายตัว และความเป็นจริงที่ว่าความเครียดสะสมได้กลายเป็นเรื่องปกติสำหรับคนส่วนใหญ่ไปแล้ว

แนวทางหนึ่งในการรับมือคือการ จับกุม ความคิดที่เป็นอันตราย Daniel Siegel ศาสตราจารย์ด้านจิตเวชศาสตร์คลินิก ระบุว่าสมองของเราจะพัฒนาการเชื่อมต่อของเส้นประสาทในเรื่องที่ได้รับความสนใจมากที่สุด จากนั้นจะสร้างพฤติกรรมและนิสัยที่หล่อหลอมบุคลิกภาพของเรา เราต้องเปลี่ยนจุดสนใจไปยังเรื่องที่ดีต่อสุขภาพจิตมากขึ้นเพื่อขัดจังหวะการคิดลบ ซึ่งหมายถึงการต้องใช้ความตั้งใจและความอุตสาหะอย่างหนัก

Mental Story Map เป็นแบบฝึกหัดที่ช่วยติดตามเส้นทางของอารมณ์เชิงลบ โดยให้เขียนอารมณ์ที่คุณกำลังเผชิญอยู่บ่อยที่สุด เช่น ความวิตกกังวล ความโกรธ ความคับข้องใจ หรือความสงบ ไว้ในวงกลมตรงกลาง จากนั้นเพิ่มปัจจัยที่หล่อเลี้ยงความรู้สึกเหล่านี้ไว้รอบ ๆ วงกลม เช่น หน้าที่การงาน ปัญหาการเงิน ความสัมพันธ์ แล้วอธิบายว่าสิ่งเหล่านั้นส่งผลต่อความรู้สึกของคุณอย่างไร แบบฝึกหัดนี้จะช่วยเคลียร์พื้นที่ในสมองและตรวจสอบสาเหตุของอารมณ์ได้อย่างมีเหตุผล

ทลายกำแพงแห่งความกลัวและการเปิดรับความเปราะบาง

ความวิตกกังวลเป็นกลไกการเอาชีวิตรอดที่ทำงานเพื่อตอบสนองต่ออันตราย แต่มันอาจถูกกระตุ้นในเวลาที่ผิดพลาด นำไปสู่วงจรทางอารมณ์ที่เลวร้าย เมื่อความวิตกกังวลและความอับอายกักขังเราไว้ในความโดดเดี่ยว เราจะไม่แสวงหาความช่วยเหลือ เรามักแสร้งทำเป็นมองโลกในแง่ดี หรือ Toxic Optimism เพื่อปกปิดความอ่อนแอ

การเปิดรับความเสี่ยงอย่างปลอดภัยประกอบด้วย 4 ขั้นตอนดังนี้

  • ค้นหาบุคคลที่ไว้ใจได้: ยึดติดกับคนที่ยอมรับได้ทั้งจุดอ่อนและจุดแข็งของตนเอง
  • กล้าที่จะขอความช่วยเหลือ: ในความเป็นจริง คนส่วนใหญ่ก็ประหม่าไม่ต่างจากคุณ
  • ตอบตกลงในโอกาสต่าง ๆ: ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อก้าวออกจากเซฟโซน
  • เปิดเผยความแปลกประหลาดของตัวเอง: การแสร้งเป็นคนอื่นจะดึงดูดคนที่ไม่ใช่เข้ามาในชีวิต

คนวัยทำงานมักเกิดความเย้ยหยัน เมื่อความเป็นจริงพุ่งชนความฝันอย่างจัง เพื่อหลีกเลี่ยงความเจ็บปวด พวกเขาสร้างเปลือกที่แข็งกระด้างขึ้นมาปกป้องตัวเอง นำไปสู่การมองข้ามโอกาสที่ดีและความตั้งใจจริงของผู้อื่น ในขณะที่ความอ่อนน้อมถ่อมตนคือเครื่องมือที่ทรงพลังในการต่อสู้กับความเย้ยหยัน เพราะมันอนุญาตให้เราทำผิดพลาดได้ และเตือนให้รู้ว่าเราก็เป็นเพียงมนุษย์คนหนึ่ง

Thumbsup มองว่า คนทำงานในแวดวงการตลาดและเทคโนโลยีต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์และการวิเคราะห์ข้อมูลตลอดเวลา สมองที่ทำงานหนักเกินขีดจำกัดมักจะตกหลุมพรางของวงจรความคิดลบได้ง่ายกว่าปกติ หนังสือ Get Out of Your Head ชี้ให้เห็นว่าการแก้ปัญหาไม่ใช่การหลบหนี หรือการปฏิเสธความจริง แต่คือการ รู้เท่าทัน และ ปรับทิศทาง ของความคิดอย่างมีกลยุทธ์

การนำแนวคิด Mental Story Map มาใช้เพื่อมองหาต้นตอของอารมณ์อย่างเป็นระบบ ถือเป็นวิธีที่ปฏิบัติได้จริงและเห็นผล นอกจากนี้ การลด Ego ลง และยอมรับในความเปราะบางของตนเอง จะเป็นสะพานเชื่อมไปสู่เครือข่ายความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่ง ซึ่งในโลกของการทำงานจริง คอนเนคชัน และ ทีมเวิร์ก ที่มาจากความจริงใจ คือสินทรัพย์ที่ประเมินค่าไม่ได้ การปลดล็อกตัวเองจากกรอบความคิดลบจึงไม่ใช่แค่การรักษาสุขภาพจิต แต่เป็นการสร้างความได้เปรียบในการก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน

อ่านเพิ่มเติม

I'm a Content Creator and Storyteller, and i love Shooting my daughter :><: