อุตสาหกรรมบริการและร้านอาหาร (HoReCa) ถือเป็นหนึ่งในเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจไทย ข้อมูลล่าสุดระบุว่าภาคธุรกิจนี้สร้างเม็ดเงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจสูงถึง 8 แสนล้านบาท และมีอัตราการเติบโตถึง 10% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ตัวเลขนี้ไม่เพียงสะท้อนการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว แต่ยังตอกย้ำถึงศักยภาพของอาหารไทยในฐานะ Soft Power ระดับโลก
อย่างไรก็ตาม ภายใต้โอกาสมหาศาล ผู้ประกอบการกว่า 99% ซึ่งเป็นกลุ่ม SME ทั้งโรงแรมกว่า 13,000 แห่ง และธุรกิจจัดเลี้ยงอีกกว่า 700 ราย ต่างต้องเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน ทั้งต้นทุนวัตถุดิบ พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป และการแข่งขันที่รุนแรง
นี่จึงเป็นที่มาของการจัดงาน “Makro HORECA 2026” มหกรรมธุรกิจอาหารประเทศไทย ครั้งที่ 19 ภายใต้แนวคิด “FOOD FESTA จุดพลุความคิด จุดไฟธุรกิจอาหาร” ซึ่งแม็คโคร (Makro) ภายใต้บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) ไม่ได้มองตัวเองเป็นเพียง “ผู้ค้าส่ง” อีกต่อไป แต่กำลังก้าวสู่บทบาท “พันธมิตรเชิงกลยุทธ์” อย่างเต็มตัว ตลอดเส้นทาง 37 ปีที่ผ่านมา แม็คโครได้พิสูจน์ให้เห็นถึงการเติบโตเคียงข้างผู้ประกอบการไทย และในปีนี้ พวกเขาพร้อมนำเสนอ Retail Tech และโซลูชันด้านอาหารที่จะมาพลิกโฉมวงการ B2B อย่างเป็นรูปธรรม

เมกะเทรนด์ Ready-to-Cook (RTC): ทางรอดของร้านอาหารยุคใหม่
หนึ่งในอินไซต์ที่น่าสนใจจากงานครั้งนี้คือการปรับตัวของธุรกิจอาหารในยุคที่ต้นทุนแรงงานและวัตถุดิบมีความผันผวน คุณธนิศร์ เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร กลุ่มธุรกิจค้าส่ง บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) ชี้ให้เห็นว่า การทำธุรกิจอาหารในปัจจุบันไม่ได้มีโจทย์แค่ความอร่อย แต่ต้องตอบสนองความสะดวกรวดเร็วและประสบการณ์ที่ดีของลูกค้า
แม็คโครจึงมุ่งลงทุนและผลักดันโซลูชันอาหารกลุ่มพร้อมปรุง (Ready-to-Cook หรือ RTC) ให้กลายเป็นเมกะเทรนด์สำหรับธุรกิจอาหาร สินค้ากลุ่ม RTC ไม่เพียงแต่ช่วยลดภาระหลังบ้านของร้านอาหารในการเตรียมวัตถุดิบ แต่ยังเอื้อให้ผู้ประกอบการสามารถขยายไลน์เมนูใหม่ๆ ได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องแบกรับต้นทุนการทดลองที่สูงเกินไป การมีน้ำซอสสูตรเฉพาะหรือวัตถุดิบที่ผ่านการเตรียมการเบื้องต้นมาแล้ว ช่วยให้ร้านค้าบริหารจัดการสต็อกได้ง่ายขึ้น ควบคุมรสชาติให้คงที่ และที่สำคัญคือประหยัดเวลา ซึ่งตอบโจทย์ Pain Point ของธุรกิจร้านอาหารในปัจจุบันได้อย่างตรงจุด

ทรานส์ฟอร์ม “โชห่วย” สู่ “สมาร์ทโชห่วย” ด้วย Retail Tech ของคนไทย
นอกเหนือจากกลุ่มร้านอาหาร ฐานลูกค้าสำคัญของแม็คโครคือกลุ่มร้านค้าปลีกรายย่อยหรือ “โชห่วย” ซึ่งยังคงมีการเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยเฉพาะในภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) ที่มียอดขายสูงสุด รองลงมาคือภาคใต้ การสนับสนุนโชห่วยซึ่งเป็นรากฐานของเศรษฐกิจฐานรากจึงเป็นภารกิจสำคัญที่แม็คโครร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์อย่างใกล้ชิด
จุดเปลี่ยนสำคัญคือการนำ Retail Tech เข้ามาแก้ปัญหาให้กับร้านโชห่วยแบบดั้งเดิม แม็คโครได้พัฒนาระบบ SMART POS ขึ้นมาเองด้วยทีมงานในประเทศ หลังจากพบว่าการใช้ระบบอีคอมเมิร์ซและ POS จากต่างชาติมักประสบปัญหาระบบล่มและไม่ยืดหยุ่นพอสำหรับพฤติกรรมของพ่อค้าแม่ค้าชาวไทย ระบบ SMART POS นี้มาพร้อมฟีเจอร์ Auto Order ผ่านหน้าจอแท็บเล็ต ช่วยให้ร้านค้าตัดสินใจสั่งของและบริหารสต็อกได้แบบเรียลไทม์
จากเดิมที่ร้านโชห่วยต้องสั่งสินค้ามากองไว้หน้าร้าน จัดเรียง แล้วค่อยยิงบาร์โค้ดเข้าสต็อก ระบบใหม่นี้เชื่อมโยงระบบหลังบ้านของแม็คโครเข้ากับสต็อกของร้านโชห่วยโดยตรง ทำให้อีโคซิสเต็มของการจัดการร้านค้าง่ายและไร้รอยต่อ ปัจจุบันมีร้านโชห่วยใช้งานระบบนี้แล้วกว่าพันราย และเพื่อเข้าถึงหัวใจของโชห่วยอย่างแท้จริง แม็คโครยังมีแผนขยายการจัดงานและเวิร์กชอปไปยังพื้นที่ยุทธศาสตร์อย่างจังหวัดขอนแก่นอีกด้วย

สตาร์ทเครื่อง Makro PRO ดันยอดขายออนไลน์ทะยานสู่ “แสนล้าน”
ในยุคที่ดิจิทัลดิสรัปชันเข้ามามีบทบาท การปรับตัวขององค์กรขนาดใหญ่อย่างแม็คโครถือเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจ แพลตฟอร์ม Makro PRO กลายเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ขับเคลื่อนยอดขายออนไลน์อย่างก้าวกระโดด ในปีที่ผ่านมาแม็คโครทำยอดขายผ่านช่องทางออนไลน์ได้ถึง 72,000 ล้านบาท และตั้งเป้าหมายที่ท้าทายในปี 2026 ว่าจะสามารถปิดยอดที่ 100,000 – 110,000 ล้านบาท ซึ่งตัวเลขนี้อาจส่งผลให้แม็คโครก้าวขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งของแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซแบบ B2B ในภูมิภาคอาเซียน
ข้อได้เปรียบที่ทำให้ Makro PRO แตกต่างจากแพลตฟอร์ม E-commerce ทั่วไป คือการบริหารจัดการสต็อกสินค้า และควบคุม Gross Merchandise Volume (GMV) ด้วยตัวเองทั้งหมด ในขณะที่แพลตฟอร์มอื่นๆ อาจทำหน้าที่เพียงตัวกลางและหักค่าธรรมเนียมประมาณ 15% การที่แม็คโครดูแลทั้งระบบตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ทำให้สามารถบริหารต้นทุน ควบคุมคุณภาพ และจัดการข้อมูลลูกค้าได้อย่างแม่นยำ ปัจจุบันสัดส่วนยอดขายออนไลน์ของแม็คโครอยู่ที่ช่วงกลาง 30% และคาดว่าจะแตะ 40% ในปีหน้า อย่างไรก็ตาม แม็คโครยังคงให้ความสำคัญกับประสบการณ์แบบ Omnichannel เพราะผู้ประกอบการยังคงต้องการมาสัมผัส ตรวจสอบคุณภาพวัตถุดิบ และทดลองชิมสินค้าผ่านเวิร์กชอปที่สาขา
น่านน้ำใหม่ การตลาดแบบ IP และ Content Creator
เพื่อให้สอดรับกับพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่ที่ใช้เวลาบนโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะแพลตฟอร์มวิดีโอสั้นอย่าง TikTok แม็คโครได้ริเริ่มกลยุทธ์การทำการตลาดผ่าน IP (Intellectual Property) ด้านอาหาร เพื่อสร้างความสนุกสนานและดึงดูดกลุ่มคนรุ่นใหม่ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการสร้างสรรค์เมนูอย่าง “ซาลาเปามินเนี่ยน” หรือการนำเสนอคอนเทนต์ “ไก่ย่างฝีมือเชฟหลายรสชาติ” และ “ซี่โครงหมูขนาดใหญ่” ซึ่งนอกจากจะสร้างยอดวิวและการรับรู้ แล้ว ยังสามารถกระตุ้นยอดขายกลับมายังตัวสินค้าได้จริง ถือเป็นการยกระดับจาก Wholesale สู่การเป็น Trendsetter ในวงการวัตถุดิบอาหาร
วิกฤตคือโอกาสในสายตาของผู้ไม่ยอมแพ้
แม้จะมีกระแสข่าวเกี่ยวกับการปิดตัวของร้านอาหารหรือภาพรวมเศรษฐกิจที่อาจไม่ได้เติบโตอย่างหวือหวา แต่ข้อมูลจากแม็คโครชี้ให้เห็นว่า ยอดขายในสัดส่วน 65-70% ยังคงมาจากกลุ่มธุรกิจบริการ และตัวเลขผู้สมัครสมาชิกของแม็คโครก็ยังคงเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นว่าผู้ประกอบการ B2B ยังคงมีความแข็งแกร่งและมองหาทางเลือกใหม่ๆ ในการทำธุรกิจอยู่เสมอ
ประโยคทิ้งท้ายของคุณธนิศร์ เจียรวนนท์ ที่กล่าวว่า “แม้เศรษฐกิจจะไม่เติบโตมาก แต่ยังมีธุรกิจที่เติบโตอยู่ อย่ามองวิกฤตเป็นวิกฤต แต่ต้องมองหาโอกาสถึงจะมีทางประสบความสำเร็จ” น่าจะเป็นบทสรุปที่สะท้อนทิศทางของ Makro HORECA 2026 ได้ดีที่สุด งานนี้จึงไม่ใช่แค่การมาเดินซื้อของเข้าร้าน แต่คือการมาค้นหา “โซลูชัน” “นวัตกรรม” และ “เครือข่าย” เพื่อยกระดับศักยภาพธุรกิจอาหารไทยให้โตไกลระดับโลก




