โลกธุรกิจในปัจจุบันกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทนำในทุกมิติของการดำเนินงาน ภาคเอกชนเน้นย้ำและให้ความสำคัญอย่างยิ่งเรื่องการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้งานอย่างเป็นรูปธรรม
โดยเฉพาะอย่างยิ่งองค์กรยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง Microsoft และ AWS ที่ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่การพัฒนาซอฟต์แวร์ระดับองค์กร แต่ยังเดินหน้าสนับสนุนภาคการศึกษาของประเทศไทยอย่างเต็มกำลัง ซึ่งโครงการริเริ่มจากทั้งสององค์กรนี้ สามารถเข้าถึงและสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อการพัฒนาทักษะดิจิทัลให้กับคนไทยได้มากถึงหลายแสนคน

ความท้าทายของตลาดแรงงานไทยกับช่องว่างทางทักษะดิจิทัล
แม้ความตื่นตัวเรื่อง Generative AI จะมีสูง แต่ในทางปฏิบัตินั้น ภาคธุรกิจยังคงเผชิญกับกำแพงความท้าทายที่สำคัญ ข้อมูลจากการศึกษาของ AWS และ Strand Partners ในปี 2568 ระบุว่า 47% ของธุรกิจในประเทศไทยมองว่า “การขาดแคลนทักษะด้านดิจิทัล” คืออุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดในการนำ AI มาประยุกต์ใช้ในองค์กร นอกจากนี้ยังมีการประเมินอย่างชัดเจนว่า ความรู้ความเข้าใจด้าน AI จะกลายเป็นคุณสมบัติที่จำเป็นสำหรับ 61% ของตำแหน่งงานในอนาคตอันใกล้นี้ ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า การเร่งสร้างบุคลากรที่มีความพร้อมด้านดิจิทัลตั้งแต่ระดับการศึกษาต้นทาง คือวาระเร่งด่วนที่รอไม่ได้

AWS ThaksaAI: เปลี่ยนทฤษฎีสู่การสร้างสรรค์นวัตกรรมด้วยคลาวด์
เพื่อแก้ไขปัญหาช่องว่างทางทักษะดังกล่าว Amazon Web Services (AWS) ได้ผลักดันโครงการที่มีชื่อว่า “ThaksaAI” (ทักษะเอไอ) โครงการนี้ถูกออกแบบมาเพื่อส่งมอบการฝึกอบรมด้านคลาวด์คอมพิวติ้งและ Generative AI ให้แก่นักเรียนไทยทั่วประเทศ ครอบคลุมตั้งแต่ระดับโรงเรียนอาชีวศึกษาไปจนถึงมหาวิทยาลัย สิ่งที่ทำให้โครงการนี้โดดเด่นคือรูปแบบการเรียนการสอนที่ไม่เน้นเพียงทฤษฎี แต่เป็นการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติจริง (Hands-on)
ความสำเร็จและผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมของโครงการ ThaksaAI มีดังนี้:
- การเข้าถึงที่ครอบคลุม: ภายในระยะเวลาเพียงสองปี โครงการนี้สามารถเข้าถึงนักเรียนได้มากกว่า 23,000 คน
- การกระจายตัวระดับประเทศ: มีการอบรมคุณครูหลายร้อยคนใน 50 จังหวัดทั่วประเทศไทย
- เครื่องมือที่ทรงประสิทธิภาพ: หลักสูตรมีการใช้เครื่องมือของ AWS เช่น PartyRock และ AWS Skill Builder เพื่อให้นักเรียนสามารถออกแบบและพัฒนาแอปพลิเคชัน Generative AI ได้ด้วยตนเอง
ตัวอย่างความสำเร็จที่น่าสนใจคือกรณีของ พิทยารัตน์ รักสนิท และพิริยา สุขมงคลรัตน์ นักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายจากจังหวัดจันทบุรี ที่ได้พัฒนาแอปพลิเคชัน “EduProblem Generator” นวัตกรรมนี้ขับเคลื่อนด้วย AI เพื่อสร้างชุดคำถามฝึกฝนเฉพาะบุคคล ช่วยเพื่อนร่วมชั้นในการเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัยระบบ TCAS ในขณะที่นักเรียนจากจังหวัดฉะเชิงเทราอย่าง ชญาดา คงอาษา, อรวรรณ ดิษเสถียร และกนกกร ลำดี ได้พัฒนา “Mini Builder” แพลตฟอร์มที่ใช้ข้อมูลพื้นฐานเพื่อสร้างคำแนะนำการออกแบบบ้าน ภาพจำลอง และประมาณการค่าก่อสร้างได้อย่างรวดเร็ว
ความมุ่งมั่นของ AWS ไม่ได้หยุดเพียงระดับโรงเรียน ล่าสุดในงาน ThaksaAI Awarding Event เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2569 สถาบันวิจัยและให้คำปรึกษาแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกับ AWS เพื่อขยายผลการพัฒนาโครงการนี้เข้าสู่ระดับอุดมศึกษาต่อไป

Microsoft AI for Teachers เสริมพลังผู้สอน สู่การยกระดับผู้เรียน
ในอีกด้านหนึ่งของการพัฒนาการศึกษา บริษัท ไมโครซอฟท์ ประเทศไทย ได้ให้ความสำคัญกับ “ผู้สอน” ในฐานะกลไกสำคัญของการเปลี่ยนแปลง โดยได้ร่วมมือกับกระทรวงศึกษาธิการ และภาคีเครือข่าย ได้แก่ สพฐ., สอศ., สสวท., และ ETDA ประกาศความสำเร็จของโครงการ “AI for Teachers” โครงการนี้มุ่งเน้นการพัฒนาทักษะและเสริมสร้างความรู้ด้าน AI ให้ครูไทยสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีจริยธรรม และมีความรับผิดชอบ
สถิติที่น่าสนใจจากความสำเร็จของโครงการ “AI for Teachers” ระหว่างเดือนตุลาคม 2568 ถึงมีนาคม 2569 ได้แก่:
- จำนวนผู้เข้าร่วม: มีคุณครูที่เข้าร่วมและสำเร็จการอบรมตามเกณฑ์สูงถึง 160,507 คน
- จำนวนผู้ผ่านการรับรอง: มีคุณครูที่ได้รับใบประกาศนียบัตรจากโครงการแล้วจำนวน 135,560 คน
- ผลกระทบต่อผู้เรียน: โครงการนี้สามารถสร้างการขยายผลต่อไปยังนักเรียนในระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา และอาชีวศึกษาได้มากถึง 3,326,065 คน

ผลสำรวจความพึงพอใจจากผู้บริหารสถานศึกษาและคุณครู 1,414 คนทั่วประเทศ สะท้อนให้เห็นถึงประโยชน์ของเทคโนโลยีต่อแวดวงการศึกษาอย่างชัดเจน
- การลดความเหลื่อมล้ำ: 99.7% ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่า AI ช่วยลดช่องว่างทางการเรียนรู้ โดยเฉพาะกับนักเรียนที่เรียนรู้ช้าหรือมีข้อจำกัดด้านภาษา
- การลดภาระงาน: 98% ของคุณครูมีความมั่นใจในการใช้ AI เพิ่มขึ้น และเทคโนโลยีนี้สามารถช่วยลดภาระงานลงได้เฉลี่ย 4 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ (หรือประมาณ 153,000 ชั่วโมงต่อปี)
- การใช้งานอย่างมีความรับผิดชอบ: 94.8% ของผู้ตอบแบบสอบถามสังเกตเห็นว่า นักเรียนสามารถใช้งาน AI ได้อย่างมีความรับผิดชอบและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น
- ทิศทางเชิงนโยบาย: 88.6% ของโรงเรียนที่เข้าร่วมมีนโยบายด้าน AI แล้ว หรือกำลังอยู่ในระหว่างการจัดทำนโยบาย
นอกจากนี้ โครงการดังกล่าวยังได้มอบรางวัลให้แก่ผลงานนวัตกรรมการสอนที่โดดเด่น เช่น สื่อจำลองกลไกประสาทรีเฟล็กซ์จากทีม Jorpor Science Phit, สื่อการเรียนรู้วัฏจักรน้ำและฝนหลวงจากทีม AI4Edu, และสื่อการสอนสุขอนามัยสำหรับเด็กเล็กในรูปแบบการ์ตูนจากทีม AI_for_All_1
การลงทุนด้านทรัพยากรบุคคลผ่านการศึกษา คือรากฐานที่สำคัญที่สุดในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ การที่ภาคเอกชนเข้ามามีบทบาทหลักในการสนับสนุนเทคโนโลยีและเครื่องมือล้ำสมัย พร้อมทั้งสร้างโครงการที่สามารถเข้าถึงคนไทยนับแสนคน ทั้งในส่วนของผู้เรียนและผู้สอน ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะทำให้ประเทศไทยเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็น AI First Nation ได้อย่างยั่งยืนและแข็งแกร่ง



