ในยุคที่โลกธุรกิจขับเคลื่อนด้วย Data และ Automation เราเห็นองค์กรน้อยใหญ่แห่ลงทุนในเทคโนโลยี AI และ Chatbot เพื่อยกระดับการให้บริการลูกค้าตลอด 24 ชั่วโมง แต่คำถามที่น่าสนใจคือ การนำเทคโนโลยีล้ำสมัยเข้ามาใช้นั้น ตอบโจทย์สิ่งที่ลูกค้าต้องการจริงๆ หรือเป็นเพียงการลดต้นทุนขององค์กร

ผลสำรวจล่าสุดจาก Ipsos CX Global Insights 2026: 360 View of CX in Thailand ได้เปิดเผยตัวเลขที่สร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับคนทำธุรกิจและนักการตลาด เมื่อพบว่าประสบการณ์เชิงบวกของผู้บริโภคชาวไทยกลับร่วงลงจาก 73% เหลือเพียง 64% ในขณะที่ประสบการณ์เชิงลบขยับเพิ่มขึ้น

ตัวเลขนี้กำลังสะท้อนให้เห็นว่า โจทย์ที่ท้าทายที่สุดของแบรนด์ในวันนี้ ไม่ใช่การแข่งขันกันว่าใครมีเทคโนโลยีที่ฉลาดกว่ากัน แต่คือการทำให้ลูกค้ารู้สึกว่า แบรนด์ “เข้าใจ” และ “แก้ปัญหาได้จริง”

Customer Experience (CX) ตัวชี้วัดที่สำคัญไม่แพ้ชื่อเสียงของแบรนด์

หากมองย้อนกลับไปในอดีต ผู้บริโภคมักตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าจากชื่อเสียงของแบรนด์ และแคมเปญการสื่อสารการตลาดที่น่าดึงดูด แต่ในปัจจุบันที่ผู้บริโภคมีทางเลือกมหาศาล ประสบการณ์ที่เกิดขึ้นจริงระหว่างการใช้งานสินค้า บริการ และการติดต่อกับแบรนด์ กลายเป็นปัจจัยชี้ขาดที่สำคัญไม่แพ้กัน

ต่อให้แบรนด์มีภาพลักษณ์ที่ดูดี สินค้ามีนวัตกรรมล้ำหน้า แต่หากบริการหลังการขายสอบตก หรือปล่อยให้ลูกค้าต้องเผชิญกับระบบอัตโนมัติที่คุยไม่รู้เรื่องเมื่อเกิดปัญหา ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อ Customer Loyalty และนำไปสู่การเปลี่ยนใจไปหาคู่แข่งในที่สุด

ถอดรหัส 4 รอยรั่วที่สร้างประสบการณ์เชิงลบ 

การที่ประสบการณ์เชิงบวกของผู้บริโภคไทยลดลง มีต้นตอมาจากความไม่สอดคล้องกันระหว่างสิ่งที่ลูกค้าคาดหวังกับสิ่งที่แบรนด์ส่งมอบ โดย Ipsos ชี้ให้เห็นถึง 4 ปัจจัยหลักที่มักจะทำลายประสบการณ์ของลูกค้า ได้แก่

  • Service Issues (ปัญหาด้านการบริการ): เป็นจุดบอดคลาสสิกของยุค AI เมื่อ Chatbot ไม่สามารถตอบคำถามที่มีความซับซ้อนได้ ลูกค้าหาทางติดต่อ “พนักงานที่เป็นคน” ได้ยากลำบาก หรือแม้แต่การต้องเริ่มต้นเล่าปัญหาใหม่ทั้งหมดซ้ำแล้วซ้ำเล่าเมื่อมีการโอนสาย
  • Delays (ความล่าช้า): การแก้ปัญหาที่ไม่ทันท่วงที ปล่อยให้ลูกค้าต้องเป็นฝ่ายโทรหรือทักแชทเพื่อติดตามความคืบหน้าด้วยตัวเอง
  • Cost & Transparency (ความโปร่งใสและค่าใช้จ่าย): การซ่อนเงื่อนไข ข้อมูลไม่ชัดเจน หรือมีค่าใช้จ่ายแอบแฝง ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าแบรนด์ไม่จริงใจและพยายามปกปิดข้อมูล
  • Technology Failure (ความขัดข้องทางเทคโนโลยี): เทคโนโลยีที่สร้างมาเพื่ออำนวยความสะดวก แต่เมื่อถึงเวลาใช้งานจริงกลับล่ม แอปพลิเคชันค้าง หรือระบบขัดข้องจนกลายเป็นอุปสรรคแทน

Callcenter people working calling for helpdesk hotline or Telesale agent, Customer support happy working with smile in office.

คน – คุณภาพ – ความใส่ใจ: 3 เสาหลักสร้าง Great Customer Experience

ในทางกลับกัน การจะกู้คืนความเชื่อมั่นและสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้านั้น ไม่ได้เกิดจากการประโคมเทคโนโลยีใส่ผู้บริโภค แต่กลับเป็นเรื่องของปัจจัยพื้นฐาน 3 ประการ

  1. People (บุคลากร): แม้ระบบอัตโนมัติจะช่วยคัดกรองปัญหาเบื้องต้นได้ แต่ในวินาทีที่ลูกค้าเดือดร้อน พวกเขายังคงต้องการพูดคุยกับ “มนุษย์” ที่มีวิจารณญาณ เข้าใจบริบท และสามารถใช้อำนาจในการตัดสินใจแก้ปัญหาได้ทันที
  2. Performance (ประสิทธิภาพ): สินค้าและบริการจะต้องมีคุณภาพและส่งมอบได้จริงตามที่แบรนด์ได้ให้คำมั่นสัญญาหรือโฆษณาเอาไว้
  3. Support (การสนับสนุน): เมื่อเกิดวิกฤตหรือปัญหา ลูกค้าคาดหวังความเข้าอกเข้าใจ การตอบสนองที่รวดเร็ว และการจัดการที่มีประสิทธิภาพจากแบรนด์

ยกระดับจาก “ความพึงพอใจ” สู่ “ความผูกพันทางอารมณ์”

แค่ทำตามมาตรฐานอาจไม่พออีกต่อไป การทำ CX ในยุคนี้ต้องก้าวข้ามคำว่า “พึงพอใจ” ไปสู่การสร้าง Emotional Attachment หรือความผูกพันทางอารมณ์ ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญที่จะล็อกใจลูกค้าให้อยู่กับแบรนด์ในระยะยาว

ปัจจัยที่ช่วยขับเคลื่อนความผูกพันทางอารมณ์ ประกอบไปด้วย

  • Empathy: พนักงานแสดงออกถึงความใส่ใจ เข้าใจความรู้สึกและปัญหาของลูกค้าอย่างแท้จริง
  • Rapid Support: ไม่ใช่แค่แก้ปัญหาได้ แต่ต้องจัดการ เคลม หรือช่วยเหลือด้วยความรวดเร็ว
  • Reliability: สินค้า บริการ และระบบต่างๆ มีความเสถียรและพึ่งพาได้เสมอ
  • Recognition: การทำให้ลูกค้ารู้สึกถึงความเป็นคนสำคัญ เช่น สิทธิพิเศษ (Privileges) หรือของขวัญที่สะท้อนถึงการเห็นคุณค่าของลูกค้า

AI ได้ประโยชน์กับใคร องค์กร หรือ ลูกค้า

ข้อมูลที่น่าสนใจอย่างยิ่งจาก Ipsos ประเทศไทย คือมุมมองของผู้บริโภคที่มีต่อ AI โดยผู้บริโภคมองว่า AI หรือ Chatbot มักจะมีข้อจำกัดในการทำความเข้าใจบริบทที่ซับซ้อน ทำให้หลายครั้งตอบไม่ตรงคำถามและสร้างความหงุดหงิด

75% ของผู้บริโภคมองว่า การนำ AI มาใช้นั้นเป็นการสร้างประโยชน์ให้กับ “องค์กร” มากกว่า ในขณะที่มีเพียง 25% เท่านั้นที่รู้สึกว่า “ลูกค้า” คือผู้ที่ได้รับประโยชน์สูงสุดจากการลงทุนนี้

สะท้อนให้เห็นว่า AI ไม่สามารถทดแทนพนักงานที่เป็นคนได้อย่างสมบูรณ์ โดยเฉพาะในเคสที่มีความซับซ้อน หรือเหตุการณ์ที่มีผลกระทบต่อจิตใจและทรัพย์สินสูง “People” จึงยังคงเป็นหัวใจหลักของความสำเร็จในงาน CX ซึ่งสามารถเห็นได้อย่างชัดเจนในหลากหลายอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็น ธุรกิจธนาคารที่ลูกค้าต้องการพนักงานเพื่อช่วยแก้ปัญหาเฉพาะหน้า, ธุรกิจประกันภัยและสายการบินที่ต้องการความใส่ใจจากตัวแทนและพนักงาน หรือแม้แต่ธุรกิจค้าปลีกที่พนักงานหน้าร้านยังคงเป็นผู้สร้างความประทับใจแรก

เข้าใจพฤติกรรมลูกค้าผ่านกรอบ “Forces of CX”

เพื่อให้องค์กรสามารถออกแบบประสบการณ์ได้อย่างแม่นยำ Ipsos ได้พัฒนา Framework ที่ชื่อว่า The Building Blocks of Great CX ซึ่งมองลึกตั้งแต่พื้นฐานจิตวิทยาของมนุษย์ ไปจนถึงสิ่งที่แบรนด์ส่งมอบ โดยแบ่งออกเป็น 3 เลเยอร์:

  • Human Needs: ความต้องการระดับรากฐานของมนุษย์ เช่น ความรู้สึกว่าสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ ได้รับความเป็นธรรม และมีความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง
  • Experience Value: คุณค่าที่ลูกค้าสัมผัสได้ ทั้งฟังก์ชันพื้นฐาน และมูลค่าเพิ่มที่ทำให้แบรนด์แตกต่าง
  • Brand Delivery: สิ่งที่เป็นรูปธรรมที่แบรนด์ต้องบริหารจัดการ เช่น การเชื่อมต่อแบบ Omnichannel, Personalization, คุณภาพพนักงาน และจุดยืนด้าน ESG

เมื่อนำมาจัดระดับความสำคัญขององค์ประกอบ CX จะแบ่งได้เป็น 3 ระดับ ได้แก่ Hygiene Factors (สิ่งที่ต้องมีเป็นพื้นฐาน เช่น ความโปร่งใส ระบบที่พร้อมใช้งาน), Added Value (มูลค่าเพิ่มที่ทำให้ดูดีขึ้น เช่น Omnichannel และการรักษา Brand Promise) และ Differentiators (จุดเด่นที่สร้างความแตกต่างและผูกพันใจ เช่น Personalization ที่รู้ใจลูกค้า)

3As: กลยุทธ์ CX แห่งอนาคต เมื่อคนและ AI ต้องทำงานร่วมกัน

ท้ายที่สุด เทคโนโลยีไม่ใช่ผู้ร้าย แต่การใช้เทคโนโลยีโดยปราศจากความเข้าใจมนุษย์คือหายนะ Ipsos จึงได้สรุปแนวทางรุกตลาด CX ในยุคใหม่ผ่านกลยุทธ์ 3As เพื่อประสานพลังระหว่างคนและเทคโนโลยีให้ออกมาสมบูรณ์แบบที่สุด

  • Accessibility (การเข้าถึง): เทคโนโลยีที่ดีต้องทำให้ลูกค้าเข้าถึงบริการได้ “ง่ายขึ้น” สะดวกไร้รอยต่อในทุกช่องทาง ต้องเป็นการลดความยุ่งยาก ไม่ใช่การสร้างเขาวงกตที่เพิ่มภาระให้ลูกค้าต้องหาทางออกเอง
  • Algorithmic (ความชาญฉลาด): การประยุกต์ใช้ AI และ Automation ต้องทำอย่างมีกลยุทธ์ เพื่อมุ่งสร้างคุณค่าและประสบการณ์ที่ดีขึ้น ไม่ใช่เอาเทคโนโลยีมาใช้เพียงเพราะ “ใครๆ เขาก็ทำกัน” หรือแค่อยากลดคน
  • Authenticity (ความจริงใจ): แบรนด์ต้องรักษาความจริงใจและความไว้วางใจเอาไว้ให้ได้ เพราะไม่ว่าเทคโนโลยีจะก้าวล้ำไปแค่ไหน ก็ไม่สามารถจำลองความเข้าอกเข้าใจที่แท้จริง และสายสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนมนุษย์ด้วยกันได้

ความท้าทายของผู้นำธุรกิจในวันนี้ จึงไม่ใช่การเลือกระหว่าง “เทคโนโลยี” หรือ “มนุษย์” แต่คือการหาจุดสมดุลที่จะใช้ AI จัดการงานระบบพื้นฐาน เพื่อคืนเวลาให้ “พนักงานมนุษย์” ได้ใช้ศักยภาพในการดูแลจิตใจและแก้ปัญหาที่ซับซ้อนให้กับลูกค้าได้อย่างเต็มที่ต่างหาก

 

I'm a Content Creator and Storyteller, and i love Shooting my daughter :><: