Atlas Shrugged

ในโลกของการทำงานยุคนี้ คำว่า Burnout หรือภาวะหมดไฟ กลายเป็น Buzzword ที่เราได้ยินกันจนชินหู แต่เคยตั้งคำถามไหมว่า จริง ๆ แล้วคนเก่ง ๆ หมดไฟเพราะ งานหนัก หรือเพราะพวกเขารู้สึกว่า โลก (หรือองค์กร) กำลังลงโทษความเก่งของพวกเขา กันแน่?

ลองจินตนาการดูเล่น ๆ ว่า ถ้าวันหนึ่ง Steve Jobs, Elon Musk หรือเหล่า Top Talent ในบริษัทของคุณที่คอยแบก KPI, คิดค้น Innovation ใหม่ ๆ และแก้ปัญหาที่คนอื่นทำพัง จู่ ๆ พวกเขาก็นัดกัน หยุด

ไม่ใช่การลาออกไปอยู่บริษัทคู่แข่ง แต่เป็นการ หายตัวไป ดื้อ ๆ ทิ้งให้โลกขับเคลื่อนด้วยคนที่เหลืออยู่นั่นคือคนที่ทำเป็นแต่ประชุม สั่งงาน และเคลมผลงาน

นี่คือพล็อตเรื่องสุดคลาสสิกแต่น่าขนลุกจาก Atlas Shrugged นวนิยายเชิงปรัชญาของ Ayn Rand ที่เขียนไว้ตั้งแต่ปี 1957 แต่กลับสะท้อนภาพ Pain Point ของคนทำงานยุค 2025 ได้อย่างตรงที่สุด วันนี้ Thumbsup จะพามาถอดรหัสหนังสือเล่มนี้ในมุมมองที่คนทำธุรกิจและนักการตลาดต้องสะดุ้ง

Atlas Shrugged

เมื่อ “เดอะแบก” ถูกมองว่าเป็นศัตรู

เรื่องราวเริ่มต้นในโลก Dystopia ที่เศรษฐกิจกำลังพังพินาศ โครงสร้างพื้นฐานเสื่อมโทรม รถไฟตกราง โรงงานปิดตัว แต่ท่ามกลางความโกลาหลนั้น มีคนกลุ่มหนึ่งที่ยังพยายาม แบก โลกใบนี้ไว้

Dagny Taggart ผู้บริหารหญิงแกร่งแห่งบริษัทรถไฟ Taggart Transcontinental ที่ต้องคอยซ่อมแซมเส้นทางเดินรถที่พังเสียหาย ในขณะที่พี่ชายของเธอ James Taggart ซึ่งเป็นประธานบริษัท กลับเอาแต่ล็อบบี้รัฐบาลเพื่อออกกฎหมายกีดกันคู่แข่ง แทนที่จะพัฒนาบริการให้ดีขึ้น

Hank Rearden เจ้าของโรงงานเหล็ก ผู้คิดค้น Rearden Metal โลหะผสมชนิดใหม่ที่เบากว่าและแข็งแกร่งกว่าเหล็กกล้า ซึ่งควรจะเป็น Disruptive Innovation เปลี่ยนโลก แต่กลับถูกสังคมและภาครัฐมองด้วยความหวาดกลัวและอิจฉา

ในโลกของ Atlas Shrugged (และอาจจะในออฟฟิศของคุณ) คนที่สร้าง Value หรือ Prime Movers เหล่านี้ กลับไม่ได้รับคำขอบคุณ สิ่งที่พวกเขาได้รับคือ

  • การถูกตรวจสอบ: คณะกรรมการความปลอดภัยสั่งแบนนวัตกรรมใหม่โดยไม่อิงวิทยาศาสตร์ เพียงเพราะมันจะทำให้เจ้าตลาดเดิมเสียผลประโยชน์
  • การถูกด้อยค่า: สื่อมวลชน (ในเรื่อง) โจมตี Rearden ว่าเห็นแก่ตัวที่รวยจากการผูกขาดเทคโนโลยี ทั้งที่เขาคิดค้นมันมาด้วยสมองของตัวเอง
  • การถูกขูดรีดทางศีลธรรม: สังคมบอกว่า ความเก่งของคุณคือสมบัติของส่วนรวม คุณมีหน้าที่ต้องแบกรับคนที่ทำอะไรไม่เป็น

คุ้น ๆ ไหม? นี่คือภาพสะท้อนของ Toxic Culture ในองค์กร ที่ High Performer มักจะถูกโยนงานเพิ่ม (ก็แกทำเร็ว แกก็ทำเพิ่มสิ) ในขณะที่ผลตอบแทนเท่าเดิม หรือถูกมองว่า Aggressive เกินไปเมื่อพยายามผลักดันการเปลี่ยนแปลง

สัญญาณของการประท้วงเงียบ

ตลอดทั้งเรื่องจะมีวลีปริศนาที่ผู้คนพูดกันติดปากเวลาเจอปัญหาที่แก้ไม่ได้ว่า Who is John Galt? มันเป็นเหมือนคำอุทานแห่งความสิ้นหวัง

แต่สำหรับเหล่าคนเก่งที่ทยอยหายตัวไปทีละคน จอห์น กัลต์ คือสัญลักษณ์ของ ทางออก

Ayn Rand นำเสนอแนวคิดที่น่าสนใจมาก คือ The Strike of the Mind หรือ การนัดหยุดงานของปัญญาชน ปกติเราจะเห็นแต่ผู้ใช้แรงงานประท้วงหยุดงาน แต่เรื่องนี้ตั้งคำถามกลับกัน จะเกิดอะไรขึ้นถ้า “สมอง” ของโลกหยุดทำงาน?

John Galt คืออดีตวิศวกรที่ค้นพบความจริงอันโหดร้ายว่า “พวก Looter (ผู้ปล้นสะดม) จะอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มี Creator (ผู้สร้าง) แต่ Creator สามารถอยู่ได้สบาย ๆ โดยไม่ต้องมี Looter”

เขาจึงชักชวนให้เหล่า Inventor, ศิลปิน และนักธุรกิจที่เก่งที่สุด Quiet Quitting ของจริง คือทิ้งทุกอย่างแล้วไปสร้างสังคมใหม่ (Galt’s Gulch) ที่ซึ่งผลงานของพวกเขาได้รับการเคารพ ที่ซึ่งไม่มีใครมาบอกว่า คุณต้องเสียสละเพื่อคนอื่น

ในมุมมอง Business ยุคปัจจุบัน นี่คือปรากฏการณ์ Brain Drain หรือสมองไหล เมื่อ Talent รู้สึกว่าองค์กรไม่มี Psychological Safety และไม่มี Meritocracy พวกเขาจะไม่โวยวาย แต่จะแค่เก็บของแล้วเดินจากไปเงียบ ๆ ไปสู่ที่ที่เห็นค่าพวกเขามากกว่า หรืออกไปทำ Startup ของตัวเอง

ศีลธรรมของการเสียสละ vs ศีลธรรมของการสร้างสรรค์

จุดที่พีคที่สุดของหนังสือคือการถกเถียงเรื่องปรัชญา Rand โจมตีแนวคิดที่ว่า ความต้องการ (Need) คือสิทธิ์ (Entitlement)

ในเรื่อง รัฐบาลออกกฎหมายชื่อสวยหรูอย่าง Anti-Dog-Eat-Dog Rule (กฎห้ามแก่งแย่งชิงดี) และ Equalization of Opportunity Bill (พ.ร.บ. ความเท่าเทียมแห่งโอกาส) ฟังดูเหมือน CSR หรือ ESG ที่ดูดี แต่ไส้ในคือการบังคับให้คนเก่งลดศักยภาพตัวเองลง เพื่อให้คนไม่เก่ง ตามทัน

  • มีการจำกัดยอดขายหนังสือของนักเขียน เพื่อให้ ทุกคนมีโอกาสขายได้เท่ากัน
  • มีการบังคับให้รถไฟที่กำไรดี ต้องแบ่งรายได้ไปอุ้มสายการเดินรถที่ขาดทุน

นี่คือกับดักที่ Rand เรียกว่า Sanction of the Victim หรือการที่เหยื่อ (คนเก่ง) ยินยอมให้ตัวเองถูกเอาเปรียบ เพราะถูกปลูกฝังความรู้สึกผิดว่าการทำเพื่อตัวเองเป็นเรื่องเห็นแก่ตัว

สำหรับนักการตลาดและเจ้าของธุรกิจ สิ่งนี้เตือนใจเราเรื่อง Brand Positioning และ Company Culture

อย่าสร้างวัฒนธรรมที่ให้รางวัลความล้มเหลว หรือลงโทษความสำเร็จ การบอกให้ทีม Sales ที่ทำยอดทะลุเป้าต้องแบ่งคอมมิชชั่นให้ทีมที่ขี้เกียจเพื่อ ความเท่าเทียม ไม่ใช่ความยุติธรรม แต่มันคือการทำลาย Motivation ของคนทำงาน

โลกเป็นของคุณ ถ้าคุณกล้าที่จะ “ไม่ยอม”

ในตอนจบ (สปอยล์นิด ๆ แต่จำเป็น) ระบบเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยการขูดรีดคนเก่งก็พังทลายลงจริง ๆ ไฟดับทั้งเมือง โครงสร้างพื้นฐานล่มสลาย เพราะไม่มี สมอง คอยดูแลอีกต่อไป

Dagny Taggart และ Hank Rearden ในที่สุดก็ได้เรียนรู้ว่า พวกเขาไม่สามารถ Success ในระบบที่ถูกออกแบบมาให้ Punish Success ได้ ทางเลือกเดียวคือการถอยออกมา และถ้าให้สรุปในมุมคนทำงานก็สะท้อนออกมาได้ 3 เรื่องดังนี้

  1. Values Audit: ลองตรวจสอบดูว่างานที่คุณทำอยู่ สนับสนุน Core Value ของคุณ หรือกำลังกัดกินวิญญาณของคุณ? ถ้าคุณเป็นคนบ้างานที่รักความสมบูรณ์แบบ แต่อยู่ในองค์กรที่เน้น เอาหน้า มากกว่า เนื้องาน คุณกำลังอยู่ในสมรภูมิผิดที่
  2. เลิกแบกคนที่ไม่อยากเดิน: การช่วยเหลือทีมเป็นเรื่องดี แต่การแบกคนที่ไม่มีความพยายาม ไม่ใช่ความเสียสละ มันคือการทำร้ายทั้งตัวคุณและองค์กรในระยะยาว เพราะคุณกำลัง Enable ให้ระบบที่ไร้ประสิทธิภาพยังคงอยู่ได้
  3. อย่าขอโทษที่ตัวเองเก่ง: ในยุคที่ทุกคนพยายามทำตัว Humble จนเกินพอดี Atlas Shrugged บอกให้คุณภูมิใจใน Ambition ของตัวเอง ความสามารถในการสร้าง Revenue, สร้าง Product หรือแก้ปัญหา คือ Virtue สูงสุด ไม่ใช่เรื่องน่าอาย

Thumbsup มองว่า Atlas Shrugged ไม่ใช่หนังสือที่อ่านง่าย และปรัชญา Objectivism ของ Ayn Rand ก็มีความสุดโต่งที่อาจจะไม่เหมาะกับบริบทสังคมไทยที่เน้นความประนีประนอมในทุกมิติ แต่ท่ามกลางสมรภูมิธุรกิจปี 2025 ที่การแข่งขันรุนแรงและ Disruption เกิดขึ้นทุกวินาที

ข้อความของหนังสือเล่มนี้ชัดเจนมาก นวัตกรรมและความก้าวหน้า ไม่ได้เกิดจากคณะกรรมการหรือการประชุมที่ยืดเยื้อ แต่เกิดจาก Individual Mind ที่มีอิสระในการคิดและลงมือทำ

ถ้าคุณเป็นผู้นำองค์กร ถามตัวเองดูว่า วันนี้คุณกำลังสร้างสภาพแวดล้อมที่ John Galt อยากจะทำงานด้วย หรือคุณกำลังบีบให้เขาต้องถามตัวเองว่า ฉันจะอยู่ที่นี่ไปทำไม?

และถ้าคุณคือคนทำงานที่กำลังรู้สึกว่าตัวเองกำลังแบกโลกทั้งใบอยู่… บางทีการ ยักไหล่ หรือ Shrug ปล่อยวางภาระที่ไม่ใช่ของคุณ แล้วเดินไปตามเส้นทางของตัวเอง อาจจะเป็นทางเลือกที่ฉลาดที่สุดก็ได้

เพราะโลกนี้ไม่มีใครเป็นหนี้ใคร ความเก่งของคุณคือทรัพย์สินของคุณ จงใช้มันเพื่อสร้างโลกในแบบที่คุณต้องการ

อ่านเพิ่มเติม

I'm a Content Creator and Storyteller, and i love Shooting my daughter :><: