วันนี้ (30 ต.ค.61) ถือว่าเป็นการเปิดตัวบริการชำระค่าโดยสาร (Soft Launch) ของบัตรแรบบิทเชื่อมต่อการจ่ายเงินกับ Rabbit Line Pay ซึ่งความร่วมมือที่เกิดขึ้นนี้ เป็นโอกาสสำคัญที่จะช่วยผลักดันกระแส Cashless Society ให้เกิดได้จริงหรือไม่ ทาง Thumbsup ได้ร่วมสัมภาษณ์คุณจิน วู ลี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แรบบิท ไลน์เพย์ ภายในงานแถลงข่าวการเปิดตัวมาสรุปให้ฟังกันค่ะ
![]()
Cashless Society กับประเทศไทย
หากค้นข้อมูลของคุณ จิน วู ลี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แรบบิท – ไลน์เพย์ ใน Google นั้น ต้องเรียกได้ว่า เจอเขาตั้งแต่ยุคเริ่มต้น LINE ในประเทศไทย สมัยที่ยังไม่มีคนใช้งาน LINE สมัยที่ทุกคนแอนตี้ LINE และมองว่าบริการนี้ไม่น่าจะเกิดได้ เพราะคนไทยไม่ใช่ Tech Savvy และมีคู่แข่งเข้ามาให้บริการหลายตัว
เวลาผ่านไปจนถึงวันนี้ 7 ปีแล้ว ใครจะคาดคิดว่า LINE จะมีผู้ใช้งานแตะ 44 ล้านบัญชี และกลายเป็นแอปพลิเคชั่นที่ทุกคนในไทยต้องมีติดเครื่องไว้ แม้ว่าขณะนี้ภาพของ LINE จะเป็นการบริหารผ่านฝีมือของ อริยะ พนมยงค์ แต่ จิน วู ลี ก็ถอยไปดูธุรกิจด้านเพย์เมนท์แทนและสีหน้ายิ้มแย้มไม่มีความกังวล เมื่อนักข่าวแซวว่าเขาน่าจะขึ้นไปเป็นทีมบริหารระดับสูงและไม่ต้องทำงานหนักแบบนี้แล้ว เขากล่าวด้วยรอยยิ้มพร้อมบอกว่า “เขาเป็นเพียงพนักงานบริษัท”
ดังนั้น สิ่งที่คุณจิน ตั้งมั่นจะทำต่อคือการ “ปั้น” กระแส Cashless Society ให้เกิดได้ในประเทศไทย
ที่เกาหลีใต้ กว่าประชากรจะหันมาใช้ Mobile Payment หรือ Cashless ได้นั้น ใช้เวลาเป็น 10 ปี เพราะช่วงวิกฤติต้มยำกุ้งที่เจอไปทั่วโลกทำให้การใช้เงินของคนเกาหลีใต้ในยุคนั้น ถือว่าต้องเปลี่ยนพฤติกรรมมาใช้งานบัตรเครดิต ทำให้จำนวนบัตรเครดิตในเกาหลีใต้มีปริมาณสูงมาก และด้วย Ecosystem ที่เป็นตัวผลักดันทำให้ประชากรทุกเพศวัย สามารถใช้งานโมบายเพย์เมนท์กันได้ ตอนนี้จึงเรียกได้ว่าเกือบทุกคนใช้จ่ายผ่านมือถือกันหมด และตัวเขาเมื่อมองการเข้ามาของบริการ Rabbit Line Pay ที่ไทยนั้น เรียกได้ว่าเกิดขึ้นเร็วกว่ามาก
“ผมก็ไม่รู้ว่า Cashless Society จะเกิดขึ้นได้จริงในประชากรไทยทั้งหมดในอีกกี่ปี แต่สิ่งหนึ่งที่รู้คือคนไทยเปลี่ยนพฤติกรรมเร็วมาก อาจเพราะคนไทยเริ่มต้นเข้าสู่อินเทอร์เน็ตด้วยมือถือ ดังนั้น LINE ที่พยายามเชื่อมการใช้ชีวิตทุกอย่างด้วยมือถือ จึงทำให้คนกล้าที่จะลองใช้ ทั้ง LINE TAXI, LINE PAY และอีกหลายบริการของ LINE ที่มีการใช้จ่าย จึงปรับพฤติกรรมคนได้อย่างรวดเร็ว เรียกว่าสัดส่วนออนไลน์-ออฟไลน์ ส่วนแบ่งอยู่ที่ 50-50 เลยทีเดียว”
สำหรับบริการนี้ มีการเปิดใช้งานที่ ญี่ปุ่น ไต้หวัน ไทยและอินโดนีเซีย ซึ่งไม่สามารถบอกการเติบโตของแต่ละประเทศได้ เพราะเขาดูแลที่ไทยเพียงประเทศเดียว จึงบอกว่าการเติบโตมีทิศทางที่ดี
โอกาสต่อยอด
คุณจิน บอกว่า เขากำลังพยายามที่จะผลักดันให้ Rabbit Line Pay ใช้งานได้ในทุกสินค้าและบริการ โดยพยายามผลักดันให้ร้านค้ารายย่อยแบบ Stand Alone สามารถจ่ายผ่าน Rabbit Line Pay ได้มากขึ้น เพราะเชื่อว่ายังมีโอกาสที่จะเติบโตขึ้นอีก รวมทั้งกำลังมองหาโอกาสในการเข้าถึงขนส่งมวลชนประเภทอื่นๆ
“เราไม่ได้ Exclusive ว่าบริการนี้ต้องใช้เฉพาะ BTS แม้ว่าตอนนี้จะใช้งานได้เฉพาะ BTS ก็ตาม แต่เราก็คาดหวังจะให้ขนส่งมวลชนประเภทอื่นๆ เปิดใจและเข้ามาแสดงความสนใจกับเรามากขึ้น เชื่อว่าทุกอย่างคงต้องใช้เวลา”
ทางด้านตัวเลขการเติบโตของผู้ใช้งาน Rabbit Line Pay ปัจจุบัน (เดือนตุลาคม 2561) พบว่า จำนวนผู้ใช้บริการ อยู่ที่ 5 ล้านคน อัตราการเติบโตของผู้ใช้สูงถึง 50% ในเวลาไม่ถึง 6 เดือนที่ผ่านมา ถือเป็นการเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว และมีจำนวนร้านค้าที่รับชำระด้วย Rabbit Line Pay มากกว่า 50,000 แห่งทั่วประเทศ และมีแผนการขยายให้ถึง 60,000 ร้านค้า ภายในสิ้นปี 2561
![]()
และในส่วนของ แผนในปีหน้านั้น คือ ลูกค้าที่ใช้บัตรสมาร์ทชิพของธนาคารกรุงเทพ จะสามารถผูกบัตร Rabbit กับ Rabbit Line Pay ได้มากกว่า 1 ใบ เพื่อเติมเงินและควบคุมค่าใช้จ่ายให้แก่คนในครอบครัวได้ด้วย ถือว่าตอบโจทย์ลูกค้ากลุ่มครอบครัวที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายการเดินทางให้กับลูกน้อยได้สะดวกขึ้น
นอกจากนี้ ยังมีแผนที่จะพัฒนาระบบกับร้านค้าที่รับชำระด้วยบัตร Rabbit และร้านค้าในอนาคต สามารถรับชำระด้วย Rabbit Line Pay ผ่านการแตะบัตร Rabbit ที่ผูกใช้บริการ รวมถึงแผนการขยายการเติมเงินเข้า e-wallet ของ Rabbit Line Pay ผ่านการแตะบัตร Rabbit ที่ผูกใช้บริการ ได้ตามจุดเติมเงินต่างๆ เช่น ห้องจำหน่ายตั๋วบนสถานีบีทีเอส, ร้าน McDonald’s, Kerry Express เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้บริการที่นิยมการแตะบัตร แทนการใช้ MyCode ของ Rabbit Line Pay
ปัจจุบัน Rabbit Line Pay ได้เปิดให้บริการผูกบัตร Rabbit กับบริการ Rabbit Line Pay ทั้งสิ้น 20 บูธ บนสถานี BTS 15 สถานี ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้ใช้บริการจำนวนมาก และจะเปิดถึงสิ้นเดือนพ.ย.นี้ ส่วนผู้ที่เปิดใช้บริการหลังจากนี้ สามารถผูกใช้บริการได้ที่ห้องจำหน่ายตั๋วบนสถานีบีทีเอสทุกสถานี ซึ่งบริษัทตั้งเป้าจำนวนบัตรที่ผูกใช้บริการ ทั้งสิ้น 500,000 ใบ ภายในสิ้นปี 2561
บัตรแรบบิท-บีทีเอส
![]()
ทางด้านผู้ให้บริการบัตรแรบบิท นางสาวรัชนี แสนศิลป์ชัย กรรมการผู้จัดการ บริษัท บางกอก สมาร์ทการ์ด ซิสเต็ม จำกัด เพิ่มเติมว่า “บัตรแรบบิทเริ่มให้บริการมาตั้งแต่ปี 2555 โดยเริ่มจากการเป็นบัตรโดยสารบีทีเอส มาจนถึงปัจจุบันมีผู้ถือบัตรแรบบิทมากกว่า 10 ล้านใบ และบัตรแรบบิทยังสามารถใช้ชำระค่าสินค้าและบริการที่ร้านค้าต่างๆได้อีกด้วย
ด้วยจำนวนผู้ถือบัตรที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทำให้แรบบิทไม่ได้นิ่งนอนใจในการพัฒนาระบบและนวัตกรรมต่างๆ ล่าสุดจึงได้จับมือกับแรบบิท – ไลน์เพย์ พัฒนาระบบการชำระค่าโดยสารรถไฟฟ้าบีทีเอส เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ถือบัตรแรบบิท อีกทั้งยังเป็นการผลักดันให้สังคมไร้เงินสด (Cashless Society) ขยายวงกว้างมากยิ่งขึ้นอีกด้วย
นายสุรพงษ์ เลาหะอัญญา กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพจำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทฯ มีความยินดีที่ในวันนี้ มีบริการใหม่ ที่จะทำให้ผู้โดยสารรถไฟฟ้าบีทีเอสได้รับความสะดวกสบายในการชำระค่าโดยสารทั้งเติมเงิน และเติมเที่ยวเดินทางเพิ่มมากขึ้น พร้อมทั้งสามารถตรวจสอบประวัติการเดินทางด้วยตัวเองผ่านแอพในครั้งนี้
ด้านจำนวนผู้ใช้งาน BTS ขณะนี้ อยู่ที่ 7 แสนคน/วัน เฉลี่ยการเติบโตอยู่ที่ 1% ตัวเลขนี้อาจจะดูน้อยเพราะคนใช้ BTS กันเยอะ ประชากรเราก็มีเท่านี้ คงโตกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว ซึ่งการร่วมมือกับ Rabbit LINE PAY จะช่วยให้ลูกค้ากว่า 30% ที่ซื้อเหรียญมาใช้งานบัตรมากขึ้น
วิเคราะห์ภาพรวม
แม้หลายคนในสังคมจะมองว่า Cashless Society จะเกิดได้ยาก แต่ถึงวันนี้ต้องยอมรับว่ามีโอกาสเกิดขึ้นได้จริง จากปัจจัยของประชากรไทยที่เริ่มเข้าถึงอินเทอร์เน็ตครั้งแรกผ่านมือถือ การเติบโตของโซเชียลมีเดีย ความกล้าใช้งานบริการใหม่ๆ บนมือถือ และหลายแอพพลิเคชั่นก็แทบจะผูกขาดการใช้ชีวิตของคนไทย ทำให้ในมุมมองของผู้เขียนมองว่าโอกาสที่เราจะเข้าสู่ “วิถีดิจิทัล” ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป
ทางผู้เขียนเอง ก็ได้เริ่มปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้จ่ายหลายอย่างผ่านมือถือมากขึ้น (ไม่นับการจ่ายค่าสาธารณูปโภคผ่านบัตรเครดิต) เริ่มรู้สึกได้ว่า แค่มีวงเงินในบัตรเครดิต มีเงินในบัญชีเงินฝาก ก็สามารถใช้จ่ายได้แล้ว ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ใช้จ่ายลึกไปถึงในกลุ่มร้านค้ารายย่อยหรือตามตลาดสด แต่หลายร้านค้าก็สามารถจ่ายผ่าน QR Code ได้ ก็สะดวกแบบไม่ต้องวิ่งหาตู้ ATM อีก
ถือว่าเป็นความสะดวกสบายที่เอื้อประโยชน์ให้แก่คนยุคใหม่ที่เกิดมาก็ใช้งานอินเทอร์เน็ตบนมือถือเลย แม้จะพูดได้ว่าการเกิดของ Cashless Society ยังเป็นได้แค่ในกรุงเทพฯ และกรุงเทพไม่ใช่สัดส่วนประชากรหลักของประเทศไทย แต่ถ้า Ecosystem ทุกอย่างได้มีการเริ่มต้นหรือขยายไปยังหัวเมืองใหญ่หรือต่างจังหวัด การเป็นสังคมไร้เงินสดของชาวต่างชาติ หรือคนกรุงเทพไปเที่ยวต่างจังหวัดในช่วง High Season ก่อนก็ได้ เทรนด์เหล่านี้ก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องยากสำหรับชาวต่างจังหวัดอีกต่อไป