ในขณะที่ทั่วโลกกำลังตื่นเต้นกับ Apple Intelligence และการขยับตัวของ OpenAI แต่ในอีกมุมหนึ่งของโลก เทคโนโลยียักษ์ใหญ่จากจีนอย่าง ByteDance บริษัทแม่ของ TikTok กำลังซุ่มทำสิ่งที่อาจจะพลิกโฉมพฤติกรรมการใช้งานสมาร์ทโฟนของเราไปตลอดกาล
ล่าสุด ByteDance ได้ประกาศจับมือกับ ZTE ผู้ผลิตอุปกรณ์โทรคมนาคมรายใหญ่ เพื่อเปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่นทดสอบที่ฝังระบบปฏิบัติการ AI หรือที่เรียกว่า “Doubao Mobile Assistant” ลงไปในระดับ System-level นี่ไม่ใช่แค่การมีแอปฯ ผู้ช่วยเหมือน Siri หรือ Google Assistant แบบเดิม ๆ แต่มันคือ “Agentic AI” ที่สามารถคิด ตัดสินใจ และกระทำการแทนเราได้ข้ามแพลตฟอร์ม
วันนี้ Thumbsup จะพามาเจาะลึกกรณีศึกษานี้ว่า ทำไม ByteDance ถึงกล้ากระโดดลงมาเล่นในสนาม Hardware อีกครั้ง และทำไมนักการตลาดอย่างเราต้องเริ่มตระหนกกับการมาของ AI Agent

Doubao Mobile Assistant ผู้ช่วยที่ “ทำ” แทนคุณได้จริง
เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ByteDance ได้เผยโฉม “Doubao Mobile Assistant” ในเวอร์ชัน Technical Preview ผ่านบัญชี WeChat อย่างเป็นทางการ โดยระบุชัดเจนว่านี่คือความร่วมมือระดับระบบปฏิบัติการ (OS-level collaboration) ระหว่างโมเดล AI ของ ByteDance กับผู้ผลิตมือถือ
ความเจ๋งที่ถูกนำเสนอผ่านวิดีโอสาธิตคือความสามารถแบบ Agentic AI หรือ AI ที่มีความเป็นตัวแทนในการกระทำสิ่งต่าง ๆ กล่าวคือ
- เล่าเรื่องจากภาพ: AI สามารถดูรูปภาพแล้วแต่งนิทานหรือเรื่องราวให้ฟังได้
- แต่งภาพดั่งเวทมนตร์: สั่งลบคนเดินผ่านไปมาในรูปออกได้ด้วยคำสั่งเสียง
- นักช้อปมือโปร: อันนี้สำคัญมากสำหรับวงการ E-commerce คือ AI สามารถ เช็คราคา สินค้าชิ้นเดียวกันจากหลายแอปพลิเคชันช้อปปิ้ง และทำการสั่งซื้อให้เราได้ทันที (เมื่อเราอนุมัติ)
- เลขาส่วนตัว: จองร้านอาหาร เรียกรถ หรือแม้แต่ค้นหา Podcast ตอนใหม่ล่าสุดมาใส่ใน Playlist
ทั้งหมดนี้สั่งงานได้ด้วย เสียง (Voice Command) ไม่ต้องกดยุบยิบ
เพื่อโชว์ของให้โลกเห็น ByteDance เลือกจับมือกับ ZTE ปล่อยเครื่องรุ่นทดสอบ ในชื่อ Nubia M153 สนนราคาอยู่ที่ 3,499 หยวน (ประมาณ 15,000 บาท) มาพร้อมสเปกจัดเต็มอย่าง Snapdragon 8 Elite Gen 5 และปุ่มกดเรียก AI โดยเฉพาะที่ด้านข้างตัวเครื่อง
Why “Agentic AI” Matters?
หลายคนอาจจะบอกว่า “Siri ก็ทำได้ตั้งนานแล้วหรือเปล่า?” ต้องบอกว่าต่างกันมหาศาล สิ่งที่ Gan Lin จากทีม Doubao Mobile Assistant พยายามสื่อสารคือ ยุคของ Voice Assistant แบบเดิม (Siri 2011) กับยุคของ Generative AI (ChatGPT 2022) มันคือก้าวกระโดด แต่ Agentic AI คือขั้นกว่า
Agentic AI คือ AI ที่เข้าใจบริบท (Context) และสามารถ Cross-app action ได้ ปัจจุบันเวลาเราจะเรียกรถ เราต้องเปิดแอปฯ A เปรียบเทียบราคา เปิดแอปฯ B ดูว่ารถว่างไหม แต่ Agentic AI จะทำหน้าที่เป็น Layer ที่ครอบทับทุกแอปฯ เราแค่สั่งว่า หารถกลับบ้านให้หน่อย เอาที่ถูกที่สุด AI จะวิ่งไปหลังบ้านของแอปฯ ต่างๆ และจัดการให้เสร็จสรรพ
นี่คือนัยสำคัญที่น่ากลัวสำหรับนักการตลาด “ถ้า AI เป็นคนเลือกสินค้าและบริการแทนผู้บริโภค แล้วแบรนด์จะเอาตัวไปแทรกอยู่ตรงไหน?”
เจ็บแล้วจำ คือคนทำ..ซอฟต์แวร์
ย้อนกลับไปปี 2019 ByteDance เคยพยายามทำมือถือเองโดยการเข้าซื้อกิจการ Smartisan และปล่อยรุ่น Nut Pro 3 ออกมา แต่ผลลัพธ์คือ แป้ก จนต้องยุบทีมทิ้งและโยกคนไปทำ Hardware เพื่อการศึกษาแทน
บทเรียนครั้งนั้นสอนให้รู้ว่า อย่าทำแข่งกับคนที่เก่งกว่า ครั้งนี้ ByteDance จึงประกาศชัดเจนว่า ไม่มีแผนจะผลิตมือถือเอง แต่จะเน้นการเป็นพันธมิตรกับผู้ผลิตมือถือ (OEMs) แทน กลยุทธ์นี้น่าสนใจเพราะ
- ลดความเสี่ยง: ไม่ต้องแบกรับต้นทุนการผลิต Hardware, Stock และ Distribution
- Scalable: สามารถนำ OS หรือ AI Agent นี้ไปฝังในมือถือแบรนด์ไหนก็ได้ (ZTE เป็นแค่เจ้าแรก)
- Focus on Core Competency: ByteDance เก่งเรื่อง Algorithm และ Data (พิสูจน์แล้วจาก TikTok) การโฟกัสที่ AI Software จึงตรงจุดที่สุด
นอกจากนี้ ByteDance ยังเชื่อมต่อ Ecosystem ด้วยการออก Ola Friend หูฟังแบบ Open-ear (ที่ซื้อกิจการ Oladance มา) ซึ่งเมื่อใช้คู่กับ Nubia M153 ก็จะสามารถสั่งงาน Doubao Assistant ได้ทันที นี่คือการสร้าง AI Wearable Ecosystem ที่เนียนไปกับไลฟ์สไตล์
ชน Apple ในวันที่ iPhone ยังแผ่วในจีน
จังหวะเวลานี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ในขณะที่ Apple กำลังพยายามดัน Apple Intelligence เข้าสู่ตลาดจีน (ซึ่งยังติดปัญหาเรื่อง Partner และกฎระเบียบ) และคู่แข่งเจ้าถิ่นอย่าง Alibaba, Baidu, Tencent ก็จ้องเค้กชิ้นนี้ตาเป็นมัน ByteDance เลือกที่จะ All-in
Liang Rubo ซีอีโอของ ByteDance ประกาศเป้าหมายปีนี้ชัดเจนว่าต้องการสำรวจ ขีดจำกัดสูงสุดของความฉลาด และ New User Interface ซึ่งการที่ TikTok กำลังเผชิญความไม่แน่นอนในสหรัฐฯ และตลาด Short Video เริ่มอิ่มตัว การเบนเข็มมาที่ AI จึงเป็นทางรอดและทางรุ่งที่จำเป็น
แม้ทางทีมพัฒนาจะยอมรับว่า Nubia M153 ตัวนี้ยังเป็นแค่ตัวทดสอบ (Software และกล้องอาจจะยังไม่สมบูรณ์เท่ารุ่นเรือธง) แต่พวกเขาสัญญาว่าจะอัปเดต Software ทุก 2 สัปดาห์ไปจนถึงปี 2026 นี่คือ Mindset แบบ Tech Startup ที่ Ship fast, Learn fast ซึ่งต่างจากจริตของบริษัทมือถือดั้งเดิม
Thumbsup มองว่า การขยับตัวของ ByteDance ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า “Interface ของโลกดิจิทัลกำลังจะเปลี่ยน” จากที่เราเคยใช้นิ้ว “จิ้มแอป” เรากำลังจะเปลี่ยนไปใช้เสียง “สั่ง Agent” แทน สำหรับแบรนด์และนักการตลาด นี่คือโจทย์ใหม่ที่ท้าทายที่สุด หากในอนาคต AI เป็น Gatekeeper ที่ตัดสินใจซื้อของแทนมนุษย์ การทำ SEO หรือยิง Ads แบบเดิมอาจไม่พออีกต่อไป เราอาจจะต้องเริ่มเรียนรู้การทำ AIO (Artificial Intelligence Optimization) หรือการทำให้แบรนด์ของเราถูกเลือกโดย AI แทน
เกมนี้เพิ่งเริ่มต้น และ ByteDance ก็เพิ่งโยนหินก้อนใหญ่ลงน้ำ ถามว่า Apple จะสะเทือนไหม? อาจจะไม่ทันที แต่คลื่นลูกนี้จะเปลี่ยนวิธีที่เราใช้ชีวิตกับเทคโนโลยีไปแน่นอน
อ้างอิง: SCMP
อ่านเพิ่มเติม



