ในยุคที่โครงสร้างทางเศรษฐกิจและพฤติกรรมผู้บริโภคกำลังถูกขับเคลื่อนด้วยสิ่งที่เรียกว่า “Lazy Economy” หรือเทรนด์ความสะดวกสบายกำลังมาแรง ที่ผู้คนยังคงมีความต้องการบริโภคระดับสูง อยากกิน อยากช้อป อยากใช้ แต่ ‘ไม่อยากออกจากบ้าน’
โจทย์ของการทำธุรกิจขนาดย่อมหรือ SME จึงถูกยกระดับความซับซ้อนขึ้นไปอีกขั้น ลำพังเพียงการมี “สินค้าที่ดี” ไม่สามารถการันตีความรอดได้อีกต่อไป หากแต่ต้องอาศัย 2 ฟันเฟืองสำคัญ นั่นคือ ‘ระบบนิเวศในการจัดจำหน่ายที่ทรงพลัง’ และ ‘การสื่อสารที่จริงใจผ่านตัวตนของ Influencer’
บนเวทีเสวนา SME x Influencer ครั้งที่ 6 ซึ่งจัดขึ้นโดย CP ALL และสมาคมการค้าปลีกและเอสเอ็มอีทุนไทย เพื่อผลักดันสินค้าไทยจากระดับฐานรากไปสู่ระดับสากล ผ่านมุมมองเจาะลึกของคีย์แมนตัวจริงในแต่ละอุตสาหกรรม

จากอุตสาหกรรมค้าปลีกสู่ Ecosystem 4 ช่องทางสู้ศึก Lazy Economy
สิ่งแรกที่ผู้ประกอบการต้องทำความเข้าใจคือ ‘สนามแข่ง’ ที่เปลี่ยนไปแล้วอย่างสิ้นเชิง คุณทัพพ์เทพ จีระอดิศวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการบริหาร บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด มหาชน ได้เล่าถึง 7-Eleven จากยุคก่อนโควิด-19 ที่แบรนด์พึ่งพาเพียงหน้าร้านออฟไลน์ ให้คนเดินเข้ามาเลือกซื้อ ไปสู่ Omnichannel 4 ช่องทางหลัก ที่เชื่อมโยงสาขากว่าทั่วประเทศเข้ากับพฤติกรรมยุคใหม่ ได้แก่
- Physical Store (หน้าร้านสาขา): จุดยุทธศาสตร์ทางกายภาพสาขาที่กระจายตัวอยู่ทุกชุมชน ทำหน้าที่เป็น Touchpoint พื้นฐานที่สร้างความคุ้นเคยและตอบโจทย์การซื้อในชีวิตประจำวัน
- Vending Machine (ตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ): ที่ไปอยู่ใน ‘พื้นที่ปิด’ ที่มีทราฟฟิกเฉพาะเจาะจง เช่น ใต้อาคารสำนักงาน, คอนโดมิเนียมสูง และโรงพยาบาล เพื่อตอบโจทย์ความสะดวกรวดเร็ว
- On-Demand Delivery (7-Delivery): จิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่เข้ามาแก้เพนพอยต์ Lazy Economy โดยตรง ด้วยการพร้อมจัดส่งสินค้าถึงหน้าประตูบ้าน
- ALL ONLINE (อีคอมเมิร์ซเต็มรูปแบบ): ทลายข้อจำกัดของ ‘พื้นที่บนชั้นวางสินค้า’ ด้วยการเปิดหน้าต่างออนไลน์ ที่บรรจุสินค้ามากกว่า 100,000 รายการ รองรับการสั่งซื้อแบบ Next-Day Delivery รวมถึงระบบ ‘Pre-order’ ที่เปิดโอกาสให้ SME สามารถทดลองตลาดได้ โดยไม่ต้องแบกความเสี่ยงเรื่องการผลิตสต็อกล็อตใหญ่ในคราวเดียว
ขณะเดียวกัน สมาคมการค้าปลีกและเอสเอ็มอีทุนไทย ยิ่งเข้ามาช่วยเสริมแกร่ง ในแง่ของการส่งต่อองค์ความรู้และมาตรฐานการค้าปลีกในภาพรวม ช่วยให้ SME เข้าใจภาพรวมของ Supply Chain และการเตรียมความพร้อมของสินค้าเพื่อเข้าสู่โมเดิร์นเทรดได้อย่างเป็นระบบ
ปรัชญา “From Zero to IPO” และการผลักดัน Soft Power
แก่นคิดที่ CP ALL และสมาคมการค้าปลีกและเอสเอ็มอีทุนไทย ร่วมกันเน้นย้ำบนเวทีคือ บทบาทในการเป็น ‘Incubator’ หรือผู้บ่มเพาะทางธุรกิจ โดยมองว่า SME คือ “สมองของประเทศ” หน้าที่ของช่องทางจัดจำหน่ายและเครือข่ายค้าปลีกคือการเข้าไปเจรจา เปิดพื้นที่ และร่วมทดลองขาย ตั้งแต่วันที่แบรนด์ยังเป็น ‘ศูนย์’ มีเพียงกำลังซื้อในท้องถิ่นเล็กๆ แล้วค่อยๆ สเกลยอดขายขึ้นไปตามศักยภาพ
ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือตำนานอย่าง ‘เถ้าแก่น้อย’ ที่เริ่มต้นจากจุดเล็กๆ ร่วมกับเซเว่นฯ จนสามารถเติบโต เข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้สำเร็จ เป้าหมายในสเตปถัดไป ของปี 2026 จึงไม่ใช่แค่การขายในประเทศ แต่คือการใช้พื้นที่หน้าร้านขนาดใหญ่ขึ้นผสมผสานกับระบบออนไลน์ เพื่อปั้นสินค้าท้องถิ่น (เช่น ส้มโชกุนจากภาคเหนือ หรือสินค้าจากขอนแก่นและภาคใต้) ให้กลายเป็น Soft Power ของไทยที่สามารถส่งออกไปสร้างเม็ดเงินและชื่อเสียงในระดับ Global ได้อย่างเต็มภาคภูมิ

V Brand โดย “คุณวิว วรรณรท”: สมการความยั่งยืนที่เริ่มจาก ‘ความจริงใจ’
เมื่อมีระบบนิเวศการจัดจำหน่ายที่ทรงพลังแล้ว คำถามต่อมาคือ ‘สินค้าแบบไหนที่จะยืนระยะได้จริง?’ คัมภีร์จาก คุณวิว-วรรณรท สนธิไชย CEO แห่ง V Brand ซึ่งยืนหยัดในสมรภูมิเครื่องสำอาง มาได้ยาวนานถึง 9 ปี ได้พิสูจน์แล้วว่า ‘ชื่อเสียงดารา’ เป็นเพียงใบเบิกทาง แต่สิ่งที่รักษาชีวิตของธุรกิจไว้ คือ ความเรียลและการอุดรอยรั่วหลังบ้าน
- ความจริงใจคือเกราะกำบังที่ดีที่สุด: คุณวิวมองว่า ต้นทุนที่แข็งแรงที่สุดของ V Brand คือความซื่อสัตย์ ผู้บริโภคติดตามคุณวิวจากบทบาทนักแสดงและเชื่อถือในตัวตนเป็นทุนเดิม ดังนั้นเวลาทำสินค้าออกมาจำหน่าย อะไรที่ใช้ดีก็บอกว่าดี ส่วนอะไรที่ใช้ยากหรือมีข้อจำกัดก็ ‘กล้าที่จะพูดตรงๆ’ ความโปร่งใสนี้เปลี่ยนจากแค่ ‘แฟนคลับที่มาช่วยซื้อ’ ให้กลายเป็น ‘ลูกค้าประจำที่จงรักภักดี’
- สมการฝ่าวิกฤต: “คุณภาพหลักร้อย + ราคาหลักสิบ” ในสภาวะที่เศรษฐกิจภาพรวม ไม่ได้เติบโตหวือหวาเหมือนในอดีต คุณวิวย้ำว่าคำว่า ‘คุ้มค่า’ สำหรับผู้บริโภคในยุคนี้ต้องเป็น “ความคุ้มค่าระดับขั้นสุด” สินค้าของ V Brand จึงเลือกวางโพซิชันนิงเป็นของดีที่ราคาตอบโจทย์การหยิบใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างสบายกระเป๋า
- กฎเหล็กการทำงานกับ Influencer: หากแบรนด์อยาก “สวยและดังไปด้วยกัน” อย่างยั่งยืน ห้ามใช้วิธีจ้างอวยเด็ดขาด กฎของคุณวิวคือต้องส่งสินค้าให้ Influencer ‘ได้ทดลองใช้จริงในชีวิตประจำวันก่อน’ หากพวกเขาอินกับผลลัพธ์จริงๆ ค่อยกดปุ่มรีวิว คอนเทนต์ที่ออกมาจึงจะมีพลังและไม่ทำลายสถาบันความเชื่อมั่นของตัวครีเอเตอร์เอง
- ใช้พาร์ทเนอร์ ‘ช่วยยดูแลซัพพอร์ต’ หลังบ้าน: เบื้องหลังความสำเร็จของเคส V Brand คือการแบ่งหน้าที่กันอย่างชาญฉลาด แบรนด์ปล่อยให้ทีม 7-Eleven เข้ามาช่วยดูแลเรื่องที่ยากที่สุดของระบบค้าปลีก นั่นคือ ‘การขนส่งและการบริหารคลังสินค้า’ รวมถึงร่วมพัฒนาดีไซน์แพ็กเกจจิ้งให้ตอบโจทย์พฤติกรรมคนหน้าร้าน เมื่อไม่ต้องปวดหัว กับระบบหลังบ้าน คุณวิวและทีมงานจึงมีเวลาไปโฟกัสกับ Customer Feedback อย่างเต็มที่ เช่น การที่ลูกค้าคอมเมนต์ว่าอยากได้มาสคาร่าที่มีสารบำรุง แบรนด์ก็สามารถนำกลับไปพัฒนาสูตร และปล่อยสู่ตลาดได้อย่างรวดเร็ว
- การบริหาร Mental Health ของผู้นำ: การทำธุรกิจ 9 ปีเต็มย่อมมีจังหวะที่ไฟมอด คุณวิวแชร์เคล็ดลับว่า แรงผลักดันสูงสุดคือ ‘ความรับผิดชอบต่อทีมงาน’ และ ‘ความสุขที่ได้เห็นคนใช้ของดี’ วันไหนที่เหนื่อยล้า อนุญาตให้ตัวเองปิดสวิตช์แล้วไปพักผ่อนเพื่อเติม Inspiration ให้เต็ม แล้วค่อยกลับมาลุยต่ออย่างมีสติ

ถอดรหัสลับ Algorithm และการปั้นช่อง 20 ล้านวิว
ในมิติของการสร้างการรับรู้ โลกยุคนี้ไม่มีใครไม่พูดถึง TikTok แต่จะมีสักกี่คนที่เข้าใจแก่นแท้ของมัน คุณแบงค์ เจ้าของช่อง TikTok BANKII อดีตเด็กวัดที่สู้ชีวิตจนกลายเป็นอินฟลูเอนเซอร์แถวหน้า ได้มาเปิดเปลือกการทำคอนเทนต์ที่ผสานระหว่างวิทยาศาสตร์และศิลปะ
รู้หรือไม่ ตะกร้า TikTok ไทยมียอดซื้อสูงเป็นอันดับ 3 ของโลก
คุณแบงค์กิได้เปิดเผยสถิติที่น่าตื่นเต้นบนเวทีว่า ปัจจุบันพฤติกรรมการกดซื้อสินค้าผ่าน ‘ตะกร้าเหลือง’ ของคนไทย มีปริมาณความหนาแน่นสูงเป็นอันดับ 3 ของโลก นี่คือโอกาสทองคำฝังเพชรของ SME ที่จะใช้แพลตฟอร์มนี้เป็นสปริงบอร์ด
- พลีชีพ 1 ปีเต็ม เพื่อตามหา “DNA”: ก่อนจะมีผู้ติดตามมหาศาล คุณแบงค์กิเคยใช้เวลา 1 ปีเต็มในการทำคลิปลง TikTok ‘โดยไม่รับเงินสปอนเซอร์แม้แต่บาทเดียว’ เพื่อใช้ช่วงเวลานั้นเป็นห้องแล็บในการทดลองซ้ำๆ จนกระทั่งตกผลึกได้ “DNA ประจำตัว” ที่มีความคมชัดสูง นั่นคือภาพจำ ‘ผู้ชายใส่แว่นดำ ลุยกินจริง และรีวิวจริง’ ทันทีที่ DNA ชัด อัลกอริทึมจะรู้ทันทีว่าจะส่งคลิปของเขาไปหาคนเจเนอเรชันหรือกลุ่มความสนใจไหน
Anatomy ของคลิปที่หยุดนิ้วคนดูปี 2026
- กฎ 2 วินาทีแรก : ต้องมีภาพหรือคำพูดที่กระชากอารมณ์ทันที ถ้าผ่าน 2 วินาทีนี้ไปไม่ได้ เนื้อหาที่เหลือคือสูญเปล่า
- กฎ 30 วินาทีต้องรู้เรื่อง: ในยุคที่สมาธิคนสั้นลง ภายใน 30 วินาทีแรกของคลิป ผู้ชมต้องกระจ่างแล้วว่า “คลิปนี้กำลังพูดถึงเรื่องอะไร” ห้ามปล่อยให้คนดูนั่งเดา
- ใช้โครงสร้างเล่าเรื่องแบบ “ละครสั้นจีน”: แทนที่จะเอาเนื้อหา 5 อย่างมายำรวมกันในคลิปเดียว ให้เลือก ‘หยิบมาขยี้ทีละประเด็น’ แล้ววางโครงเรื่อง ให้มีจุดหักมุมหรือทิ้งปมความสงสัยไว้กลางทางเพื่อสะกดให้คนดูดูจนจบ
- Soft Sell ผ่าน Production: ห้ามยืนถือสินค้าแล้วท่องสรรพคุณแบบยัดเยียด แต่ให้ขายผ่านมิติทางโปรดักชันที่เห็นภาพชัดเจน เช่น เสียงกรอบของการเคี้ยว หรือควันร้อนๆ ของอาหาร
คำแนะนำสำหรับมือใหม่ “กฎ 3 เดือนห้ามดูสถิติ”: สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มทำช่อง คุณแบงค์กิ
เตือนสติว่าให้วางแผนรวดเดียว 3 เดือน ตั้งเป้าให้ชัดว่าจะทำคอนเทนต์หมวดไหน โดยแกะรอยสูตรสำเร็จจากช่องที่โตแล้ว มาปรับใช้ และที่สำคัญที่สุดคือ “ห้ามเปิดดูสถิติยอดวิวแบบรายวันเด็ดขาด” เพราะมันจะสร้างสภาวะจิตตก ให้ก้มหน้าก้มตาผลิตคอนเทนต์ที่มีคุณภาพอย่างสม่ำเสมอให้ครบ 3 เดือน แล้วค่อยเปิดดู Data ย้อนหลังทีเดียว
สเตปการเปลี่ยนยอดวิวเป็นยอดขาย (กฎ 70/30): ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านของทอด คุณแบงค์กิ
ไม่ได้เปิดช่องมาแล้วขายของทอดทันที แต่เขาใช้หลักการ ‘ขายตัวตนให้ชนะก่อน ค่อยขายสินค้า’ โดยยึดอัตราส่วนคอนเทนต์ 70/30 คือ 70% ทำคลิปให้ความรู้ สร้างความสนุก และปั้น Community ส่วนอีก 30% ค่อยเป็นคลิปขายของ เมื่อแฟนคลับรักในตัวตนของเราแล้ว วันที่เขาเช็กระบบหลังบ้านพบว่ามีฐานข้อมูล คนดูแน่นพอ การเปิดตัวสินค้าของทอด จึงมียอดสั่งซื้อตรงโจทย์และถล่มทลาย
การรักษาไฟด้วย ‘เป้าหมายขยับได้’: วิธีแก้ความเบื่อหน่ายในสไตล์แบงค์กิ คือการตั้งเป้าหมายใหม่ที่ท้าทายขึ้นเรื่อยๆ เช่น ขยับเป้าหมายด้านการเงิน หรือการสร้างทีมเวิร์ก พร้อมแนะนำให้ ‘เขียนสิ่งที่ตัวเองต้องการออกมาลงกระดาษ’ เพื่อให้มองเห็นตัวเองชัดเจนขึ้น ส่วนคำวิจารณ์แย่ๆ ให้อ่านเพื่อนำไปปรับใช้งาน แต่มองข้ามคอมเมนต์ที่ตั้งใจมาบั่นทอน

กลยุทธ์การตลาดที่ขับเคลื่อนด้วย Insight
จิ๊กซอว์ตัวสุดท้ายที่จะมาล็อกความสำเร็จให้แน่นขึ้น คือมุมมองทางกลยุทธ์จาก คุณไอซ์ กรรมการผู้จัดการ THE LEMON SHOT ซึ่งสรุปหัวใจสำคัญของปี 2026 ไว้ด้วยประโยคทองคำว่า
“สินค้าของคุณไม่ต้องแปลกใหม่ที่สุด แต่ต้อง ‘ชัดเจนที่สุด’”
- เจาะลึก Pain Point เพื่อสร้าง Community: ธุรกิจยุคนี้ไม่จำเป็นต้องจับตลาดแมสเสมอไป การเริ่มต้นจาก Insight หรือปัญหาที่คนกลุ่มเล็กๆ ‘อินและเจ็บปวดร่วมกันจริงๆ’ กลับสร้างมูลค่าและชุมชนที่แข็งแกร่งได้มหาศาล เช่น แบรนด์ Underground Beauty หรือการทำรองเท้าวิ่งที่ออกแบบมาเพื่อคนเท้าบวมและเป็นโรครองช้ำโดยเฉพาะ
- ผสานพลัง Online (TikTok) x Offline (7-Eleven): คุณไอซ์แนะนำสมการวางเส้นทางลูกค้า ที่ทรงประสิทธิภาพที่สุดในยุคนี้ นั่นคือการใช้ TikTok ทำหน้าที่ปูพรมตั้งแต่การสร้าง Awareness -> ดึง Engagement -> ปิด Conversion และใช้ 7-Eleven ทำหน้าที่เป็นช่องทาง Trial ด้วยการทำสินค้าไซส์เล็ก ในระดับราคา 39–59 บาท ซึ่งเป็นช่วงราคาที่ลูกค้าพร้อมหยิบ ไปทดลองใช้ได้ทันทีโดยไม่ต้องคิดเยอะ

แก่นแท้ของ Collaboration 2026
ในยุคที่ผู้บริโภคขี้เกียจเกินกว่าจะออกไปค้นหาอะไรยากๆ ความท้าทายของ SME ไม่ใช่การตั้งหน้าตั้งตาผลิตของที่แปลกประหลาดที่สุด แต่คือการ ‘หาจุดยืนให้เจอ’ สื่อสารตัวตนนั้นออกมาด้วยความจริงใจ ผ่านภาษาที่อัลกอริทึมเข้าใจ และพาน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง ไปวางไว้บนโครงสร้างพื้นฐานรวมถึงความร่วมมือจากเครือข่ายค้าปลีกที่พร้อมเสิร์ฟลูกค้าได้ถึงหน้าบ้าน

งาน SME x Influencer ครั้งที่ 6 จึงไม่ใช่แค่เวทีสัมมนาสร้างแรงบันดาลใจ
นอกจากนี้ ยังมีบูธจากศูนย์เซเว่น อีเลฟเว่น สนับสนุน เอสเอ็มอี ที่มาแสดงให้เห็นถึงบทบาทความสำคัญของศูนย์ฯ ในการให้ข้อมูลเรื่องพัฒนาสินค้า และช่องทางการเสนอสินค้าเข้าวางขายใน 7-Eleven พร้อมรับคำปรึกษาจากตัวแทนศูนย์ฯ อีกด้วย อยู่ที่ว่าวันนี้คุณกล้าที่จะ “ชัดเจนในตัวเอง” แล้วหรือยัง



