DoorDash

เมื่อ 13 ปีที่แล้ว หากใครบอกว่าแอปพลิเคชันสั่งอาหารจะกลายมาเป็นผู้ควบคุมสายการบินพาณิชย์ คงฟังดูเหมือนเรื่องแต่งในนิยายวิทยาศาสตร์ แต่สำหรับ DoorDash เรื่องนี้ได้กลายเป็นความจริงแล้ว เพราะ Stanley Tang ผู้ร่วมก่อตั้งและ CPO ของ DoorDash ได้ออกมาเปิดเผยความสำเร็จครั้งสำคัญว่า แพลตฟอร์มที่เริ่มต้นจากการขับรถยนต์ Honda Accord ส่งอาหารเมื่อ 13 ปีก่อน วันนี้ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการให้เป็นผู้ให้บริการสายการบินแล้ว

เพราะล่าสุด DoorDash เพิ่งก้าวขึ้นเป็นผู้ให้บริการโดรนรายที่แปดในสหรัฐอเมริกาที่ได้รับการรับรอง Part 135 จากกระทรวงคมนาคม (USDOT) และองค์การบริหารการบินแห่งชาติ (FAA) ซึ่งใบอนุญาตนี้เปรียบเสมือนไฟเขียวที่ทำให้พวกเขา สามารถใช้โดรนของตัวเองในการบินส่งสินค้าได้อย่างเต็มรูปแบบ แต่สิ่งที่น่าสนใจในมุมมองของนักการตลาดและคนทำธุรกิจ ไม่ใช่แค่ความล้ำสมัยของตัวฮาร์ดแวร์ ทว่าคือวิธีคิดและการวางโครงสร้างพื้นฐานที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จนี้

DoorDash

เริ่มต้นที่ปัญหา ไม่ใช่เริ่มที่ความเท่ของเทคโนโลยี

ในโลกที่บริษัทเทคโนโลยีหลายแห่งมักจะตกหลุมพรางของการสร้างนวัตกรรมที่ล้ำสมัยที่สุดเพียงเพื่อจะโชว์ความสามารถ DoorDash กลับเลือกเดินในเส้นทางที่ต่างออกไป พวกเขาไม่ได้ตั้งคำถามว่า “เทคโนโลยีอัตโนมัติอะไรที่เจ๋งที่สุดที่เราสร้างได้?” แต่พวกเขาเลือกใช้หลักการคิดจากรากฐานโดยตั้งคำถามว่า “อะไรคือปัญหาที่แท้จริงของลูกค้าที่จำเป็นต้องได้รับการแก้ไข?”

กรอบความคิดนี้เป็นแม่เหล็กดึงดูดนักพัฒนาและวิศวกรชั้นยอดให้มารวมตัวกันที่ DoorDash Labs เพราะคนเหล่านี้ต้องการแก้ปัญหาที่มีอยู่จริงในตลาด และต้องการเห็นผลงานของตัวเองถูกนำไปใช้งานจริงในระยะเวลาเพียงไม่กี่วัน พวกเขาไม่ต้องทนอยู่ในวังวนของการวิจัยและพัฒนาที่ทำได้แค่ดูเดโมในห้องแล็บ แต่เป็นการนำจิตวิญญาณแบบสตาร์ทอัพมาใช้กับเทคโนโลยีขั้นสูง

นั่นคือการปล่อยของให้เร็ว เรียนรู้ให้ไว และพัฒนาอย่างต่อเนื่องด้วยความปลอดภัยและความเร็วเมื่อสินค้าออกสู่ตลาดจริง วัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแกร่งแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะความบังเอิญ แต่ต้องถูกสร้างขึ้นมาอย่างตั้งใจ เฉกเช่นเดียวกับการสร้างโปรดักส์

ทำไมต้องเป็นโดรน?

โดรนสามารถทำความเร็วได้มากกว่าและเดินทางได้ไกลกว่า ซึ่งเป็นการปลดล็อกความต้องการใหม่ ๆ ที่ก่อนหน้านี้ข้อจำกัดทางกายภาพไม่สามารถทำได้ จากการทดสอบนำร่องร่วมกับพาร์ทเนอร์ ธุรกิจบางแห่งมียอดสั่งซื้อเพิ่มขึ้นถึงประมาณ 30% ในช่วงไม่กี่สัปดาห์หลังจากการเปิดตัว นี่คือภารกิจหลักที่แท้จริง นั่นคือการช่วยเหลือธุรกิจท้องถิ่นให้เข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้นและรวดเร็วยิ่งขึ้น

แม้ว่า DoorDash จะอยู่ในแวดวงการจัดส่งด้วยโดรนผ่านพาร์ทเนอร์มาถึงสี่ปีแล้ว แต่การก้าวเข้ามาทำ DoorDash Air ด้วยตัวเอง คือการทุ่มสุดตัวเพื่อเบิกทางสู่อนาคตของการจัดส่ง มันครอบคลุมตั้งแต่การสร้างตัวโดรน การสอบใบรับรอง และการมุ่งมั่นแก้ปัญหาการค้าระดับท้องถิ่นที่จะทำงานได้ก็ต่อเมื่อทุกองค์ประกอบ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบการขนส่ง ระบบการรับส่งสินค้าจากร้านค้า และ Marketplace ถูกเชื่อมโยงเข้าด้วยกันภายใต้เครือข่ายเดียว

การผสานโลกออฟไลน์และออนไลน์ที่สุดท้าทาย

หลายคนอาจคิดว่าการสร้างโดรนให้บินได้คือความท้าทายขั้นสุด แต่ในความเป็นจริง การสร้าง Marketplace และโครงสร้างพื้นฐานบนพื้นดินเพื่อให้ระบบอัตโนมัติทำงานได้อย่างไร้รอยต่อในสเกลระดับใหญ่นั้นยากยิ่งกว่า โดรนจะไร้ความหมายทันทีหากมันไม่สามารถเชื่อมโยงลูกค้าที่มีความต้องการเข้ากับร้านค้าท้องถิ่นที่มีสินค้า

ด้วยข้อมูลออเดอร์นับพันล้านรายการและลูกค้าหลายล้านคน DoorDash เข้าใจเส้นทางการเคลื่อนไหวของ Demand ในทุกตลาดที่พวกเขาให้บริการอย่างทะลุปรุโปร่ง นี่คือเหตุผลที่พวกเขาให้ความสำคัญกับโครงสร้างพื้นฐานบนพื้นดิน เช่น ระบบการรับสินค้าจากร้านและระบบโหลดสินค้าเข้าสู่โดรน มากพอๆ กับการพัฒนาตัวอากาศยานเอง

เมื่อระบบการจัดส่งด้วยโดรนขยายตัว ปัญหาเรื่องการจัดการและประสานงานจะตามมา เพราะการจัดส่งทุกรูปแบบมีข้อจำกัดที่ต่างกัน แพลตฟอร์มจำเป็นต้องตัดสินใจแบบเรียลไทม์ว่าออเดอร์ไหนควรใช้โหมดการจัดส่งแบบใด ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงทุกนาที ด้วยเหตุนี้ DoorDash จึงได้สร้างชั้นระบบปฏิบัติการที่เรียกว่า Autonomous Delivery Platform ขึ้นมาเพื่อจัดการความท้าทายนี้ โดยปัจจุบันระบบนี้ควบคุมทั้ง Dot, พาร์ทเนอร์จัดส่ง หรือ Dasher และกำลังจะเชื่อมต่อกับโปรแกรมโดรนของพวกเขาเองในเร็ว ๆ นี้

พลิกโฉมธุรกิจท้องถิ่นด้วยระบบนิเวศที่สมบูรณ์

เป้าหมายสูงสุดไม่ใช่แค่การมีโดรนบินว่อนอยู่บนฟ้า แต่คือการสร้างระบบปฏิบัติงานที่เชื่อมต่อกันอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นระบบค้นหาเส้นทาง ระบบความปลอดภัย หรือการส่งมอบสินค้าบนพื้นดินที่ทำให้ทุกอย่างลื่นไหล ผลลัพธ์ที่ได้คือ ธุรกิจท้องถิ่นอย่างร้านสะดวกซื้อหรือร้านอาหารในย่านต่าง ๆ สามารถเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานระดับโลจิสติกส์ยักษ์ใหญ่ได้โดยไม่ต้องลงทุนสร้างเอง

ความท้าทายของการสร้างระบบอัตโนมัติในโลกแห่งความเป็นจริงนั้นครอบคลุมตั้งแต่ฮาร์ดแวร์ ระบบฝังตัว อัลกอริทึมการจัดเส้นทาง การจัดการแบบเรียลไทม์ ไปจนถึงเขนาดของตลาด ในขณะที่บริษัทด้านระบบอัตโนมัติส่วนใหญ่มักโฟกัสแค่ชั้นใดชั้นหนึ่ง แต่ที่ DoorDash วิศวกรต้องจัดการทุกอย่างไปพร้อม ๆ กัน ซึ่งการคิดค้นนวัตกรรมหรือการแก้ปัญหาเล็ก ๆ น้อย ๆ สามารถกลายเป็นระบบพื้นฐานที่ถูกนำไปใช้ทั่วทั้งแพลตฟอร์มได้แทบจะในทันที

Thumbsup มองว่า การขยับตัวของ DoorDash ครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่าในยุคดิจิทัล การตลาดไม่ใช่แค่เรื่องของการทำแคมเปญหรือโปรโมชันอีกต่อไป แต่เป็นเรื่องของการสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่ล้ำหน้าเพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า การที่ DoorDash ได้รับใบอนุญาต FAA และพัฒนาระบบนิเวศน์ที่ครอบคลุมตั้งแต่หน้าร้านไปจนถึงน่านฟ้า ถือเป็นการสร้าง Moat ที่แข็งแกร่ง เพราะมันผสานทั้งเทคโนโลยีขั้นสูงระดับวิศวกรรมการบิน เข้ากับ Data มหาศาลจากการทำงานในพื้นที่จริง

สำหรับนักการตลาด นี่คือสัญญาณเตือนว่า ความเร็วในการเข้าถึงผู้บริโภคกำลังจะถูกยกระดับไปอีกขั้น แบรนด์ที่สามารถปรับตัวและใช้ประโยชน์จากช่องทางการจัดส่งใหม่ ๆ นี้ได้ก่อน จะเป็นผู้คว้าโอกาสทางธุรกิจมหาศาลที่เกิดจาก Demand รูปแบบใหม่ ๆ ที่ข้อจำกัดเดิม ๆ เคยขวางกั้นไว้ การต่อสู้ในสมรภูมิเดลิเวอรีไม่ได้วัดกันที่ใครมีแอปสวยกว่า แต่วัดกันที่ใครสามารถเชื่อมโยงโลกทางกายภาพเข้ากับเทคโนโลยีอัตโนมัติได้อย่างไร้รอยต่อที่สุด

อ้างอิง: DoorDash

อ่านเพิ่มเติม

I'm a Content Creator and Storyteller, and i love Shooting my daughter :><: