โลกของ Digital Economy ยุคก่อน เราอาจเคยชินกับภาพการสู้กันด้วย “Burn Cash” เพื่อดึง Traffic และฐานผู้ใช้งาน แต่เมื่อก้าวเข้าสู่ปี 2026 ภาพเหล่านั้นได้กลายเป็นอดีตอย่างสมบูรณ์

วันนี้เรากำลังยืนอยู่บนสมรภูมิใหม่ที่ Thumbsup นิยามว่ามันคือ “The Era of Multi-layer Take Rate” หรือสงครามการจัดเก็บค่าธรรมเนียมที่เข้มข้นที่สุดเท่าที่เคยมีมา

หากดูจากสถิติที่ Priceza Insight  แพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่ทั้ง Shopee, Lazada และ TikTok Shop ไม่ได้ต้องการเพียง “ยอดขาย” (GMV) อีกต่อไป แต่พวกเขากำลังมองหา “กำไร” จากทุกออเดอร์ที่เกิดขึ้นบนระบบของตน นี่คือการวิเคราะห์เจาะลึกโครงสร้างต้นทุนที่ผู้ประกอบการไทยต้องเผชิญในพ.ศ. นี้

ปรากฏการณ์ “Fixed Fee” และกับดักของ Low Ticket Item

หนึ่งในความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจที่สุดคือการเริ่มเก็บ “ค่าธรรมเนียมโครงสร้างพื้นฐาน” ตัวเลข 1.07 บาท (รวม VAT) อาจดูเหมือนเงินทอนสำหรับสินค้าหลักพัน แต่หากคุณขายของในระดับราคา 20-50 บาท นี่คือการหักกำไรที่รุนแรงมาก

  • Shopee: เริ่มเก็บเมื่อมียอดเกิน 100 ออเดอร์/เดือน ตั้งแต่ปลายปี 2568
  • TikTok Shop: เดินตามมาติดๆ ในช่วงต้นปี 2569
  • Lazada: แม้จะยังไม่เก็บแยกชัดเจน แต่ไปเน้นการขยับ Commission Fee แทน

นี่คือสัญญาณว่า Marketplace ไม่ต้องการแบกรับต้นทุน Operation ของร้านค้ารายย่อยที่เน้นขายปริมาณมหาศาลแต่สร้างมูลค่าเพิ่มต่ำอีกต่อไป

เจาะลึกโครงสร้างคอมมิชชัน: ใครแรงกว่าใคร?

เมื่อดูที่ค่าธรรมเนียมการขาย (Commission) เราเห็นเพดานที่ขยับสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ:

  • Shopee (Mall): ขยับขึ้นไปแตะช่วง 5.89% – 15.52% (จากเดิมที่เพดานอยู่ที่ 13.91%) โดยเฉพาะหมวด “เสื้อผ้าแฟชั่น” ที่โดนจัดหนักที่สุด
  • Lazada: ปรับโครงสร้าง Commission ไปอยู่ที่ 6.42% – 13.00%
  • TikTok Shop: รักษาระดับไว้ที่ 5.35% – 10.70% สำหรับ Mall

สิ่งที่สังเกตเห็นคือ “หมวดแฟชั่น” กลายเป็นบ่อเงินบ่อทองของแพลตฟอร์ม เพราะเป็นหมวดที่มี Margin สูงและมีการซื้อซ้ำบ่อย การปรับค่าธรรมเนียมขึ้นมาเกือบ 16% บน Shopee คือการบีบให้แบรนด์ต้องเลือกระหว่าง “ขึ้นราคา” หรือ “ยอมลดกำไรเพื่อรักษาฐานลูกค้า”

Mandatory Growth Fee: เมื่อการเติบโตไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็น “ค่าผ่านทาง”

จุดเปลี่ยนสำคัญในปี 2026 คือการที่ TikTok Shop นำร่อง “Commerce Growth Fee” แบบบังคับ ในอัตรา 5.89% – 6.96% ซึ่งต่างจาก Shopee และ Lazada ที่ส่วนใหญ่ยังให้เลือกเข้าร่วมโปรแกรมส่งฟรี (Free Shipping) หรือคืนคอยน์ (Cashback) ตามความสมัครใจ

นี่คือโมเดลการันตีรายได้ของแพลตฟอร์ม (Revenue Guarantee) ที่เปลี่ยนจาก “ทางเลือก” เป็น “ภาคบังคับ” ซึ่งในอนาคต Thumbsup คาดการณ์ว่าคู่แข่งเจ้าอื่นๆ อาจจะขยับตามเพื่อรักษาระดับรายได้ต่อออเดอร์ให้ทัดเทียมกัน

การเงินที่ซับซ้อน: จาก Payment Fee สู่ BNPL

ค่าธรรมเนียมการชำระเงินมาตรฐานอยู่ที่ 3.21% เท่ากันเกือบทุกเจ้า แต่สิ่งที่ผู้ขายต้องระวังคือค่าธรรมเนียม BNPL (Buy Now Pay Later) หรือการผ่อนชำระ

  • บน Shopee (SPayLater/ผ่อนบัตร) พุ่งไปถึง 7.49% สำหรับระยะเวลา 10-12 เดือน
  • TikTok PayLater อยู่ที่ 4.82% – 6.42%

หากร้านค้าไม่ระวังและปล่อยให้ลูกค้าเลือกผ่อนชำระโดยไม่มีการตั้งราคาเผื่อไว้ (Markup) กำไรของคุณอาจหายไปเกือบ 10% เพียงแค่ขั้นตอนการจ่ายเงินเท่านั้น

กลยุทธ์ “Efficiency Over Traffic”

ในอดีต ใครมีเงินยิงโฆษณา (Traffic) มากคนนั้นชนะ แต่ปัจจุบันต้นทุนโฆษณาบวกกับค่าธรรมเนียมที่ซ้อนกันหลายชั้น (Multi-layer) ทำให้การบริหารจัดการต้นทุน (Efficiency) สำคัญกว่า

  • Shopee: ต้องใช้ความเร็วและ Volume เข้าสู้ เน้นปิดการขายให้ไวเพื่อคืนทุนโฆษณา
  • Lazada: ต้องเน้นการวางแผน Bundle สินค้า เพื่อให้ค่าธรรมเนียมต่อออเดอร์เฉลี่ยแล้วคุ้มค่าที่สุด
  • TikTok Shop: ต้องพึ่งพา Content และ Affiliate มากขึ้น เพื่อลดภาระการยิง Ads โดยตรง

ปี 2026 ไม่ใช่ปีที่เราจะมานั่งดูแค่ยอดขาย (GMV) อีกต่อไป แต่เป็นปีที่ต้องดู Contribution Margin (กำไรส่วนเกิน) แยกตามแพลตฟอร์มอย่างละเอียด ธุรกิจที่อยู่รอดคือธุรกิจที่ “เข้าใจตัวเลขมากกว่าการยิงแอด”

ขอบคุณข้อมูลจาก Priceza Insight

สถานการณ์ในตอนนี้ คุณต้องเริ่มกระจายความเสี่ยงออกไปยัง Owned Channels (เช่น Website ของตัวเอง, Line OA) หรือการทำ Affiliate ของตัวเอง เพื่อไม่ให้แพลตฟอร์ม Marketplace กลายเป็น “เจ้าชีวิต” ที่สามารถกำหนดชะตากรรมกำไรของคุณได้เพียงปลายนิ้ว

I'm a Content Creator and Storyteller, and i love Shooting my daughter :><: