เคยรู้สึกไหมว่าการประชุมบางครั้งมันช่างสูบพลังชีวิตเหลือเกิน? คนหนึ่งเสนอไอเดีย อีกคนค้านทันที อีกคนใช้อารมณ์ล้วน ๆ ส่วนอีกคนนั่งเงียบไม่พูดอะไรเลย สุดท้ายจบการประชุมโดยไม่ได้ข้อสรุปแถมยังเสียเวลาไปเป็นชั่วโมง

ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากทีมงานไม่มีความสามารถ แต่อาจเกิดจาก กระบวนการคิด ที่ตีกันยุ่งเหยิง วันนี้ ThumbsUp จึงขอหยิบหนังสือระดับตำนานอย่าง Six Thinking Hats ของ Edward de Bono มาถอดรหัสให้เห็นกันชัด ๆ ว่าทำไมบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง IBM หรือ Siemens ถึงใช้เทคนิคนี้เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้อย่างน่าอัศจรรย์

Six Thinking Hats

ทรัพยากรที่ล้ำค่าที่สุดของมนุษย์คือความคิด

Edward de Bono เปิดประเด็นไว้อย่างน่าสนใจว่า การคิดเป็นทักษะที่เราเรียนรู้ได้ไม่สิ้นสุด แต่ศัตรูตัวฉกาจของการคิดไม่ใช่ความโง่เขลา หากแต่เป็นความสับสน

ในโลกการทำงานจริง เรามักปล่อยให้ตรรกะ อารมณ์ ข้อมูล และความคิดสร้างสรรค์ ตีกันมั่วไปหมดในหัวเดียว หรือในห้องประชุมเดียว ทำให้เราไม่สามารถมองเห็นภาพรวมได้อย่างชัดเจน นี่จึงเป็นที่มาของทฤษฎี Six Thinking Hats ที่จะเข้ามาช่วยจัดระเบียบความคิดโดยการแยกประเภทของการคิดออกเป็นหมวกสีต่าง ๆ 6 ใบ

Parallel Thinking คือกุญแจสู่ความสำเร็จ

ก่อนจะไปดูหมวกแต่ละใบ เราต้องเข้าใจคอนเซปต์หลักที่ De Bono นำเสนอ นั่นคือ Parallel Thinking หรือ การคิดแบบขนาน

วัฒนธรรมการคิดแบบตะวันตกดั้งเดิมมักเน้นการถกเถียง เพื่อหาความจริงเพียงหนึ่งเดียว ใครเถียงชนะคือคนถูก แต่วิธีนี้ไม่เวิร์กอีกต่อไปในโลกที่ซับซ้อน De Bono จึงเสนอให้ทุกคนมองไปในทิศทางเดียวกันพร้อม ๆ กัน แทนที่จะมานั่งเถียงกันคนละมุม

เปรียบเหมือนแทนที่จะยืนคนละฝั่งแล้วตะโกนใส่กัน เราชวนทุกคนมายืนฝั่งเดียวกันแล้วมองไปที่บ้านหลังนั้นพร้อมกัน แล้วค่อยย้ายไปดูมุมอื่นพร้อม ๆ กัน วิธีนี้ทำให้เห็นครบทุกมิติ และลดความขัดแย้งได้อย่างมหาศาล

เจาะลึกหมวกทั้ง 6 ใบ ที่เป็นสีสันแห่งความคิด

เมื่อเราเข้าใจหลักการแล้ว มาลองสวมหมวกทีละใบกันดู ว่าแต่ละสีมีความหมายและพลังอย่างไรบ้าง

The White Hat เมื่อคุณสวมหมวกสีขาว ให้จินตนาการว่าตัวเองเป็นคอมพิวเตอร์ที่ไร้อารมณ์ หน้าที่ของคุณคือนำเสนอข้อมูลดิบ ตัวเลข และข้อเท็จจริง โดยปราศจากการตีความหรือใส่สีตีไข่ ไม่ว่าจะเป็น

  • Believed Facts vs Checked Facts: เราแยกข้อมูลได้เป็นข้อเท็จจริงที่เชื่อว่าเป็นจริง กับข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบแล้ว
  • ตัวอย่างการใช้งาน: De Bono ยกตัวอย่างสไตล์การประชุมของญี่ปุ่น ที่ผู้เข้าร่วมจะเน้นการนำเสนอข้อมูลกองรวมกันตรงกลาง เพื่อสร้างภาพรวมร่วมกันก่อนตัดสินใจ ต่างจากตะวันตกที่มักพกธง หรือคำตอบมาแล้วและพยายามยัดเยียดให้คนอื่นยอมรับ
  • ประโยชน์: หมวกสีขาวช่วยล้างอคติ ทำให้ทุกคนเห็นวัตถุดิบที่มีอยู่ในมือจริง ๆ ก่อนจะเริ่มปรุงอาหาร

The Red Hat ในโลกธุรกิจ เรามักถูกสอนให้เก็บอารมณ์ แต่ De Bono บอกว่าการกดอารมณ์ไว้มันอันตราย เพราะมันจะแอบแฝงไปบิดเบือนการตัดสินใจของเราอยู่ดี หมวกสีแดงจึงเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่อนุญาตให้ทุกคนระบายความรู้สึกออกมาได้โดยไม่ต้องมีเหตุผลประกอบ

  • พลังของหมวกแดง: มันทำให้อารมณ์กลายเป็นสิ่งที่จับต้องได้และถูกวางไว้บนโต๊ะ เมื่อเรารู้ว่าใครโกรธ ใครตื่นเต้น หรือใครสังหรณ์ใจไม่ดี เราจะเข้าใจบริบทเบื้องหลังการตัดสินใจของพวกเขาได้ดีขึ้น
  • ข้อควรระวัง: ใช้ในช่วงเวลาสั้น ๆ เพื่อเช็กอุณหภูมิของที่ประชุม ไม่ใช่การใช้อารมณ์เพื่อตัดสินถูกผิด

The Black Hat หมวกสีดำคือหมวกที่สำคัญต่อการอยู่รอดของมนุษย์ มันคือตรรกะด้านลบที่ช่วยชี้ให้เห็นถึงอันตราย ความเสี่ยง และสิ่งที่อาจผิดพลาด

  • Logical Negative: จำไว้ว่าหมวกดำไม่ใช่การใช้อารมณ์ลบ แต่มันคือการใช้เหตุผลเพื่อหาจุดตายของไอเดีย
  • ดาบสองคม: ถึงจะสำคัญ แต่ถ้าใช้พร่ำเพรื่อจะกลายเป็นตัวฆ่าไอเดีย ทำให้องค์กรไม่กล้าขยับตัวทำอะไรเลย De Bono เตือนว่าอย่าใส่หมวกดำนานเกินไป และต้องใช้เพื่ออุดรอยรั่วไม่ใช่เพื่อทำลาย

The Yellow Hat ตรงข้ามกับหมวกดำ หมวกสีเหลืองคือการมองหาคุณค่า และประโยชน์ของเรื่องนั้น ๆ มันคือการใช้ตรรกะเพื่อสนับสนุนว่าทำไมไอเดียนี้ถึงจะเวิร์ก

  • Speculative: หมวกเหลืองคือการเก็งกำไรในอนาคต มันท้าทายกว่าหมวกดำเพราะสมองมนุษย์ถูกสร้างมาให้ระวังภัยมากกว่ามองหาโอกาส เราจึงต้องพยายามตั้งใจมองหาข้อดี แม้ในไอเดียที่ดูแย่ที่สุด
  • ไม่ใช่ความเพ้อฝัน: ความคิดเชิงบวกของหมวกเหลืองต้องมีพื้นฐานอยู่บนความเป็นไปได้ ไม่ใช่แค่การหลอกตัวเอง

The Green Hat นี่คือหมวกแห่งนวัตกรรม เมื่อสวมหมวกเขียวห้ามวิจารณ์ หน้าที่ของคุณคือการโยนไอเดียใหม่ ๆ ทางเลือกที่แตกต่าง หรือแม้แต่ไอเดียที่ดูบ้าบอที่สุดออกมา

  • Movement: หัวใจของหมวกเขียวคือการไปข้างหน้า เราใช้ไอเดียหนึ่งเพื่อต่อยอดไปยังอีกไอเดียหนึ่ง ไม่จำเป็นต้องถูกตรรกะเสมอไป
  • Provocation: De Bono แนะนำเทคนิคการยั่วยุทางความคิด เช่น การคิดแบบกลับด้าน เพื่อกระตุ้นให้สมองหลุดจากกรอบเดิม ๆ ไอเดียเปลี่ยนโลกมักเกิดในช่วงเวลานี้

The Blue Hat หมวกสีน้ำเงินคือวาทยากรของวงดนตรี ผู้สวมหมวกนี้ไม่ได้ร่วมเล่นดนตรีโดยตรง แต่คอยกำกับจังหวะและขั้นตอนการคิด

  • Process Control: หมวกน้ำเงินมักถูกใช้ตอนเริ่มการประชุม และตอนจบการประชุม และยังคอยแทรกแซงเมื่อวงเริ่มแตก เช่น ถ้ามีคนเริ่มเถียงกันด้วยอารมณ์ หมวกน้ำเงินจะสั่งเบรกและให้ทุกคนกลับมาใส่หมวกขาว
  • ระเบียบวินัย: ความสำเร็จของ Six Thinking Hats ขึ้นอยู่กับความเข้มงวดของผู้สวมหมวกน้ำเงิน ที่จะคอยรักษาให้ทุกคนคิดแบบ Parallel ไปในทิศทางเดียวกัน

บริษัทใหญ่ ๆ ก็ยอมรับทฤษฎีนี้

มีกรณีศึกษาจากห้องแล็บของ IBM ที่รายงานว่า การใช้เทคนิค Six Thinking Hats สามารถลดเวลาการประชุมลงได้ถึง 75% (เหลือเพียง 1 ใน 4 ของเวลาเดิม)

ความลับของความเร็วและประสิทธิภาพนี้ คือการ ถอดอัตตา หรือ Ego ออกไป

เมื่อเราบอกให้ทุกคนสวมหมวกเหลือง แม้แต่คนที่คัดค้านหัวชนฝาก็ต้องพยายามหาข้อดีของไอเดียนั้นตามกติกา หรือเมื่อบอกให้สวมหมวกดำ เจ้าของไอเดียก็ต้องยอมรับฟังข้อเสียโดยไม่โกรธ เพราะรู้ว่าเป็นช่วงเวลาของการหาจุดบกพร่องตามบทบาท

Thumbsup มองว่า ในยุค Digital Disruption ที่ความเร็วคือเรื่องคอขาดบาดตาย การประชุมที่ยืดเยื้อและไร้ประสิทธิภาพคือต้นทุนแฝงที่แพงที่สุดขององค์กร

Six Thinking Hats ไม่ใช่แค่เครื่องมือจัดประชุม แต่มันคือ Software for the Mind ที่ช่วยอัปเกรดระบบปฏิบัติการทางความคิดของเรา จากที่เคยประมวลผลแบบสับสนวุ่นวาย ให้กลายเป็นการคิดที่เป็นระบบ แยกแยะอารมณ์ออกจากข้อเท็จจริง และเปลี่ยนการโต้เถียงที่ไร้ประโยชน์ ให้กลายเป็นการระดมสมองที่ทรงพลัง

สำหรับนักการตลาดและคนทำงานสาย Tech การนำ Six Thinking Hats ไปปรับใช้จะสร้างประโยชน์ดังนี้

  1. Brainstorm แคมเปญได้เร็วขึ้น (ใช้หมวกเขียว + เหลือง)
  2. ประเมินความเสี่ยงก่อน Launch สินค้าได้แม่นยำ (ใช้หมวกดำ + ขาว)
  3. เข้าใจ Insight ลูกค้าได้ลึกซึ้ง (ใช้หมวกแดง + ขาว)

ลองหยิบเทคนิคนี้ไปใช้ในการประชุมครั้งหน้าดู เริ่มจากเรื่องเล็ก ๆ ก่อนก็ได้ แล้วคุณจะพบว่า คุณภาพความคิดของทีมคุณ เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

อ่านเพิ่มเติม

I'm a Content Creator and Storyteller, and i love Shooting my daughter :><: