เป็นข่าวใหญ่ในวงการเทคโนโลยีและเศรษฐกิจไทยที่อาจเงียบไปสักหน่อย เพราะเรื่องการประกาศความร่วมมือระหว่าง GISTDA หรือ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) กับ KPMG ที่ออกมาเปิดเผยผลการศึกษาความเป็นไปได้ในการสร้าง “ท่าอวกาศยาน” หรือ Spaceport แห่งแรกในประเทศไทย พร้อมกางแผนที่ 3 จุดยุทธศาสตร์อย่าง ชลบุรี และ สงขลา ที่จะพาไทยพุ่งทะยานสู่ New Space Economy
ในฐานะคนทำงานสายเทคฯ และการตลาด เราตื่นเต้นกับวิสัยทัศน์นี้ การที่ไทยจะก้าวไปเป็น Space-Faring Nation ไม่ใช่แค่เรื่องเท่ ๆ แต่หมายถึงเม็ดเงินลงทุนมหาศาลและการยกระดับ STEM ของคนในชาติ แต่เมื่อ Thumbsup ได้มีโอกาสเห็น “ไส้ใน” ของงบประมาณโครงการศึกษาความเหมาะสม (Feasibility Study) ชุดนี้ ที่มีมูลค่ารวมกว่า 16 ล้านบาท กลับพบ “ตัวเลข” หลายจุดที่ชวนให้ตั้งคำถามในฐานะผู้ตรวจสอบภาษีและนักบริหารโครงการว่า การจัดลำดับความสำคัญของงบประมาณก้อนนี้ สมเหตุสมผลกับ “ความฝันระดับจักรวาล” ที่เรากำลังวาดไว้จริงหรือ?
วันนี้ Thumbsup จะพามาแกะงบประมาณทีละบรรทัด วิเคราะห์ความเป็นไปได้ และตั้งข้อสังเกตที่คนในวงการไม่อาจมองข้าม

ไทยพร้อมแค่ไหนกับ Spaceport?
ก่อนจะไปเรื่องเงิน มาดูสิ่งที่ GISTDA และ KPMG นำเสนอกันก่อน จากการเวิร์กช็อปเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 มีการระบุพื้นที่ศักยภาพ 3 แห่ง คือ เกาะจวง/เกาะจาน จ.ชลบุรี และ แหลมสนอ่อน จ.สงขลา สำหรับการส่งจรวดแนวดิ่ง และสนามบินอู่ตะเภา สำหรับการส่งแนวราบ
เป้าหมายคือการดึงดูดเม็ดเงินลงทุน สร้างอุตสาหกรรมอวกาศ และลดการพึ่งพาต่างชาติ ดูแล้วเป็น Roadmap ที่สวยหรูและจำเป็นต้องทำหากไทยไม่อยากตกขบวนรถไฟ (หรือยานอวกาศ) ขบวนนี้
งบ 16 ล้าน กับภารกิจบุกจักรวาล
อย่างไรก็ตาม เมื่อพลิกดูเอกสาร “แบบ บก. 04” และรายละเอียดค่าใช้จ่ายโครงการจ้างที่ปรึกษาศึกษาความเหมาะสมฯ ของ สำนักพัฒนาเทคโนโลยีกิจการอวกาศ (สพก.) พบว่าวงเงินงบประมาณที่ได้รับจัดสรรคือ 16,000,000 บาท ซึ่งตัวเลขนี้ครอบคลุมการศึกษาทั้งด้านเทคนิค เศรษฐศาสตร์ และการเงิน
ถามว่า 16 ล้านบาทเยอะไหม? สำหรับ SMEs อาจจะเยอะ แต่สำหรับการศึกษาเมกะโปรเจกต์ระดับ “ท่าอวกาศยาน” ที่มีความซับซ้อนทางวิศวกรรมและความเสี่ยงระดับโลก ตัวเลขนี้ถือว่า “Lean” มาก หรืออาจจะน้อยจนน่าเป็นห่วงว่าผลการศึกษาจะครอบคลุมรอบด้านจริงหรือไม่ แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าจำนวนเงินรวม คือ “ไส้ใน” ของการแบ่งเค้กก้อนนี้

1. Paradox of PR: เมื่อ “ค่าของที่ระลึก” แพงกว่า “ค่างานประชาสัมพันธ์”
จุดที่สะดุดตาที่สุดและชวนให้ตั้งคำถามถึงวิธีคิดในการบริหารโครงการ คือสัดส่วนงบประมาณด้านการสื่อสารและการมีส่วนร่วม
ในเอกสารระบุว่า ค่าจัดทำประชาสัมพันธ์ เพื่อสร้างความเข้าใจและเผยแพร่ข้อมูลผ่านสื่อออนไลน์อย่าง Facebook, YouTube หรือ X (Twitter) ตั้งเป้าการเข้าถึง 100,000 ครั้ง ถูกตั้งงบไว้เพียง 100,000 บาท เท่านั้น “อ่านไม่ผิด” หนึ่งแสนบาทถ้วนสำหรับการทำ PR โปรเจกต์ระดับชาติที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าเศรษฐกิจไทย
ในขณะที่เมื่อเราไปดูเอกสารจัดซื้อจัดจ้างอีกฉบับที่เกี่ยวข้องกับโครงการเดียวกัน พบว่ามีรายการ “จ้างเหมาจัดทำของที่ระลึก” สำหรับการสัมมนา/ประชุมเชิงปฏิบัติการ วงเงิน 122,430 บาท


ลองชั่งน้ำหนักดู การให้ความสำคัญกับการแจกของที่ระลึกในห้องประชุม มากกว่าการสื่อสารกับประชาชนคนไทยทั้งประเทศ (Public Awareness) ที่เป็นเจ้าของพื้นที่และเจ้าของภาษี ถึง 22,000 กว่าบาท นี่คือสัญญาณของการจัดลำดับความสำคัญแบบราชการไทยเดิมที่เน้น “พิธีการ” มากกว่า “ผลสัมฤทธิ์” ในการสื่อสารหรือไม่? ในยุคที่ Social Voice มีผลต่อการเกิดหรือดับของเมกะโปรเจกต์ การตั้งงบ PR ไว้แค่นี้อาจไม่สมเหตุผลนัก
2. The Talent Gap: ช่องว่างรายได้ที่ห่างกันเกือบ 4 เท่า
หัวใจของงานที่ปรึกษาคือ “คน” ในงบ 16 ล้านบาทนี้ เป็นค่าตอบแทนบุคลากรไปแล้วกว่า 12.58 ล้านบาท ซึ่งสมเหตุสมผลสำหรับงานวิชาการ แต่เมื่อเจาะลึกลงไปในอัตราค่าตอบแทน เราพบความเหลื่อมล้ำที่น่าสนใจ
- นักวิจัยชาวต่างประเทศด้านธุรกิจอวกาศ: ประสบการณ์ 15 ปี จ้างมา 1 คน ระยะเวลา 8 เดือน รับค่าตอบแทนรวมสูงถึง 3,557,198.88 บาท หรือตกเดือนละประมาณ 444,650 บาท
- ผู้จัดการโครงการ (คนไทย): ประสบการณ์ 15 ปีเท่ากัน วุฒิปริญญาโทขึ้นไป รับค่าตอบแทนเดือนละ 109,736 บาท รวม 8 เดือนได้ 877,888 บาท


ความต่างนี้คือ 4 เท่าตัว แม้เราจะเข้าใจได้ว่าค่าตัวผู้เชี่ยวชาญระดับโลกในอุตสาหกรรม Niche อย่าง Space Business นั้นแพงระยับ แต่คำถามคือ การพึ่งพา “สมอง” จากต่างชาติด้วยราคาที่สูงขนาดนี้ เรามีการถ่ายทอดองค์ความรู้ (Knowledge Transfer) ที่คุ้มค่าหรือไม่? หรือเป็นเพียงการจ้างมาเพื่อประทับตราความน่าเชื่อถือในเล่มรายงานเท่านั้น? และที่สำคัญ งบจ้างนักวิจัยไทยระดับหัวกะทิในเรตนี้ จะดึงดูด Talent ตัวจริงในวงการได้มากน้อยแค่ไหนในระยะยาว
3. งบดูงานและ Workshop เพื่อการเรียนรู้
ในหมวดค่าใช้จ่ายอื่น ๆ มีการตั้งงบ ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปต่างประเทศ (ญี่ปุ่น) วงเงิน 613,250 บาท และ ค่าศึกษาต้นแบบท่าอวกาศยานต่างประเทศ (อย่างน้อย 4 ประเทศ เช่น สหรัฐฯ, จีน, เกาหลี, ญี่ปุ่น) อีก 500,000 บาท

งบ 500,000 บาท สำหรับศึกษาต้นแบบใน 4 ประเทศมหาอำนาจทางอวกาศ? ถ้าหารเฉลี่ยตกประเทศละ 125,000 บาท งบเท่านี้อาจจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะทำการศึกษาเชิงลึก หรือแม้แต่ค่าเดินทางของทีมงานวิจัยให้ครอบคลุม เว้นแต่จะเป็นการศึกษาผ่านเอกสาร (Desktop Research) หรือ Zoom Call ซึ่งถ้าเป็นอย่างหลัง การตั้งชื่อรายการว่า “ค่าศึกษาต้นแบบ…” อาจจะดูคลุมเครือไปสักนิด
นอกจากนี้ยังมี ค่าจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) เพื่อพัฒนาระบบนิเวศ อีก 454,000 บาท ซึ่งเมื่อเทียบกับงบ PR (100,000 บาท) แล้ว ยิ่งตอกย้ำว่าโครงการนี้เน้นกิจกรรมภายใน มากกว่าการสร้างแรงกระเพื่อมภายนอก
Timeline ที่บีบรัดกับความคาดหวังที่สูงลิ่ว
ระยะเวลาการจ้างงานบุคลากรหลักกำหนดไว้ที่ 8 เดือน สำหรับการศึกษา Feasibility ของโครงการระดับ Spaceport ที่ต้องดูทั้ง
- วิศวกรรมความปลอดภัย (Safety Zones, Trajectory Analysis)
- ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA/EHIA เบื้องต้น)
- ความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ (Business Model, ROI)
- กฎหมายระหว่างประเทศและน่านฟ้า
8 เดือนกับทีมงานหลักประมาณ 15 คน ถือว่าเป็นงานที่ “ท้าทาย” พอสมควร หากต้องการผลลัพธ์ที่นำไปใช้ขออนุมัติงบลงทุนก่อสร้างจริง ไม่ใช่แค่รายงานที่ทำเสร็จแล้ววางบนหิ้ง
Thumbsup มองว่า การที่ GISTDA และ KPMG ลุกขึ้นมาทำ Feasibility Study เรื่อง Spaceport คือเรื่องที่น่ายินดีและควรสนับสนุน ประเทศไทยมีศักยภาพทางภูมิศาสตร์ที่ยอดเยี่ยม (ใกล้เส้นศูนย์สูตร ยิงจรวดประหยัดเชื้อเพลิง) แต่การบริหารจัดการงบประมาณเบื้องต้นนี้สะท้อนให้เห็น “Rethinking” บางอย่างที่จำเป็นต้องทำ
ถ้างบประมาณคือกระจกสะท้อนกลยุทธ์ การที่เราเห็นงบ “ของที่ระลึก” มากกว่า “งบ PR” และงบจ้างผู้เชี่ยวชาญต่างชาติที่สูงลิ่วกินสัดส่วนกว่า 20% ของงบทั้งโครงการ มันทำให้อดห่วงไม่ได้ว่า โครงการนี้กำลังขับเคลื่อนด้วย “เนื้อหา” หรือ “พิธีกรรม”
ในฐานะสื่อมวลชนและคนไทยที่อยากเห็นจรวดลำแรกทะยานขึ้นจากแผ่นดินไทย เราหวังว่าผลการศึกษาฉบับสมบูรณ์ที่จะออกมา จะคุ้มค่ากับเม็ดเงิน 16 ล้านบาทนี้ และสามารถตอบคำถามสังคมได้อย่างโปร่งใส ไม่ใช่แค่เรื่องเทคนิค แต่รวมถึงความคุ้มค่าในทุกบาททุกสตางค์ที่เสียไป
เพราะการไปอวกาศนั้นยากแล้ว แต่การบริหารงบประมาณแผ่นดินให้โปร่งใสและมีประสิทธิภาพ ควรเป็นเรื่องพื้นฐานที่ไม่ต้องใช้ Rocket Science
อ่านเพิ่มเติม



