ในโลกการตลาดดิจิทัลที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว “Influencer Marketing” ได้ก้าวข้ามจากการเป็นเพียงเครื่องมือสร้างการรับรู้ (Awareness) สู่การเป็นฟันเฟืองหลักในการขับเคลื่อนยอดขาย (Full-funnel Driver) อย่างเต็มตัว ล่าสุด AnyMind Group ได้เปิดเผยรายงานฉบับสำคัญ “State of Influence in APAC 2026” ซึ่งวิเคราะห์ข้อมูลจากกว่า 7,000 แคมเปญ และอินฟลูเอนเซอร์กว่า 1.1 ล้านรายใน 10 ตลาดทั่วเอเชียแปซิฟิก
Thumbsup สรุปทุกแง่มุม เจาะลึกตัวเลขที่นักการตลาดไทยต้องรู้ เพื่อวางหมากการตลาดในปี 2026 ให้แม่นยำและคุ้มค่าที่สุด
TikTok คือหัวใจหลัก แต่ Instagram คือภาพลักษณ์ที่ขาดไม่ได้
หากจะถามว่าแพลตฟอร์มไหนทรงอิทธิพลที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คำตอบในรายงานระบุชัดเจนว่าคือ TikTok โดยเฉพาะในประเทศไทยที่แบรนด์เลือกใช้ TikTok ในแคมเปญอินฟลูเอนเซอร์สูงถึง 66.0% (สูงที่สุดเมื่อเทียบกับฟิลิปปินส์ที่ 64.3% และเวียดนามที่ 62.9%)
ทำไม TikTok ถึงครองเมือง?
จุดแข็งไม่ใช่แค่จำนวนผู้ใช้งาน แต่คือ “Shoppertainment” หรือความสามารถในการเปลี่ยนความบันเทิงให้เป็นการตัดสินใจซื้อได้อย่างไร้รอยต่อ อัลกอริทึมที่เน้นการค้นพบ (Content Discovery) ช่วยให้แบรนด์ข้ามขีดจำกัดเรื่องยอดผู้ติดตามเดิมไปสู่กลุ่มลูกค้าใหม่ๆ ได้ง่ายขึ้น
อย่างไรก็ตาม Instagram ยังคงครองใจกลุ่มอินฟลูเอนเซอร์ในภาพรวมของภูมิภาค (ครองสัดส่วน 39.7% ของอินฟลูฯ ทั้งหมด) โดยเฉพาะในหมวด Fashion & Beauty ที่ต้องการภาพลักษณ์แบรนด์ที่ดูดี มีระดับ ดังนั้นกลยุทธ์ในปี 2026 จึงไม่ใช่การเลือกแพลตฟอร์มใดแพลตฟอร์มหนึ่ง แต่เป็นการใช้ “Hybrid Strategy” — ใช้ Instagram เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ (Brand Identity) และใช้ TikTok เพื่อสร้างแรงกระเพื่อมและปิดการขาย

Nano และ Micro Influencer คือกุญแจสู่ Engagement
ข้อมูลที่น่าสนใจที่สุดในรายงานปีนี้คือประสิทธิภาพของอินฟลูเอนเซอร์ขนาดเล็ก โดยเฉพาะกลุ่ม Nano Influencer (ผู้ติดตาม 1,000 – 10,000 บัญชี) และ Micro Influencer (ผู้ติดตาม 10,000 – 100,000 บัญชี)
- ในไทย: Nano Influencer บน TikTok มีค่ามัธยฐานอัตราการมีส่วนร่วม (Median ER) สูงถึง 6.77% ในขณะที่แพลตฟอร์มอื่นๆ อย่าง YouTube และ Facebook มีค่า ER ที่ต่ำกว่ามาก
- เหตุผลเชิงกลยุทธ์: ผู้บริโภคยุคปัจจุบันเริ่มเกิดสภาวะ “Ad Fatigue” หรือเหนื่อยหน่ายกับโฆษณาจากเซเลบริตี้รายใหญ่ พวกเขามองหาความจริงใจ (Authenticity) ความคิดเห็นที่จับต้องได้ และความรู้สึกเหมือนเพื่อนแนะนำเพื่อน อินฟลูเอนเซอร์รายเล็กจึงสร้าง “Trust” หรือความเชื่อมั่นได้ลึกซึ้งกว่า ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการทำ Affiliate Marketing
จ้างอินฟลูฯ ต้องได้ยอดขาย
เทรนด์ที่ชัดเจนที่สุดในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาคือการที่แบรนด์ให้ความสำคัญกับ “ผลลัพธ์ที่วัดผลได้” มากขึ้น แคมเปญที่เน้น Performance ในระดับภูมิภาคเติบโตอย่างก้าวกระโดด:
- ปี 2023: 28.24%
- ปี 2024: 30.67%
- ปี 2025: 42.47%
สิ่งนี้สะท้อนว่า Influencer Marketing กำลังถูกบูรณาการเข้ากับระบบ E-commerce อย่างสมบูรณ์แบบ แบรนด์ไม่ได้มองหาเพียงแค่ “ยอดไลก์” หรือ “ยอดแชร์” อีกต่อไป แต่กำลังมองหา Conversion Rate และ ROI (Return on Investment) ที่ชัดเจน
คุณอุมามณฑ์ ศิริลักษณาพร Chief Commercial Officer ของ AnyMind Group Thailand ได้ให้ทัศนะที่น่าสนใจว่า “ในปี 2026 อินฟลูเอนเซอร์จะไม่ได้มีอิทธิพลแค่ช่วงใดช่วงหนึ่ง แต่จะมีผลในทุกช่วงของเส้นทางผู้บริโภค ตั้งแต่การค้นหาสินค้า (Discovery) การสร้างความมั่นใจ (Trust) ไปจนถึงการตัดสินใจซื้อ (Purchase)”
อุตสาหกรรมไหนเปย์หนักที่สุด?
เมื่อวิเคราะห์เฉพาะตลาดประเทศไทย รายงานระบุว่าอุตสาหกรรมที่ทุ่มงบประมาณและใช้ศักยภาพของอินฟลูเอนเซอร์ได้โดดเด่นที่สุดคือ:
- กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม (Food & Drink): ครองส่วนแบ่งสูงสุดถึง 39.4% ของแคมเปญทั้งหมด
- แฟชั่นและความงาม (Fashion & Beauty): ตามมาเป็นอันดับสอง
นี่คือสองกลุ่มธุรกิจที่การรีวิวและการ “ป้ายยา” มีผลต่ออารมณ์ความรู้สึกของผู้บริโภคสูงที่สุด อย่างไรก็ตาม ในฝั่งของอินฟลูเอนเซอร์ไทย ประเภทคอนเทนต์ที่ถูกผลิตออกมามากที่สุดคือสาย Entertainment (28.62%) ตามด้วย Fashion & Beauty (19.85%) และ Food & Drink (14.28%)
ช่องว่างแห่งโอกาส: แบรนด์ในกลุ่ม FMCG หรือ Lifestyle สามารถนำ Creative Content จากสาย Entertainment มาผสมผสานกับการขายสินค้า เพื่อลดความรู้สึกของการถูกยัดเยียดโฆษณาได้

แนวทางการปรับตัวและกลยุทธ์สำหรับแบรนด์ไทยในปี 2026
จากข้อมูลทั้งหมด Thumbsup ขอสรุปคำแนะนำเชิงกลยุทธ์เพื่อให้แบรนด์ไทยอยู่รอดและเติบโตในปีหน้า ดังนี้
- Move Beyond Followers: เลิกวัดความสำเร็จด้วยจำนวนผู้ติดตามเพียงอย่างเดียว แต่ให้ดูที่ “คุณภาพของบทสนทนา” และ “ความสอดคล้องของกลุ่มเป้าหมาย” (Audience Alignment)
- Invest in High-Volume Nano Influencers: แทนที่จะจ้างดาราใหญ่ 1 คน ให้ลองจ้าง Nano Influencer 50-100 คนที่มีความสนใจเฉพาะด้าน สิ่งนี้จะช่วยสร้าง “Surround Effect” ที่ทำให้แบรนด์ดูเหมือนถูกพูดถึงอยู่ทุกที่ในสังคมโซเชียล
- Data-Driven Selection: ใช้แพลตฟอร์มเทคโนโลยีในการคัดเลือกอินฟลูเอนเซอร์ที่มีดาต้าการันตีว่าสามารถสร้าง Conversion ได้จริง ไม่ใช่แค่การเลือกตามความรู้สึก
- Long-term Partnership: เปลี่ยนจากการจ้างงานแบบ One-off (ครั้งเดียวจบ) เป็นการสร้างความสัมพันธ์ระยะยาว (Ambassador) เพื่อให้คอนเทนต์มีความต่อเนื่องและดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น
ความท้าทายใหม่ในโลกที่อินฟลูเอนเซอร์คือ “ห้างสรรพสินค้าเคลื่อนที่”
รายงาน State of Influence in APAC 2026 ยืนยันว่าเรากำลังอยู่ในยุคที่อินฟลูเอนเซอร์ทำหน้าที่เป็นมากกว่าแค่สื่อ แต่เป็นทั้งพนักงานขาย ที่ปรึกษา และหน้าร้านค้า แบรนด์ที่ไม่ยอมปรับตัวเข้าสู่สมรภูมิ TikTok หรือยังยึดติดกับการวัดผลแบบเดิมๆ จะเสียเปรียบในแง่ของต้นทุนต่อการได้ลูกค้า (CAC)
กุญแจสำคัญไม่ใช่การมีงบประมาณที่มากที่สุด แต่คือการใช้ดาต้าเพื่อค้นหา “อินฟลูเอนเซอร์ที่ใช่” ใน “เวลาที่เหมาะสม” และบน “แพลตฟอร์มที่ตอบโจทย์” นั่นเอง
ข้อมูลอ้างอิง: State of Influence in APAC 2026 Report โดย AnyMind Group




