นักการตลาดและแบรนด์ในยุคดิจิทัลมักยึดติดกับตัวเลขบนหน้าแดชบอร์ด ไม่ว่าจะเป็นยอด Like, Comment หรือ Share เพื่อใช้วัดความสำเร็จของแคมเปญ แต่ความจริงที่น่าตกใจคือ ผู้บริโภคจำนวนมหาศาลกำลังซึมซับข้อมูลและตัดสินใจซื้อเงียบๆ โดยไม่เคยทิ้งร่องรอยการมีปฏิสัมพันธ์ใดๆ ไว้ให้แบรนด์เห็นเลย
จากงานวิจัยล่าสุดของ MI LEARNLAB จาก MI GROUP ภายใต้หัวข้อ “The Invisible Influence: How Brands Win Beyond Visible Metrics” ได้เปิดเผยถึงพฤติกรรมที่ซ่อนอยู่ใต้ภูเขาน้ำแข็งของผู้บริโภคยุคใหม่ ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่แบรนด์อาจจะเข้าถึงพวกเขาอยู่แล้ว แต่ยังไม่เคย “เข้าใจ” หรือชนะใจพวกเขาได้อย่างแท้จริง บทความนี้จะพาไปเจาะลึกกลยุทธ์การรับมือกับกลุ่มเป้าหมายที่ไร้ตัวตนเหล่านี้ เพื่อเปลี่ยนความเงียบให้เป็นยอดขายที่ยั่งยืน

ถอดรหัส 3 กลุ่มผู้บริโภคในโลกดิจิทัล
แม้คนไทยจะใช้เวลาบนอินเทอร์เน็ตเฉลี่ยถึง 7.54 ชั่วโมงต่อวัน และใช้โซเชียลมีเดีย 2.32 ชั่วโมงต่อวัน แต่ใช่ว่าทุกคนจะชอบแสดงออก งานวิจัยได้จำแนกพฤติกรรมผู้บริโภคออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่:
- Visible Consumers (56.5%): กลุ่มที่ใช้สื่อดิจิทัลเป็นประจำและชอบแสดงออกอย่างชัดเจน พวกเขามักกดไลก์ คอมเมนต์ แชร์ หรือสร้างคอนเทนต์ด้วยตัวเอง
- Invisible Consumers (39.0%): กลุ่มคนที่ใช้สื่อดิจิทัลเป็นประจำแต่แทบไม่ทิ้งสัญญาณให้มองเห็น พวกเขาจดจำแบรนด์ ค้นหาข้อมูล และนำไปใช้ตัดสินใจซื้อในภายหลังอย่างเงียบๆ
- Low-Presence Digital Consumers (4.5%): กลุ่มที่มี Digital Footprint ต่ำ หรือจำกัดการใช้สื่อดิจิทัล

ที่น่าสนใจคือ ในกลุ่มตัวอย่าง 1,200 คน มีผู้บริโภคที่มีพฤติกรรมแบบ Invisible ถึง 60% เมื่อพิจารณาจากพฤติกรรมเชิงลึก โดยเฉพาะในกลุ่ม Gen Z ที่นิยมใช้ “แอคหลุม” (Alternate Accounts) หรือเลือกที่จะอ่านเพียงอย่างเดียวโดยไม่แสดงตัวตน สาเหตุหนึ่งที่พฤติกรรมนี้เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว มาจากความต้องการแยกพื้นที่ส่วนตัวออกจากชีวิตการทำงาน เพื่อหลีกเลี่ยงความวุ่นวายและปัญหา office politics ที่อาจตามมาเมื่อเพื่อนร่วมงานหรือหัวหน้าเข้ามาล่วงรู้รสนิยม การใช้ชีวิต หรือพฤติกรรมการบริโภคส่วนตัว พวกเขาจึงเลือกที่จะเป็นผู้สังเกตการณ์ที่ปลอดภัย

เจาะลึก 2 ประเภทของ Invisible Consumers
ผู้บริโภคกลุ่ม Invisible Consumers แม้จะมีพฤติกรรมที่ดูนิ่งเฉยเหมือนกัน แต่กลับมีแรงจูงใจและวิธีการรับสารที่แตกต่างกันออกเป็น 2 ประเภทหลัก
- The Quiet Absorber (กลุ่มสะสมแบรนด์ในใจเงียบๆ)
- ผู้บริโภคกลุ่มนี้ดูเหมือนจะไม่สนใจโฆษณา แต่แทบทุกครั้งที่เห็น พวกเขาจะซึมซับและเก็บสะสมข้อมูลของแบรนด์ไว้ในความทรงจำโดยไม่รู้ตัว
- เมื่อถึงวินาทีที่ต้องตัดสินใจซื้อ แบรนด์ที่พวกเขาได้สะสมข้อมูลไว้จะก้าวเข้ามาเป็นตัวเลือกแรกในใจทันที
- คีย์เวิร์ดสำคัญของคนกลุ่มนี้คือการสร้าง “ความทรงจำและความคุ้นเคย” (Memory & Familiarity)
- The Intentional Selector (กลุ่มเลือกรับสารอย่างตั้งใจ)
- คนกลุ่มนี้ไม่ได้ปิดกั้นแบรนด์ แต่พวกเขา “ปฏิเสธการถูกรบกวน”
- พวกเขาจะเลือกเองว่าจะรับสารอะไร เชื่ออะไร และจะตัดสินใจซื้อเมื่อไหร่
- ผู้บริโภคกลุ่มนี้มักหาข้อมูลออนไลน์ด้วยตัวเองก่อนตัดสินใจซื้อถึง 90% และ 77% เชื่อรีวิวจากผู้ใช้จริงมากกว่าสิ่งที่แบรนด์โฆษณา
- คีย์เวิร์ดสำคัญคือการรองรับ “การค้นหาและความไว้วางใจ” (Search & Trust)
แม้ทั้งสองกลุ่มจะมีวิธีคิดที่ต่างกัน แต่ผลลัพธ์สุดท้ายจะนำไปสู่การเลือกซื้อแบรนด์ที่พวกเขาเชื่อมั่นเช่นเดียวกัน สิ่งที่แบรนด์ต้องทำคือ “ความใจเย็น” ไม่เร่งเร้า ยัดเยียด แต่ค่อยๆ ทิ้งร่องรอยและสร้างคอนเทนต์อย่างสม่ำเสมอ

3 กลยุทธ์ “ทิ้งร่องรอย” เพื่อเอาชนะใจลูกค้ากลุ่ม Invisible
ในยุคที่ Attention ของผู้บริโภคมีจำกัด การพยายามเข้าหาลูกค้าตลอดเวลาไม่ใช่ทางออกที่ถูกต้อง แบรนด์ควรเข้าหาเฉพาะในเวลาที่ “เกี่ยวข้อง” และใช้กลยุทธ์การออกแบบเส้นทางให้ผู้บริโภคค้นพบแบรนด์ได้เองผ่านวงจร 3 ขั้นตอน (The Brand Building Cycle)
1. Be Found: ทำคอนเทนต์เพื่อให้เกิดการค้นพบ (Win Search)
ผู้บริโภคกลุ่มนี้มีแนวโน้มที่จะตั้งใจค้นหาข้อมูลเอง แบรนด์จึงต้องเตรียมตัวให้พร้อมที่จะเป็น “คำตอบที่ถูกเลือก”
- Quick Win: การใช้ SEM (Search Engine Marketing) หรือโฆษณาบนหน้าค้นหาของ Marketplace เพื่อดักจับความต้องการที่มีอยู่แล้ว
- Mid-term: การปรับตัวรับ AI Search / AI Overview เพื่อให้แบรนด์ถูกนำไปใช้อ้างอิงเป็นคำตอบที่น่าเชื่อถือ
- Long-term: การทำ SEO และ Owned Content อย่างสม่ำเสมอ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือในระยะยาว
2. Be Remembered: ออกแบบให้แบรนด์ไปอยู่ในชีวิตประจำวัน (Design for Discovery)
การสร้างความคุ้นเคยต้องทำอย่างแนบเนียน ไม่บังคับให้รับสาร
- แบรนด์ควรไปปรากฏตัวในจังหวะชีวิตที่สอดคล้องกับผู้บริโภค เช่น สื่อนอกบ้าน (OOH), ป้ายโฆษณา, ใบปลิว, สื่อ ณ จุดขาย (POS) หรือการทำ Sponsorship
- การใช้ Visual Assets ที่มีเอกลักษณ์ชัดเจน เช่น สีหลัก โลโก้ มาสคอต ช่วยให้ผู้บริโภคจดจำได้ทันทีแม้ไม่ได้ตั้งใจมอง
3. Be Recommended: สร้างการบอกต่อจากผู้ใช้จริง (Enable Word of Mouth)
ผู้บริโภคกลุ่มนี้เชื่อผู้บริโภคด้วยกันเองมากกว่าแบรนด์
- แบรนด์ควรสร้างประสบการณ์ที่น่าประทับใจเพื่อให้เกิดการบอกต่อ
- แม้พวกเขาจะไม่แชร์ลงหน้าวอลล์ แต่ข้อมูลระบุว่า 60% ของคนกลุ่มนี้เลือกที่จะบอกต่อสินค้าผ่านข้อความส่วนตัว
- สนับสนุนให้เกิดคอนเทนต์จากผู้ใช้จริง, การรีวิว, เสียงจากผู้เชี่ยวชาญ และการพูดคุยใน Community เพื่อให้ข้อมูลเหล่านี้ถูกค้นพบได้ง่ายขึ้น
การที่แคมเปญโฆษณาไม่มียอด Engagement ไม่ได้แปลว่าไม่มีใครสนใจ แต่อิทธิพลเหล่านั้นกำลังก่อตัวขึ้นอย่างเงียบๆ ภายใต้ผิวน้ำ โอกาสการเติบโตของธุรกิจในยุคนี้อาจไม่ได้อยู่ที่การทุ่มเงินหาลูกค้าใหม่เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การกลับมาทำความเข้าใจ “คนที่เห็นแบรนด์อยู่แล้ว…แต่แบรนด์ยังไม่เคยชนะใจ”
ดังประโยคสำคัญที่ว่า “แบรนด์ไม่ได้ชนะในวันที่ผู้บริโภค Engage แต่ชนะในวันที่ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อ” แบรนด์ที่เข้าใจความจริงข้อนี้ และพร้อมที่จะทิ้งร่องรอยอย่างมีชั้นเชิง จะเป็นผู้คว้าชัยชนะในสมรภูมิที่มองไม่เห็นนี้ได้อย่างแน่นอน




