ปีที่ผ่านมา เราพูดถึงเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือ AI กันแทบจะทุกวันในฐานะ “Buzzword” แห่งยุค แต่เมื่อก้าวเข้าสู่ปี 2026 ภาพรวมของการทำการตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภคชาวไทยได้เปลี่ยนผ่านจากการ “ตื่นเต้นกับของใหม่” ไปสู่การ “ลงมือใช้งานจริง” อย่างเต็มรูปแบบ
คำถามที่น่าสนใจคือ ตอนนี้พฤติกรรมผู้บริโภคชาวไทยเดินหน้าไปถึงจุดไหน? และคนทำธุรกิจกำลังใช้กลยุทธ์อะไรเพื่อเอาชนะใจลูกค้าในยุคที่ทุกอย่างหมุนเร็ว?
ข้อมูลอินไซต์อัปเดตล่าสุดจาก YouGov ได้เผยให้เห็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับนักการตลาด แบรนด์ และผู้ประกอบการ Thumbsup ขอพาคุณไปเจาะลึก 4 เทรนด์สำคัญที่คุณต้องรู้เพื่อเตรียมพร้อมรับมือในสมรภูมิธุรกิจปีนี้
ประเทศไทยขึ้นแท่น “ผู้นำการใช้ AI” ในภูมิภาค SEA
หลายคนอาจจะคิดว่าประเทศไทยยังตามหลังเรื่องเทคโนโลยี แต่ข้อมูลล่าสุดระบุชัดเจนว่า ประเทศไทยกลายเป็นประเทศที่นิยมใช้ AI ในการทำงานเป็นอันดับต้นๆ ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยพบว่ากว่า 84% ของนักการตลาดและคนทำธุรกิจในไทยได้นำ AI เข้ามาบูรณาการในกระบวนการทำงานแล้ว ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงแซงหน้าประเทศเพื่อนบ้านที่มีการเติบโตด้านเทคฯ สูงอย่างเวียดนามและอินโดนีเซีย

สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่แค่ตัวเลขการเปิดรับ แต่คือ “วิธีการใช้งาน” ที่ลึกซึ้งขึ้น นักการตลาดไทยก้าวข้ามเฟสของการใช้ Generative AI เพื่อเขียนแคปชั่นบทความ หรือวาดภาพประกอบไปแล้ว แต่เรากำลังเข้าสู่ยุคของ “Analytical AI” แบรนด์เริ่มใช้ AI เป็นผู้ช่วยวิเคราะห์ Data หลังบ้าน ประเมินความคุ้มค่าของ Media Buying ว่าควรลงโฆษณาผ่านช่องทางไหนถึงจะได้ ROI สูงสุด รวมถึงใช้ AI ทำ Audience Segmentation เพื่อเจาะกลุ่มเป้าหมายระดับ Hyper-Personalized ให้แม่นยำยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางการเติบโตนี้ยังมี “กำแพงขนาดใหญ่” สองชั้นที่ธุรกิจต้องก้าวข้าม ประการแรกคือ “ต้นทุน” เครื่องมือ AI ระดับองค์กร ที่มีความแม่นยำสูงยังคงมีราคาแพง ประการที่สองคือ “ทักษะของบุคลากร” พนักงานในหลายบริษัทยังขาดความรู้ความเข้าใจเชิงลึกในการตั้งคำถามหรือวิเคราะห์ผลลัพธ์ที่ AI คายออกมา ทำให้ยังไม่สามารถดึงศักยภาพสูงสุดของเทคโนโลยีนี้มาใช้ได้
Top 3 แบรนด์ในดวงใจ และ “Rising Stars” ที่แบรนด์อื่นต้องจับตา
การเป็น Top of Mind ในยุคที่มีตัวเลือกมหาศาลไม่ใช่เรื่องง่าย ข้อมูลจาก YouGov สะท้อนให้เห็นถึงแบรนด์ที่เข้าไปนั่งในใจคนไทย ซึ่งสะท้อนไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไปได้อย่างดี:
- YouTube (อันดับ 1): ไม่ใช่แค่แพลตฟอร์มวิดีโอ แต่คือ “Super App” ทางด้านคอนเทนต์ของคนไทย เป็นศูนย์รวมตั้งแต่ความบันเทิง ข่าวสารแบบเรียลไทม์ ไปจนถึง How-to และการศึกษาที่คนทุกเจเนอเรชันขาดไม่ได้
- Shopee: สะท้อนภาพ “Value-Driven Consumer” หรือผู้บริโภคที่ขับเคลื่อนด้วยความคุ้มค่า คนไทยยังคงเสพติดการช้อปปิ้งออนไลน์ และใช้แพลตฟอร์มนี้เป็น Search Engine ในการเปรียบเทียบราคาและหาสินค้าที่คุ้มเงินที่สุด
- KFC: ตัวแทนของแบรนด์อาหารที่เข้าถึงง่าย คุ้นเคย รสชาติถูกปาก และมีการปรับตัวด้านสาขาและการทำโปรโมชันที่สอดคล้องกับเศรษฐกิจในแต่ละช่วงเวลา

Rising Stars แบรนด์ที่ได้ใจคนไทยเพิ่มขึ้นสูงสุด
ที่น่าจับตาคือแบรนด์ที่กำลังมีโมเมนตัมพุ่งแรงอย่าง CJ More ค้าปลีกที่เติบโตแบบก้าวกระโดดด้วยกลยุทธ์ป่าล้อมเมือง ขยายสาขาเจาะลึกถึงระดับชุมชน ตอบโจทย์ความสะดวกสบายใกล้บ้านโดยไม่ต้องเดินทางเข้าห้างใหญ่ ในขณะที่ การบินไทยก็กลับมาผงาดอีกครั้ง เป็นสัญญาณชัดเจนว่าอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวฟื้นตัว 100% และผู้บริโภคกลับมาเชื่อมั่นในคุณภาพการบริการของสายการบินแห่งชาติอีกครั้ง
สิ้นสุดยุคหว่านแหโฆษณา สู่ยุค “Performance & Micro-Influencers”
ในสภาวะที่เศรษฐกิจยังมีความท้าทาย และทุกแบรนด์ต้องบริหารงบประมาณอย่างรัดกุม การใช้เงินกับแคมเปญโฆษณาแบบ “วัดดวง” หรือสร้างแค่ Awareness เพื่อหวังผลทางอ้อมนั้นน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด แบรนด์ต่างๆ หันมาโฟกัสกับกลยุทธ์ Performance Marketing มากขึ้น ทุกบาทที่จ่ายไปต้องสามารถแทร็กและเห็นยอดขายกลับมาได้จริง
โซเชียลมีเดีย และ วิดีโอสั้นยังคงเป็นสองช่องทางหลักที่ดูดเม็ดเงินโฆษณาไปได้มากที่สุด แต่ความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดในฝั่งของการใช้คนดัง คือ แบรนด์เริ่มลดสัดส่วนการจ้างดาราเบอร์ใหญ่หรือ Macro-Influencers ที่มีค่าตัวสูงลิ่ว แล้วหันมาเทงบให้กับ “Micro-Influencers” หรือ “Nano-Influencers” ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางแทน
เหตุผลหลักเป็นเพราะผู้บริโภคยุคนี้มี “เรดาร์จับโฆษณา” ที่ไวมาก พวกเขาเชื่อใจคนธรรมดาที่รีวิวจากการใช้งานจริงมากกว่า ครีเอเตอร์ตัวเล็กๆ เหล่านี้สร้างความรู้สึกเข้าถึงง่ายและมี Engagement Rate ในคอมมูนิตี้ของตัวเองที่เหนียวแน่น ซึ่งมักจะกระตุ้นให้เกิดการตัดสินใจซื้อได้ดีกว่าในงบประมาณที่คุ้มค่ากว่า
Gen Z กับ Podcast และจุดเปลี่ยนของ Search Engine
การทำความเข้าใจสื่อที่ผู้บริโภคใช้ คือหัวใจของการวาง Media ในยุค 2026 มีความเปลี่ยนแปลงแบบหน้ามือเป็นหลังมือใน 2 ประเด็นหลัก
- ยุคทองของ Audio Content: เด็ก Gen Z มีพฤติกรรมฮิตฟัง Podcast มากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยใช้เวลาเฉลี่ยเกือบ 2 ชั่วโมงต่อวัน นี่คือสัญญาณว่าผู้บริโภคเริ่มมีภาวะ “Screen Fatigue” (เหนื่อยล้าจากการจ้องจอ) และหันมาเสพสื่อเสียงที่สามารถฟังพร้อมกับทำกิจกรรมอื่นไปด้วยได้ แบรนด์ที่สามารถสอดแทรกตัวเองเข้าไปในรายการ Podcast หรือสร้าง Audio Content ของตัวเองได้ จะเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายในเวลาที่พวกเขามีสมาธิที่สุด
- Zero-Click Search เมื่อ AI ตอบให้หมดแล้ว: พฤติกรรมการเสิร์ช Google เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เมื่อระบบ AI ของ Google (เช่น AI Overviews) สามารถประมวลผลและ “สรุปคำตอบสั้นๆ” มาให้ผู้ใช้งานอ่านจบตั้งแต่หน้าแรก ผู้บริโภคจึงขี้เกียจที่จะกดคลิกเข้าไปอ่านบทความยาวๆ ในเว็บไซต์อีกต่อไป
หน้าที่ของคนทำคอนเทนต์และนักทำ SEO ในตอนนี้ ไม่ใช่การเขียนบทความยืดเยื้อเพื่อดักคีย์เวิร์ดอีกต่อไป แต่คือการทำเนื้อหาให้ “เป๊ะ จริง และย่อยง่ายที่สุด” โครงสร้างข้อมูลต้องชัดเจนเพื่อให้ AI ของ Search Engine ดึงข้อมูลของเราไปแสดงผลเป็นคำตอบแรกให้ได้
เทคโนโลยีคือเครื่องมือ แต่ “ความจริงใจ” คือแก่นแท้
ภาพรวมของการทำธุรกิจและการตลาดในปี 2026 คือสมรภูมิของการแข่งขันกันเรื่อง “ความแม่นยำและการวัดผล” การมีเทคโนโลยีและ AI คอยช่วยทำงานอยู่เบื้องหลัง ถือเป็นแต้มต่อที่ช่วยให้เราทำงานได้รวดเร็ว ลดต้นทุน และวิเคราะห์ข้อมูลได้ลึกซึ้งกว่าที่มนุษย์ทำได้
แต่เหนือสิ่งอื่นใด ไม่ว่า AI จะฉลาดแค่ไหน หรือเราจะยิงแอดได้แม่นยำเพียงใด สิ่งสุดท้ายที่จะตัดสินว่าลูกค้าจะควักเงินซื้อและอยู่กับแบรนด์ของเราในระยะยาวหรือไม่ ก็ยังคงเป็น “ความน่าเชื่อถือ ความใส่ใจ และความจริงใจ” ที่แบรนด์สื่อสารออกมาจากแก่นแท้ของธุรกิจอยู่ดี




