ในโลกที่คอนเทนต์ล้นทะลักหน้าฟีดยิ่งกว่าน้ำป่าไหลหลาก การเขียน กลายเป็นทักษะที่สำคัญที่สุดและถูกมองข้ามมากที่สุดในเวลาเดียวกัน หลายคนคิดว่าการเขียนแคปชั่นขายของหรือบทความ SEO เป็นเรื่องของเทคนิคทางอัลกอริทึม แต่ถ้าย้อนกลับไปที่แก่นแท้ การเขียนคือ โทรจิต หรือ Telepathy ที่ส่งต่อความคิดอันซับซ้อนจากสมองคนหนึ่ง ไปสู่อีกคนหนึ่งผ่านตัวอักษร
วันนี้ Thumbsup จึงขอหยิบยกแก่นความรู้จากหนังสือ On Writing ของ Stephen King ราชาแห่งนวนิยายสยองขวัญ มาสรุปในมุมมองของคนทำคอนเทนต์ ว่าเราจะสร้างงานเขียนที่ตรึงใจคนอ่าน ไม่ว่าจะเป็นบทความสั้น ๆ หรือแคมเปญโฆษณาขนาดใหญ่ ได้อย่างไร

นักเขียนที่ดีคือนักอ่านที่ไม่หยุดนิ่ง
Stephen King กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า ถ้าคุณไม่มีเวลาอ่าน คุณก็ไม่มีเวลา และไม่มีเครื่องมือ ในการเขียน ประโยคนี้คือความจริงอันแสนเจ็บปวดสำหรับ Content Creator ยุคใหม่ที่มัวแต่ยุ่งอยู่กับการผลิตงานจนลืมเติมวัตถุดิบเข้าสมอง
สำหรับนักการตลาด การอ่านในที่นี้ไม่ได้หมายถึงแค่นิยาย แต่หมายถึงการเสพข้อมูลรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็น
- อ่านคู่แข่ง: ดูว่าเขาเล่าเรื่องอย่างไร จุดไหนที่เขาทำได้ดี และจุดไหนที่เราทำได้ดีกว่า
- อ่านเทรนด์: เข้าใจบริบทสังคม เพื่อให้งานเขียนของเรา Relate กับผู้คน
- อ่านงานที่แย่: King แนะนำให้เราสังเกตงานเขียนที่แย่ เพื่อเรียนรู้ว่าอย่าทำแบบนี้ การเห็นตัวอย่างที่ไม่ดีจะช่วยขัดเกลาสัญชาตญาณของเราให้คมขึ้น
สมการความสำเร็จของ King เรียบง่ายมาก เพราะเริ่มต้นด้วย Input (การอ่าน) + Practice (การเขียน) = Mastery (ความเชี่ยวชาญ) ไม่มีทางลัด ไม่มีปุ่มกดแล้วเก่งเลย
วินัยสำคัญกว่าแรงบันดาลใจ
ประโยคที่แสบสันต์ที่สุดในหนังสือเล่มนี้คือ พวกมือสมัครเล่นจะนั่งรอแรงบันดาลใจ ส่วนพวกเราที่เหลือแค่ตื่นมาแล้วลงมือทำงาน
ในวงการเอเจนซี่หรือสื่อ เราไม่สามารถรอให้เทพธิดาแห่งแรงบันดาลใจมาประทับร่างแล้วค่อยทำงานส่งลูกค้าได้ King ย้ำเรื่องการสร้างตารางเวลาที่เคร่งครัด การเขียนคือกิจวัตร ไม่ใช่งานอดิเรก
- สร้าง Routine: กำหนดเวลาเขียนให้ชัดเจน เหมือนการออกกำลังกาย สมองจะจดจำว่าเวลานี้คือเวลาทำงาน และจะเริ่มเข้าสู่โหมดสร้างสรรค์ได้เร็วขึ้น
- ปิดประตู: เมื่อเริ่มเขียน ให้เขียนในห้องที่ปิดประตู ซึ่งเป็นอุปมาหมายถึงการตัดขาดจากโลกภายนอก โฟกัสอยู่กับเนื้อหาตรงหน้า อย่าเพิ่งสนเสียงวิจารณ์ อย่าเพิ่งสนยอดไลก์ เขียนสิ่งที่อยู่ในหัวออกมาให้หมดก่อน
- เปิดประตู: เมื่อเขียนเสร็จและรีไรท์รอบแรกแล้ว ค่อยเปิดประตูรับฟัง Feedback นำงานออกสู่สายตาโลก เพื่อปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้น
คลังเครื่องมือของนักเขียน และการ Back to Basic
หลายคนพยายามใช้ศัพท์แสงหรูหรา หรือประโยคซับซ้อนเพื่อโชว์ภูมิ King บอกว่านั่นคือความผิดพลาดมหันต์ การเขียนที่ดีที่สุดคือการใช้คำที่เรียบง่ายที่สุดที่สื่อความหมายได้ตรงจุด
- คำศัพท์: ใช้คำแรกที่ผุดขึ้นมาในหัว เพราะมักจะเป็นคำที่ทรงพลังและเป็นธรรมชาติที่สุด อย่าพยายามเปิดพจนานุกรมเพื่อหาคำยาก ๆ มาแทนที่เพียงเพื่อให้ดูฉลาด
- ไวยากรณ์: ยึดโครงสร้าง ประธาน-กริยา เป็นหลัก หลีกเลี่ยงกรรมวาจก หรือ Passive Voice ที่ทำให้ประโยคดูอ่อนแอและขาดพลัง ในโลกออนไลน์ที่คนสมาธิสั้น การใช้ Active Voice จะช่วยกระตุ้นความสนใจได้ดีกว่า
- เลี่ยงกริยาวิเศษณ์: King เกลียด Adverb เข้าไส้ เขาบอกว่า Adverb คือเพื่อนที่หวังร้าย การใช้คำขยายพร่ำเพรื่อแสดงถึงความไม่มั่นใจในการใช้คำกริยา เช่น แทนที่จะเขียนว่า “เขาปิดประตูอย่างรุนแรง” ให้เขียนว่า “เขากระแทกประตู” ไปเลย เห็นภาพชัดกว่า สั้นกว่า และทรงพลังกว่า
เขียนเพื่อคนอ่าน ไม่ใช่เพื่ออีโก้
แม้ King จะเน้นเรื่องการเขียนเพื่อศิลปะ แต่เขาก็ย้ำเสมอว่า คนอ่าน คือส่วนหนึ่งของสมการที่ขาดไม่ได้ งานเขียนคือการสื่อสาร ถ้าไม่มีคนรับสาร งานนั้นก็ไร้ความหมาย
ในการตลาดยุคใหม่ เราเรียกสิ่งนี้ว่า Customer-Centric Content
- รู้ว่าเขียนให้ใคร: ภาษาที่ใช้ และน้ำเสียง ต้องแมตช์กับกลุ่มเป้าหมาย อย่าเขียนภาษาวิชาการให้วัยรุ่นอ่าน และอย่าใช้สแลงกับผู้บริหารระดับสูง
- ความจริงใจ: ผู้บริโภคยุคนี้ฉลาดและดูออกว่าอันไหนคือคอนเทนต์ขยะที่ทำมาเพื่อหลอกขายของ งานเขียนที่ดีต้องมีความจริงใจ ต้องตั้งใจมอบคุณค่าบางอย่างให้คนอ่าน ไม่ว่าจะเป็นความรู้ ความบันเทิง หรือแรงบันดาลใจ
การส่งต่อภาพในหัว
หน้าที่ของนักเขียนคือการทำให้คนอ่านเห็นสิ่งเดียวกับที่คนเขียนเห็น King เปรียบการเขียนเหมือนการส่งกระแสจิต สิ่งสำคัญคือ การพรรณนา
แต่การพรรณนาที่ดีไม่ใช่การบอกทุกรายละเอียดจนล้น มันคือการเลือกหยิบจุดเด่นบางอย่างมาขยายความ เพื่อกระตุ้นจินตนาการของคนอ่าน ให้สมองของพวกเขาทำงานต่อเอง ในแง่การตลาด คือการไม่ยัดเยียดคุณสมบัติสินค้าทั้งหมดใส่หน้าผู้บริโภค แต่เลือกนำเสนอประโยชน์ หรือความรู้สึกที่จะได้รับ เพื่อให้ลูกค้าจินตนาการภาพตัวเองตอนใช้สินค้านั้นออก
เงินตราไม่ใช่เป้าหมายสูงสุด
Stephen King ร่ำรวยมหาศาลจากการเขียน แต่เขาบอกว่าถ้าคุณเริ่มเขียนโดยมีเป้าหมายแค่อยากรวย หรืออยากดัง คุณจะไม่มีวันไปถึงจุดสูงสุดได้
- เขียนเพื่อความสุข: ความสุขในการเล่าเรื่อง ความสุขที่ได้เห็นคนอ่านมีอารมณ์ร่วม
- เขียนเพื่อเปลี่ยนแปลง: เพื่อยกระดับจิตใจ หรือมอบมุมมองใหม่ ๆ
ในโลกธุรกิจ แน่นอนว่าเราต้องการยอดขาย แต่คอนเทนต์ที่ขายดีที่สุด มักมาจากความตั้งใจที่จะแก้ปัญหาให้ลูกค้าจริง ๆ ไม่ใช่แค่การตะโกนขายของ การสร้างแบรนด์ที่ยั่งยืนต้องเริ่มจาก Mindset ที่อยากจะมอบคุณค่าก่อน แล้วกำไรจะตามมาเอง
Thumbsup มองว่า จากบทเรียนทั้งหมดใน On Writing สิ่งที่ Stephen King พยายามบอกเราไม่ใช่สูตรสำเร็จตายตัว แต่คือทัศนคติของคนทำงานมืออาชีพ การเขียนไม่ใช่เวทมนตร์ แต่เป็นงานฝีมือที่ต้องอาศัยการฝึกฝน ความอดทน และความจริงใจ
ในมุมมองของ Thumbsup การนำแนวคิดของ King มาปรับใช้กับการตลาดดิจิทัล คือการกลับมาทบทวนว่า สิ่งที่เราส่งออกไปในทุกวันนี้ มีคุณภาพพอที่จะหยุดนิ้วโป้งของผู้คนหรือไม่ เรากำลังเขียนเพื่อเติมเต็มหน้าฟีดให้ครบโควตา หรือเรากำลังเขียนเพื่อสื่อสารกับมนุษย์อีกคนจริง ๆ
จงอย่าเป็นแค่นักสร้างคอนเทนต์ แต่จงเป็นนักเล่าเรื่องที่เข้าใจมนุษย์ เพราะในท้ายที่สุด ไม่ว่าเทคโนโลยีจะเปลี่ยนไปแค่ไหน เรื่องราวที่ดีจะยังคงเป็นสกุลเงินที่มีค่าสูงสุดในโลกการตลาดเสมอ
อ่านเพิ่มเติม



