ในโลกของการตลาดดิจิทัลที่หมุนเร็วระดับวินาที คำว่า เลิกงาน แทบจะเป็นคำที่ไม่มีอยู่จริง เราตื่นมาพร้อมกับการเช็ก Notification และเข้านอนพร้อมกับการไถฟีดเพื่ออัปเดตเทรนด์ จนบางครั้งเราแยกไม่ออกว่าสิ่งที่เราทำอยู่นั้นคือ ความชอบ หรือ ภาระ กันแน่ หนังสือ How To Not Always Be Working ที่เขียนโดย Marlee Grace ไม่ได้มาบอกให้เราขี้เกียจหรือลาออกจากงาน แต่มันคือการสำรวจนิยามของคำว่างานใหม่ เพื่อให้เรากลับมามีอำนาจเหนือชีวิตตัวเองอีกครั้ง

เมื่อสิ่งที่รักกลายเป็นสิ่งที่รั้ง
Marlee Grace เริ่มต้นเรื่องราวของเธอด้วยความจริงที่เจ็บปวด เธอเคยเป็นเจ้าของร้านขายของอาร์ต ๆ และมีงานอดิเรกที่รักมากคือการ ถักไหมพรม ซึ่งเป็นวิธีบำบัดความเครียดและโรคซึมเศร้าของเธอ แต่จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อเธอตัดสินใจนำไหมพรมมาขายที่ร้าน สิ่งที่เคยเป็น ทางหนีไฟ จากความเครียด กลับกลายเป็น เชื้อไฟ ที่โหมกระหน่ำ เพราะทุกครั้งที่เธอหยิบไม้ถักขึ้นมา สมองจะสั่งการทันทีว่า นี่คืองาน เธอเริ่มจดบันทึกกระบวนการเพื่อเอาไปทำการตลาด เช็กอีเมลขณะอยู่กับคู่รัก และจมดิ่งอยู่กับตัวเลขจนสูญเสียความสัมพันธ์และสุขภาพไปในที่สุด
นี่คือ Pain Point ใหญ่ของคนทำงานยุคนี้ โดยเฉพาะสาย Creative หรือ Marketer ที่เรามักจะถูกสอนว่า จงทำงานที่รัก แล้วคุณจะไม่ต้องทำงานเลยสักวัน แต่ในความเป็นจริง เมื่อความรักกลายเป็นรายได้ เส้นแบ่งระหว่าง ชีวิต กับ งาน จะจางหายไปจนน่ากลัว
อะไรคือภาระ อะไรคือพลัง?
ก้าวแรกที่ Marlee แนะนำคือการกลับมานิยามคำว่างานใหม่อย่างซื่อสัตย์ เรามักเข้าใจผิดว่าอะไรที่ ยาก คืองาน และอะไรที่ ง่าย ไม่ใช่งาน แต่จริง ๆ แล้วงานคืออะไรก็ตามที่สูบพลังงานเราจนลืมดื่มน้ำ ลืมออกกำลังกาย หรือลืมความสัมพันธ์รอบข้าง
ลองลิสต์รายการสิ่งที่คุณทำในหนึ่งวันออกมาดู แล้วคุณจะพบว่าบางอย่างที่เราคิดว่าเป็นงานอดิเรก เช่น การไถ TikTok เพื่อดู Reference แบรนด์คู่แข่ง จริง ๆ แล้วมันคืองานที่สร้างความเหนื่อยล้าสะสม เมื่อเราแยกแยะได้ชัดเจน เราจะเริ่ม มอบหมายงาน ได้ถูกจุด การกระจายงานไม่ใช่แค่การลดภาระ แต่คือการสร้างโอกาสให้คนอื่นและสร้างพื้นที่หายใจให้ตัวเอง
พื้นที่ทำงาน และพิธีกรรม แห่งการหยุดพัก
หนึ่งในเทคนิคที่น่าสนใจคือการสร้าง Workspace ที่ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นโต๊ะเล็ก ๆ ในมุมบ้าน หรือพื้นที่ในร้านกาแฟ แต่หัวใจสำคัญคือการกำหนด เวลาหยุด Marlee ใช้กฎเหล็กคือ No Phone From 10 p.m. to 10 a.m.
สำหรับคนการตลาด 12 ชั่วโมงที่ไร้มือถืออาจฟังดูเหมือนฝันร้าย แต่ผลลัพธ์ที่ได้คือช่วงเวลาแห่งการทบทวนตัวเอง การจิบกาแฟแบบไม่รีบเร่ง และการอ่านหนังสือที่ช่วยเติมไฟความคิดสร้างสรรค์ การสร้าง Nighttime Ritual เช่น การจุดเทียนหอม หรือการกินไอศกรีมถ้วยโปรดโดยไม่มองหน้าจอ คือการส่งสัญญาณให้สมองรู้ว่า จบงานแล้วนะ และเตรียมพร้อมสำหรับการพักผ่อนที่มีคุณภาพจริง ๆ
Gray Areas ในยุคโซเชียลครองเมือง
ประเด็นที่คนทำงาน Digital Marketing ต้องระวังที่สุดคือ Gray Areas หรือพื้นที่กึ่งกลางที่เราตัดสินใจไม่ได้ว่ามันคืองานหรือเปล่า เช่น การโพสต์ไลฟ์สไตล์ลง Instagram เพื่อสร้าง Personal Brand หากการโพสต์นั้นไม่ได้สร้างรายได้หรือคุณค่าที่ชัดเจน แต่มันกลับทำลายสมาธิของคุณ นั่นคือพื้นที่สีเทาที่คุณต้องจัดการ
Marlee แนะนำให้เราลองสังเกตตัวเองผ่านเครื่องมืออย่าง App ติดตามเวลา หรือการทำ Digital Detox ด้วยการลบแอปฯ ออกชั่วคราว หรือแม้แต่การใช้ มือถือปุ่มกด เพื่อลดการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต สิ่งเหล่านี้อาจดูสุดโต่งในสายตาคนรอบข้าง แต่มันคือการฝึกวินัยเพื่อให้เราใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือ ไม่ใช่เป็นทาสของมัน
อ่านคำแนะนำเพื่อการทำงานที่ดีขึ้น
แทนที่จะเร่งรีบทำทุกอย่างพร้อมกัน ลองใช้หลักการง่าย ๆ จาก Peter Fischli และ David Weiss ที่หนังสือหยิบยกมา
- ทำทีละอย่าง: Multi-tasking คือยาพิษของการทำงานคุณภาพ
- เป็นผู้ฟังที่ดี: การฟังช่วยให้เราเห็นปัญหาที่แท้จริง
- ยิ้มและใจเย็น: อารมณ์ที่มั่นคงช่วยให้การแก้ปัญหาทำได้ง่ายขึ้น
- พูดให้ง่าย: การสื่อสารที่ซับซ้อนเกินไปคือการเพิ่มภาระงานโดยไม่จำเป็น
เลิกเปรียบเทียบและยอมรับความโดดเดี่ยว
บ่อยครั้งที่ความเครียดไม่ได้มาจากเนื้องาน แต่มาจาก ความคาดหวัง และการเปรียบเทียบความสำเร็จของคนอื่นบนโซเชียลมีเดีย เรามักเห็นเพียงภาพความสำเร็จที่ผ่านฟิลเตอร์มาแล้ว จนลืมไปว่าทุกคนก็มีวันแย่ ๆ เหมือนกัน
การหัดปฏิเสธ และการหา Support Group หรือการทำ Therapy เป็นเรื่องปกติที่คนทำงานยุคนี้ควรทำ อย่ามองว่าการขอความช่วยเหลือคือความอ่อนแอ แต่มันคือความกล้าหาญที่จะรักษาความยั่งยืนของตัวเราเอง
Thumbsup มองว่า การ ไม่ทำงานตลอดเวลา ไม่ใช่เรื่องของความขี้เกียจ แต่มันคือ กลยุทธ์ความยั่งยืน สำหรับคนทำงานยุคใหม่ ในฐานะที่เราคลุกคลีอยู่ในวงการการตลาด เราเห็นหลายคน Burnout เพียงเพราะไม่กล้าที่จะปิดการแจ้งเตือน
ส่วนตัวมองว่า หัวใจสำคัญของหนังสือเล่มนี้คือการกลับมา รักการมีชีวิตอยู่ ให้มากกว่า รักความสำเร็จในงาน งานการตลาดคือการเข้าใจมนุษย์ แต่ถ้าเรายังไม่เข้าใจความต้องการพื้นฐานของร่างกายและจิตใจตัวเอง เราจะไปเข้าใจกลุ่มเป้าหมายได้อย่างไร? การหยุดพักไม่ใช่การเสียเวลา แต่มันคือการ ลับขวานให้คม เพื่อให้การลงมือทำครั้งต่อไปมีประสิทธิภาพและเฉียบคมยิ่งขึ้น
อ่านเพิ่มเติม



