หากย้อนกลับไปตั้งคำถามถึงเบื้องหลังความสำเร็จของประเทศสิงคโปร์ในการก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 20 อดีตนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์อย่าง ลี กวนยู เคยให้คำตอบที่น่าสนใจไว้สองประการ ประการแรกคือความอดทนอดกลั้นและการอยู่ร่วมกันของพหุสังคมที่หลากหลาย และประการที่สอง ซึ่งอาจฟังดูเป็นเรื่องเล็กน้อยแต่กลับสร้างแรงกระเพื่อมมหาศาล นั่นคือ เครื่องปรับอากาศ
ลี กวนยู ให้ความสำคัญกับการติดตั้งเครื่องปรับอากาศในสถานที่ราชการตั้งแต่ก้าวขึ้นสู่อำนาจในปี 1959 โดยเขายกย่องเทคโนโลยีนี้ว่าเป็น หนึ่งในสิ่งประดิษฐ์ที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ และเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของข้าราชการสิงคโปร์ แม้ว่าในทางสถิติอาจเป็นการยากที่จะชี้วัดตัวเลขเป๊ะ ๆ ว่าเครื่องปรับอากาศมีส่วนช่วยผลักดันเศรษฐกิจสิงคโปร์ไปกี่เปอร์เซ็นต์
แต่สิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้เลยคือ ความสามารถในการรักษาสภาพแวดล้อมให้เย็นสบายในสภาพภูมิอากาศที่ร้อนจัดนั้น มีมูลค่าทางเศรษฐกิจและประสิทธิภาพการทำงานของมนุษย์อย่างมหาศาล

วิกฤตอุณหภูมิกับประสิทธิภาพที่สูญหาย
เมื่อมองในมุมของพฤติกรรมมนุษย์และสรีรวิทยา ข้อมูลสถิติชี้ให้เห็นชัดเจนว่าร่างกายและสมองของเราไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ทนทานต่อความร้อนที่เกินขีดจำกัด เมื่ออุณหภูมิภายในอาคารพุ่งสูงเกิน 23 องศาเซลเซียส มนุษย์จะเริ่มเผชิญกับสภาวะถดถอยในหลายด้าน ระยะเวลาและคุณภาพการนอนหลับจะลดลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งนำไปสู่โดมิโนเอฟเฟกต์ในวันถัดไป
ในภาคการศึกษา ประสิทธิภาพการเรียนรู้และการประมวลผลของสมองจะลดต่ำลงอย่างเห็นได้ชัดในวันที่มีอากาศร้อนจัด มีรายงานว่าคะแนนสอบของนักเรียนมัธยมปลายในสหรัฐอเมริกาลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และยังส่งผลกระทบระยะยาวต่อโอกาสในการสำเร็จการศึกษาอีกด้วย ในฝั่งของคนทำงานออฟฟิศก็เช่นกัน ประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการทำงานจะขึ้นไปแตะจุดสูงสุดเมื่ออุณหภูมิอยู่ที่ประมาณ 21 องศาเซลเซียส แต่หลังจากนั้นจะร่วงหล่นลงอย่างรวดเร็วเมื่อปรอทวัดไข้เริ่มขยับสูงขึ้น
และสิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ อัตราการเสียชีวิต สถิติระบุชัดเจนว่าอัตราการเสียชีวิตของประชากรจะพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรงเมื่ออุณหภูมิแตะระดับ 30 องศาเซลเซียส ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่แค่ความน่าจะเป็น แต่คือข้อมูลเชิงประจักษ์ที่สะท้อนให้เห็นว่า ความร้อน คือภัยคุกคามที่ส่งผลกระทบตั้งแต่ระดับจุลภาคอย่างประสิทธิภาพการทำงาน ไปจนถึงระดับมหภาคอย่างสาธารณสุขและเศรษฐกิจของประเทศ
ความเหลื่อมล้ำทางโครงสร้างและทัศนคติระหว่างยุโรป กับอเมริกา
คำสำคัญในสมการนี้คือคำว่า Indoor เพราะผลกระทบเชิงลบทั้งหมดที่กล่าวมาสามารถป้องกันได้ หากพื้นที่ภายในบ้าน โรงเรียน และสำนักงาน สามารถรักษาอุณหภูมิให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมได้ แม้ว่าภายนอกแดดจะแผดเผาเพียงใดก็ตาม แน่นอนว่าการออกแบบสถาปัตยกรรมที่ดี หรือระบบระบายความร้อนแบบพึ่งพาธรรมชาติอาจช่วยบรรเทาได้บ้าง แต่เมื่อถึงจุดที่อุณหภูมิภายนอกสูงเกินต้านทาน เทคโนโลยีเดียวที่จะสร้างความแตกต่างได้อย่างแท้จริงก็คือ เครื่องปรับอากาศ
ในยุคที่โลกเผชิญกับสภาวะโลกรวนและคลื่นความร้อนที่ทวีความรุนแรงและเกิดบ่อยครั้งขึ้นทั่วโลก ความแตกต่างของอัตราการใช้งานเครื่องปรับอากาศระหว่างสหรัฐอเมริกากับยุโรป กลายเป็นตัวแปรสำคัญที่สะท้อนผ่าน ตัวเลขผู้เสียชีวิตจากความร้อน อย่างน่าตกใจ ในช่วงปี 2000 ถึง 2019 ประชากรในยุโรปตะวันตกเสียชีวิตจากความร้อนจัดเฉลี่ยถึง 83,000 คนต่อปี ในขณะที่ฝั่งอเมริกาเหนือมีตัวเลขอยู่ที่ 20,000 คนต่อปี
แม้ตัวเลขความสูญเสียจะสูงลิ่ว แต่ทัศนคติของคนในสหราชอาณาจักรและยุโรปจำนวนมากกลับยังคงมองว่าเครื่องปรับอากาศเป็น สิ่งของฟุ่มเฟือย และมักถูกต่อต้านจากกลุ่มที่มองว่าเทคโนโลยีนี้สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าที่จะเป็นประโยชน์ ในมุมหนึ่ง ข้อโต้แย้งนี้มีความสมเหตุสมผลอยู่บ้าง เนื่องจากเครื่องปรับอากาศใช้พลังงานมหาศาล และหากการแก้ปัญหาความร้อนที่เกิดจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจก กลับกลายเป็นการเพิ่มการใช้พลังงานและปล่อยมลพิษมากขึ้น มันก็เหมือนกับการพายเรือในอ่าง
จุดเปลี่ยนของสมการกับความจำเป็น และพลังงานสะอาด
อย่างไรก็ตาม บริบททางการตลาดและเทคโนโลยีในปัจจุบันกำลังเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็วในสองมิติสำคัญ
มิติแรกคือ ความจำเป็น ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้อีกต่อไป เมืองใหญ่ในยุโรปกำลังเผชิญกับสภาพอากาศที่ร้อนระอุขึ้น รุนแรงขึ้น และยาวนานขึ้นกว่าในช่วง 1-2 ทศวรรษที่ผ่านมา ปรากฏการณ์ Hot Nights ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพมากที่สุดและเป็นช่วงที่เครื่องปรับอากาศมีประโยชน์สูงสุด กำลังเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดในปีนี้คือ กรุงลอนดอนต้องเผชิญกับวันที่สภาพอากาศร้อนจัดจนต้องอาศัยระบบทำความเย็นเทียบเท่ากับเมืองพอร์ตแลนด์ รัฐโอเรกอน (18 วันและยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น) แต่ลอนดอนกลับไม่มีโครงสร้างพื้นฐานด้านระบบทำความเย็นมารองรับเลย ในขณะที่ 79% ของครัวเรือนในพอร์ตแลนด์มีเครื่องปรับอากาศใช้งาน ผลลัพธ์ที่จะตามมาในลอนดอนย่อมเป็นวิกฤตสาธารณสุขที่หลีกเลี่ยงได้ยาก
มิติที่สองคือ Energy Ecosystem ความต้องการใช้เครื่องปรับอากาศที่พุ่งสูงขึ้น กำลังสอดรับกับกราฟการเติบโตของ พลังงานแสงอาทิตย์ พอดี ในอนาคตอันใกล้ พลังงานส่วนใหญ่ที่ใช้เพื่อตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นนี้จะมาจากแหล่งพลังงานสะอาด และเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่แสงแดดจัดจ้านที่สุด ซึ่งก็คือช่วงที่ต้องการระบบทำความเย็นมากที่สุดเช่นกัน นอกจากนี้ นวัตกรรมอย่าง Air-to-air Heat Pumps ซึ่งสามารถทำได้ทั้งความเย็นในฤดูร้อนและความอบอุ่นในฤดูหนาวโดยไม่ต้องพึ่งพาก๊าซธรรมชาติ ยิ่งทำให้ผลกระทบสุทธิที่มีต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอาจกลายเป็นศูนย์หรือติดลบด้วยซ้ำ
ความท้าทายเชิงนโยบายและโอกาสของแบรนด์
น่าแปลกใจที่แทนที่จะสนับสนุนเทคโนโลยีเหล่านี้ กฎระเบียบในหลายประเทศ รวมถึงสหราชอาณาจักรและฝรั่งเศส กลับยังคงกีดกันและจำกัดการใช้เทคโนโลยีทำความเย็น ด้วยข้ออ้างที่ว่ามันจะยิ่งถ่างช่องว่างความเหลื่อมล้ำทางสุขภาพและสังคม
แต่ในความเป็นจริง สิ่งที่เกิดขึ้นคือทิศทางตรงกันข้าม หากภาครัฐยังคงเพิกเฉยและไม่มองว่า ความเย็นที่เพียงพอ เป็นสิ่งจำเป็นเทียบเท่ากับ ความอบอุ่นที่เพียงพอ ในฤดูหนาว ความเหลื่อมล้ำจะยิ่งรุนแรงขึ้น กลุ่มคนที่มีกำลังซื้อจะสามารถจ่ายเพื่อปกป้องตัวเองและครอบครัวจากความร้อนได้ ในขณะที่กลุ่มคนเปราะบางและผู้มีรายได้น้อยจะต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่เลวร้ายโดยไม่มีทางเลือก
นี่คือช่วงเวลาสำคัญที่นักการตลาด แบรนด์ผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้า และผู้ให้บริการด้านพลังงาน ต้องเข้ามามีบทบาทในการ Reframe หรือปรับมุมมองใหม่ต่อการใช้เครื่องปรับอากาศในตลาดยุโรป การสื่อสารการตลาดต้องก้าวข้ามแค่เรื่องความเย็นสบาย แต่ต้องชูประเด็นเรื่องสุขภาพ ประสิทธิภาพในการใช้ชีวิต และความยั่งยืนผ่านเทคโนโลยีประหยัดพลังงาน แบรนด์ที่สามารถเชื่อมโยงนวัตกรรมทำความเย็นเข้ากับโซลูชันพลังงานสะอาดอย่างแผงโซลาร์เซลล์ หรือนำเสนอโมเดลธุรกิจแบบ Subscription ที่ทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงเทคโนโลยีได้ง่ายขึ้น จะกลายเป็นผู้นำในตลาดมหาศาลนี้
Thumbsup มองว่า ในอดีต การต่อต้านการใช้เครื่องปรับอากาศอย่างแพร่หลายในยุโรปอาจเคยมีเหตุผลที่รับฟังได้ แต่เมื่อสภาพภูมิอากาศของโลกได้เปลี่ยนไปแล้วอย่างสิ้นเชิง กฎกติกาและวิธีการใช้ชีวิตก็ต้องเปลี่ยนตาม การยึดติดกับทัศนคติเดิม ๆ ไม่ได้ช่วยให้รักษาสิ่งแวดล้อมได้ดีขึ้น ซ้ำร้ายยังเป็นการนำพาผู้คนไปสู่ความเสี่ยง ทั้งในแง่ของสุขภาพและประสิทธิภาพการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ถึงเวลาแล้วที่ยุโรปและสหราชอาณาจักรจะต้องยอมรับความจริง และหันมาผลักดันการเข้าถึงเทคโนโลยีการทำความเย็นที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง
เพราะในยุคโลกรวน การมีความเย็นไม่ใช่สิทธิพิเศษหรือความฟุ่มเฟือยอีกต่อไป แต่มันคือ โครงสร้างพื้นฐาน ที่จำเป็นต่อการอยู่รอดของมนุษยชาติ
อ้างอิง: Financial Times
อ่านเพิ่มเติม



