การดูแลสุขภาพไม่ได้เป็นเพียงกระแสชั่วคราว แต่ได้วิวัฒนาการสู่เมกะเทรนด์ที่เข้ามาปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตของผู้บริโภคอย่างเต็มรูปแบบ โดยเฉพาะแนวคิดเรื่อง “Longevity” หรือการมุ่งเน้นให้มีชีวิตที่ยืนยาวอย่างแข็งแรงและมีคุณภาพ สิ่งนี้ส่งผลให้ผู้บริโภคยุคใหม่ยินดีที่จะลงทุนกับตัวเองมากขึ้นผ่านการใช้จ่ายออนไลน์และแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ที่แอคทีฟและใส่ใจสุขภาพในทุกมิติ

ข้อมูลล่าสุดจากแพลตฟอร์มระดับซูเปอร์แอปอย่างแกร็บสะท้อนให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรมที่น่าสนใจของคนเมือง ทั้งในแง่ของการเดินทางและการบริโภค

บทความนี้ Thumbsup จะพาไปถอดรหัสตัวเลขสถิติเหล่านี้ ว่ามีนัยสำคัญอย่างไรต่อทิศทางของธุรกิจและการทำการตลาดในยุคที่ “สุขภาพ” คือขุมทรัพย์ใหม่

ไลฟ์สไตล์สายแอคทีฟ ดันยอดการเดินทางสู่พื้นที่สุขภาพ

รูปแบบการใช้ชีวิตของคนเมืองรุ่นใหม่มีการจัดสรรเวลาเพื่อกิจกรรมเชิงสุขภาพอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการรวมตัววิ่งในสวนสาธารณะ หรือการเข้ายิม ข้อมูลการใช้บริการเรียกรถแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างพฤติกรรมออนไลน์และการเดินทางออฟไลน์ (O2O) ดังนี้:

  • ตื่นเช้าเพื่อสุขภาพ (Morning Routine): ยอดการเรียกใช้บริการรถยนต์ไปยังสวนสาธารณะหลักในกรุงเทพฯ เช่น สวนลุมพินี สวนเบญจกิตติ สวนรถไฟ และศูนย์กีฬาบึงหนองบอน พุ่งสูงขึ้นกว่า 5 เท่า โดยช่วงเวลาที่ได้รับความนิยมสูงสุดคือช่วงเช้ามืด ตั้งแต่เวลา 04.00 – 08.00 น.
  • ฟิตเนสหลังเลิกงาน (After-Work Burnout): สำหรับช่วงเย็น (17.00 – 20.00 น.) กลุ่มพนักงานออฟฟิศเลือกที่จะใช้เวลาหลังเลิกงานไปกับการออกกำลังกาย ส่งผลให้ยอดการเรียกรถไปยังฟิตเนสและยิมเติบโตขึ้นถึง 30%
  • เทรนด์สุขภาพบุกเมืองรอง: พฤติกรรมนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในเมืองหลวง สวนสาธารณะใน 5 หัวเมืองใหญ่ก็มีความคึกคักเช่นกัน โดยจุดเช็กอินยอดนิยม ได้แก่ สวนสาธารณะรถไฟ (จังหวัดเชียงใหม่) บึงแก่นนคร (จังหวัดขอนแก่น) สวนสาธารณะเทศบาลตำบลบางทราย (จังหวัดชลบุรี) สวนหลวง ร.9 (จังหวัดภูเก็ต) และสวนน้ำบุ่งตาหลั่วเฉลิมพระเกียรติรัชกาลที่ 9 (จังหวัดนครราชสีมา)
  • ฟีเวอร์งานแข่งกีฬาระดับโลก: กระแสของฟิตเนสเรซอย่างรายการ BYD HYROX Bangkok 2026 ปลุกพลังคนเมืองที่รักการท้าทายขีดจำกัดของตัวเองได้อย่างมหาศาล โดยสามารถดันยอดการใช้บริการเรียกรถไปยังสถานที่จัดงาน (ไบเทคบางนา) ให้พุ่งสูงถึง 2.5 เท่าเมื่อเทียบกับการจัดงานในปีก่อนหน้า

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า Prime Time ของคนรักสุขภาพได้แบ่งออกเป็นสองช่วงเวลาหลัก ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องสามารถใช้ข้อมูลเชิงพฤติกรรมนี้นำเสนอแคมเปญ หรือบริการที่สอดรับกับช่วงเวลาเช้ามืดและเย็นหลังเลิกงานได้อย่างแม่นยำ

สงคราม “หวานน้อย” และการผงาดของ “โปรตีนสูง”

ด้านพฤติกรรมการสั่งอาหารผ่านแอปพลิเคชัน ถือเป็นมาตรวัดชั้นดีที่แสดงให้เห็นถึงรสนิยมการบริโภคที่เปลี่ยนไป การสั่งอาหารไม่ได้มองแค่ความสะดวกสบายและความอร่อยอีกต่อไป แต่ต้องตอบโจทย์ด้านโภชนาการด้วย

  • ยุคแห่งการลดน้ำตาล (Sugar-Free Era): ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ยอดการสั่งเครื่องดื่มประเภท “หวานน้อย” (ระดับความหวาน 0% – 75%) ผ่านบริการ GrabFood เพิ่มขึ้นกว่า 50% ที่น่าสนใจคือ กลุ่มเครื่องดื่มแบบไม่ใส่น้ำตาลเลย ครองใจคนรักสุขภาพมากที่สุด คิดเป็นสัดส่วนถึง 40%
  • กาแฟดำและมัตฉะครองเมือง: เมนูเครื่องดื่มสายเข้มอย่าง “กาแฟดำ” และ “เคลียร์มัตฉะ” แบบหวาน 0% กลายเป็นไอเทมยอดฮิตนำเทรนด์ โดยมียอดคำสั่งซื้อรวมกันทะลุกว่า 10 ล้านแก้วต่อปี
  • เทรนด์สร้างกล้ามเนื้อ (High-Protein Diet): เมนูอาหารที่เน้นโปรตีนสูงเพื่อการควบคุมน้ำหนักและสร้างกล้ามเนื้อได้รับความนิยมอย่างมาก โดยเฉพาะเมนูที่มีส่วนประกอบหลักอย่าง “อกไก่” ซึ่งมียอดสั่งทะลุ 3.3 ล้านออเดอร์ต่อปี เติบโตขึ้นกว่า 30%
  • พฤติกรรมการค้นหา (Search Intent): คำค้นหายอดฮิตบนแอปพลิเคชันสะท้อนความต้องการอาหารสุขภาพอย่างชัดเจน โดยคำว่า “สลัด” “กรีกโยเกิร์ต” และ “อาหารคลีน” เป็นคำค้นหาที่มาแรง โดยมียอดเสิร์ชรวมกันสูงเกือบ 1 ล้านครั้ง

ธุรกิจ F&B จำเป็นต้องปรับตัวโดยการเพิ่มทางเลือก “Customize” ความหวาน และเสริมเมนูทางเลือกเพื่อสุขภาพเข้ามาในพอร์ตโฟลิโอ

ยกระดับการดูแลสุขภาพส่งตรงถึงบ้าน

ไม่เพียงแค่อาหารปรุงสุก แต่การซื้อหาสินค้าและวัตถุดิบเพื่อสุขภาพไปประกอบอาหารเองที่บ้านก็เติบโตอย่างก้าวกระโดดผ่านบริการควิกคอมเมิร์ซ

  • ตลาดโภชนาการการกีฬา: กลุ่มสินค้าที่เติบโตรับเทรนด์ออกกำลังกาย ได้แก่ เครื่องดื่มเกลือแร่ เจลให้พลังงาน (Energy Gel) รวมถึงเครื่องดื่มและขนมเสริมโปรตีน สินค้าดาวรุ่งคือ “โปรตีนพร้อมดื่ม” ที่มียอดสั่งซื้อผ่าน GrabMart มากกว่า 4.5 แสนขวดต่อปี เติบโตพุ่งกระฉูดกว่า 3.5 เท่า
  • Superfoods ติดบ้าน: วัตถุดิบชั้นดีที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงกลายเป็นสิ่งที่สายสุขภาพมักซื้อไปประกอบอาหาร โดย “ผักเคล” ครองอันดับหนึ่งด้วยปริมาณการสั่งซื้อราว 80 ตันต่อปี ตามมาด้วยผลไม้ต้านอนุมูลอิสระอย่าง “บลูเบอร์รี่” และแหล่งโปรตีนที่มีกรดไขมันโอเมก้า 3 อย่าง “แซลมอน”
  • ร้านค้าเฉพาะทางเติบโต: ร้านขายสินค้าสุขภาพที่ได้รับความนิยมสูงที่สุดบนแพลตฟอร์ม เช่น ร้านใบเมี่ยง ร้าน Radiance และร้าน Veganerie มียอดขายเติบโตแบบก้าวกระโดดถึง 10 เท่า เนื่องจากตอบโจทย์การเป็นศูนย์รวมที่มีตั้งแต่ซูเปอร์ฟู้ด อาหารคลีน ของกินเล่นแคลอรีต่ำ ไปจนถึงวิตามินแบบครบจบในที่เดียว

เมื่อ Super App ขานรับเทรนด์สุขภาพ

ในมุมของผู้นำแพลตฟอร์มอย่างแกร็บ การตอบรับเทรนด์สุขภาพไม่ได้หยุดอยู่แค่การมีร้านอาหารบนแพลตฟอร์ม แต่ต้องศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคและติดตามเทรนด์สังคมอย่างใกล้ชิด

  • ฟีเจอร์ Nutrition Tag: ล่าสุดได้เริ่มทดลองเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ที่แสดงป้ายกำกับแนะนำเมนูสุขภาพบนแพลตฟอร์ม GrabFood เช่น ข้อมูลโปรตีนสูง คาร์โบไฮเดรตต่ำ แคลอรีต่ำ และน้ำตาลน้อย เพื่อเป็นทางเลือกในการช่วยผู้ใช้บริการตัดสินใจ
  • ขยายคอมมูนิตี้สายฟิต: นอกจากการพัฒนาตัวแอปพลิเคชัน แกร็บยังรุกขยายฐานผู้ใช้บริการไปยังคนรุ่นใหม่ที่รักการออกกำลังกาย ด้วยการร่วมเป็นผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการของการแข่งขันกีฬาฟิตเนสระดับโลกอย่าง BYD Hyrox Bangkok 2026 อีกด้วย

เทรนด์สุขภาพคือพฤติกรรมกระแสหลักที่เชื่อมโยงอยู่กับการตัดสินใจซื้อในชีวิตประจำวัน การผสมผสานระหว่างความใส่ใจในสุขภาพ (Wellness) และความสะดวกสบายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ทำให้เกิดโอกาสทางธุรกิจมหาศาล แบรนด์ที่สามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่โปร่งใสทางโภชนาการ และตอบสนองวิถีชีวิตแบบ Active Lifestyle ได้ จะสามารถครองใจผู้บริโภคในยุคนี้ได้อย่างแน่นอน

 

I'm a Content Creator and Storyteller, and i love Shooting my daughter :><: