God is my CEO

ในโลกของการทำงาน โดยเฉพาะสายการตลาดและธุรกิจที่หมุนไว เรามักจะไม่ได้ตั้งใจหลงลืมตัวเองตั้งแต่แรก แต่มันมักจะเกิดขึ้นอย่างช้าๆ ผ่านการวิ่งตามเป้าหมายและ KPI ที่ขยับสูงขึ้นทุกไตรมาส เราวัดความก้าวหน้าด้วยตัวเลขที่บางครั้งก็แทบไม่ได้สะท้อนถึงคุณค่าที่แท้จริงของงาน ความกดดันสะสม การตัดสินใจต้องรวดเร็วขึ้น จนถึงจุดหนึ่ง มาตรฐานในการเลือกทำสิ่งต่าง ๆ เปลี่ยนจากคำถามที่ว่าสิ่งนี้ถูกต้องหรือไม่? กลายเป็นสิ่งนี้จะทำให้รอดไปได้หรือเปล่า?

วันนี้ Thumbsup จะมาเจาะลึกสรุปหนังสือ God Is My CEO เขียนโดย Larry Julian ซึ่งนำเสนอแนวคิดที่ท้าทายว่า จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อมืออาชีพนำเอาศรัทธาหรือความเชื่อในเป้าหมายที่สูงส่งกว่าตัวเองมาเป็นเข็มทิศในการตัดสินใจ รวมถึงการค้นหาว่า ความกล้าหาญ ความอดทน การปล่อยวาง และปัญญา จะหน้าตาเป็นอย่างไรเมื่อต้องเผชิญกับความกดดันในโลกธุรกิจของจริง

God is my CEO

การตัดสินใจที่ถูกต้อง ไม่ใช่เรื่องง่ายเสมอไป

ลองมาดูเรื่องราวของ ไมเคิล ผู้บริหารที่สร้างชื่อเสียงมาด้วยหลักการง่าย ๆ คือ ผลงานต้องเข้าเป้า เมื่อถึงช่วงเวลาที่กรอบเวลาบีบคั้นและเป้าหมายถูกดันให้สูงขึ้น เขาคือคนที่ทุกคนคาดหวังว่าจะเสกตัวเลขให้เกิดขึ้นได้

จนกระทั่งในช่วงโค้งสุดท้ายของไตรมาสที่ตึงเครียดที่สุด เดวิด รองประธานฝ่ายขาย เดินเข้ามาพร้อมกับเสนอทางออก เดวิดมีดีลใหญ่ 3 เจ้าที่ลูกค้ารับปากแล้วและกำลังรอเซ็นสัญญา หากไมเคิลยอมให้ลงวันที่ย้อนหลังไปยังไตรมาสก่อนหน้า ตัวเลขทุกอย่างจะเข้าเป้าอย่างสวยงาม เดวิดมองว่านี่เป็นแค่เรื่องของการปรับจังหวะเวลา แม้ฝ่ายการเงินจะมองว่าเป็นพื้นที่สีเทา แต่ในวงการ ใคร ๆ เขาก็ทำกัน

ตัวเลขดูสมเหตุสมผล ตรรกะทุกอย่างดูลงตัว ไมเคิลนั่งมองมันอยู่พักใหญ่ ไม่มีใครบังคับเขา แต่ระบบและวัฒนธรรมองค์กรทุกอย่างกำลังบีบให้เขาเซ็น… ทว่า เขาเลือกที่จะ ปฏิเสธ

ไมเคิลบอกให้เดวิดปล่อยให้ดีลนี้ไปปิดในไตรมาสที่ 1 ตามความเป็นจริง เขาตระหนักว่าคำถามที่แท้จริงไม่ใช่เรื่องของตัวเลข แต่คือ เขากำลังนำทีมด้วยคุณค่าที่ยึดถือ หรือนำทีมด้วยเสียงรบกวนรอบข้าง? ไมเคิลเลือกอย่างแรก

ผลกระทบตามมาทันที เกิดคำถามมากมายและแรงกดดันจากคนที่ไม่เข้าใจ แต่สิ่งที่ตามมาอย่างช้า ๆ กลับกลายเป็นความไว้วางใจ ทีมงานเริ่มเห็นว่าสิ่งที่ไมเคิลพูดในห้องประชุม ตรงกับสิ่งที่เขาทำเมื่อเจอความกดดัน ความสม่ำเสมอนี้สร้างน้ำหนักและอิมแพคได้มากกว่าตัวเลขยอดขายของไตรมาสใดไตรมาสหนึ่งเสียอีก

เป้าหมายควรถูกกำหนดด้วยศรัทธา ไม่ใช่แค่ความทะเยอทะยานส่วนตัว

คนทำงานส่วนใหญ่วางเป้าหมายไว้ที่ตำแหน่ง รายได้ และการยอมรับ สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องผิดและมันวัดผลได้ง่าย ปัญหาจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อตัวชี้วัดเหล่านี้กลายเป็นคำตอบเดียวของคำถามที่ว่า เราทำงานหนักไปเพื่ออะไร? หากไม่มีรากฐานที่ลึกกว่านั้น ความสำเร็จจะเป็นเหมือนเป้าหมายที่เคลื่อนที่ได้ตลอดเวลา พอได้เลื่อนตำแหน่ง ก็จะมองหาตำแหน่งถัดไป ความรู้สึกทะเยอทะยานไม่เคยสิ้นสุด และความรู้สึกขาดหายในใจก็ไม่เคยถูกเติมเต็ม

Larry Julian เสนอว่า เราควรเปลี่ยนมุมมองจากการทำงานเพื่อตอบสนองอีโก้ ไปสู่การทำงานเพื่อเป้าหมายที่สูงส่งกว่า หรือการสร้างคุณค่าที่แท้จริงให้โลกใบนี้ การเปลี่ยนจุดอ้างอิงนี้จะทำให้งานไม่ใช่แค่เรื่องของสิ่งที่เราจะได้ แต่เป็นสิ่งที่เราจะให้

ลองจินตนาการถึงผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดที่ทำงานหนักมา 12 ปีเพื่อขึ้นเป็น CMO เธอทำสำเร็จ แต่ผ่านไปไม่กี่เดือน ความสุขกลับจางหายไป บันไดที่เธอปีนขึ้นมานั้นมีอยู่จริง แต่จุดสูงสุดกลับเงียบเหงากว่าที่คิด แต่หากเธอเปลี่ยนคำถามใหม่เป็น ฉันจะสร้างคุณค่าอะไรได้บ้างในบทบาทนี้? งานอาจจะยังหนักเหมือนเดิม แต่เหตุผลเบื้องหลังจะเปลี่ยนไป และมันจะมอบพลังใจที่ยั่งยืนกว่าตำแหน่งใด ๆ

โอบรับความกล้าหาญและความอดทน

ความกดดันในที่ทำงานมักจะทำร้ายกระบวนการคิดของเราในสองทาง คือ

  1. มันบีบให้เราเลือกทางที่ให้ผลลัพธ์เร็วที่สุด
  2. มันทำให้การรอคอยดูเป็นเรื่องของคนไม่รับผิดชอบ สิ่งนี้มีประโยชน์ในยามฉุกเฉิน แต่เป็นพิษกับการทำงานประจำวัน

เมื่อทีมงานเดินมาปรึกษาปัญหาเรื่องความขัดแย้งกับหัวหน้างานอาวุโส มันอาจไม่ใช่วาระเร่งด่วนระดับระบบล่ม แต่ถ้าเราใช้ความเร็วเข้าแก้ปัญหา เราอาจจะแค่รับฟังผ่าน ๆ หรือปัดตกไปความอดทนจึงกลายเป็นข้อได้เปรียบ การให้เวลาทำความเข้าใจ ปราศจากการด่วนสรุป จะช่วยสร้างความไว้วางใจในระยะยาว

ในขณะที่ความอดทนบอกให้เราช้าลงความกล้าหาญจะบอกให้เราลงมือทำในสิ่งที่ถูกต้องแม้จะน่าอึดอัดใจ ทั้งสองสิ่งนี้ต้องทำงานคู่กัน ความอดทนที่ไร้ความกล้าหาญคือการหลีกหนีปัญหา ส่วนความกล้าหาญที่ไร้ความอดทนคือความหุนหันพลันแล่น

ยอมปล่อยมือจากสิ่งที่ควบคุมไม่ได้

การพยายามควบคุมทุกอย่าง หรือ Micromanage มักเกิดจากความกลัว ไม่ใช่ความแข็งแกร่ง เราเชื่อว่าการเอาตัวเข้าไปผูกกับทุกขั้นตอนคือการรับประกันผลงานที่ดี แต่ในความเป็นจริง ตลาดผันผวน ผู้คนเปลี่ยนใจ ปัจจัยภายนอกพร้อมจะทำลายแผนการที่เราวางไว้เสมอ

การปล่อยวางไม่ใช่การหนีความรับผิดชอบหรือลดมาตรฐาน แต่มันคือการขีดเส้นแบ่งให้ชัดเจนระหว่างสิ่งที่เราจัดการได้ และสิ่งที่เราไม่มีวันควบคุมได้ เมื่อเราเลิกพยายามควบคุมทุกสิ่ง สมาธิของเราจะคมชัดขึ้น เราจะเตรียมตัวดีขึ้น ฟังเก่งขึ้น และตอบสนองด้วยความตั้งใจแทนที่จะตอบโต้ด้วยความวิตกกังวล

ปัญญาและการรับใช้ เปลี่ยนโฉมหน้าความเป็นผู้นำ

ผู้นำที่ตัดสินใจเร็วและเด็ดขาดมักจะโดดเด่น แต่นั่นไม่ได้แปลว่าพวกเขาตัดสินใจถูกเสมอไป บางครั้งประสบการณ์และตรรกะก็ไปต่อไม่ได้เมื่อต้องเผชิญกับปัญหาที่ไม่มีทางออกที่สมบูรณ์แบบ เช่น การต้องเลือกระหว่างตัดงบเพื่อให้บริษัทรอดแต่พนักงานเจ็บปวด หรือรักษางบไว้แต่เสี่ยงต่อความมั่นคงระยะยาว

นี่คือจุดที่สติปัญญาจำเป็นต้องออกโรง ปัญญาในที่นี้คือการถ่อมตัวยอมรับว่ามุมมองของเรามีจำกัด และการตัดสินใจที่ถูกต้องอาจไม่ใช่ทางที่รวดเร็วหรือคุ้มค่าที่สุดในทันที ผสานเข้ากับแนวคิดการเป็นผู้รับใช้ที่เปลี่ยนคำถามจาก จะรีดประสิทธิภาพจากทีมได้อย่างไร? เป็น ทีมต้องการอะไรจากเราเพื่อให้เขาทำงานได้ดีที่สุด? การนำทีมด้วยวิธีนี้จะสร้างความผูกพันและการแก้ปัญหาเชิงรุกที่ยั่งยืน

จัดลำดับความสำคัญเพื่อป้องกันภาวะ Burnout

คนทำงานที่หมดไฟไม่ได้แปลว่าพวกเขาขี้เกียจ ส่วนใหญ่เป็นคนที่ทุ่มเทเกินร้อย แต่เมื่อไม่มีการจัดลำดับความสำคัญที่ชัดเจน ทุกอย่างจะดูด่วนไปหมด ตารางงานเต็มไปด้วยสิ่งที่เรียกร้องความสนใจแต่ไม่ได้สลักสำคัญ การยอมให้นำความเชื่อและเป้าหมายที่แท้จริงมาเป็นฟิลเตอร์กรองชีวิต จะช่วยให้เรากล้าปฏิเสธสิ่งที่ดูเหมือนจะด่วน แต่ไม่ได้ตอบโจทย์คุณค่าหลักของเรา

Thumbsup มองว่า จากเนื้อหาทั้งหมดของ God Is My CEO สะท้อนให้เห็นแก่นแท้ของการบริหารจัดการคนและธุรกิจที่ลึกซึ้ง การทำงานโดยยึดมั่นในคุณค่าที่สูงกว่าตัวเอง ไม่ใช่แนวคิดโลกสวย แต่คือกลยุทธ์การสร้างรากฐานองค์กรที่แข็งแกร่งที่สุด ในช่วงเวลาที่โลกธุรกิจเต็มไปด้วยความผันผวนและพร้อมจะกลืนกินตัวตนของเรา การดึงจังหวะให้ช้าลง ทบทวนเป้าหมายที่แท้จริง และกล้าที่จะปฏิเสธผลประโยชน์ระยะสั้นเพื่อรักษาความถูกต้องระยะยาว คือคุณสมบัติของผู้นำที่แท้จริงที่อุตสาหกรรมในยุคปัจจุบันต้องการอย่างยิ่ง

ท้ายที่สุดแล้ว ผลลัพธ์ทางธุรกิจที่ดี ควรเป็นผลพลอยได้จากการทำในสิ่งที่ถูกต้อง ไม่ใช่เป้าหมายสูงสุดที่ต้องแลกมาด้วยทุกสิ่ง

อ่านเพิ่มเติม

I'm a Content Creator and Storyteller, and i love Shooting my daughter :><: