Inner Excellence

ลองจินตนาการดูว่า ในโลกการทำงานที่ทุกอย่างวัดกันด้วยตัวเลข KPI, ยอดไลก์, ยอดขาย หรือส่วนแบ่งการตลาด เราต่างทุ่มเทแรงกายแรงใจเพื่อไปให้ถึงจุดสูงสุด แต่เคยสงสัยไหมว่าทำไมเมื่อไปถึงจุดนั้น บางคนกลับรู้สึกว่างเปล่า?

Jim Murphy อดีตนักกีฬาเบสบอลมืออาชีพก็เคยเผชิญกับสภาวะนี้ เขาใช้เวลาหลายปีเฝ้ามองความมั่นใจของตัวเองพุ่งขึ้นและตกลงตามสถิติการตีลูก เมื่อตัวเลขบนกระดานสวยงาม โลกทั้งใบก็สดใส แต่เมื่อสถิติตกต่ำลง คุณค่าในตัวเองของเขาก็พังทลายตามไปด้วย

จนกระทั่งวันหนึ่ง เขาตัดสินใจเดินหันหลังให้กับวงการ ปลีกวิเวกไปในทะเลทรายแอริโซนาเพื่อตั้งคำถามที่เปลี่ยนชีวิตของเขาไปตลอดกาล คนเก่งระดับโลกเขารักษาสภาพจิตใจให้นิ่งสงบได้อย่างไร ในวินาทีที่ทุกสิ่งทุกอย่างแขวนอยู่บนเส้นด้าย?

คำตอบที่เขาค้นพบไม่ได้เกี่ยวกับเทคนิคที่เหนือชั้นหรือพรสวรรค์ที่ติดตัวมาแต่เกิด แต่มันคือเรื่องของ หัวใจ ล้วน ๆ ซึ่งหนังสือ Inner Excellence ที่เขียนโดย Jim Murphy ได้สรุปเอาประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวไว้ได้อย่างน่าสนใจดังนี้

Inner Excellence

เรื่องราวของซามูไรที่สอนบทเรียนราคาแพง

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น ลองถอดบทเรียนจากเรื่องราวของ Koyama Bunpachiro ซามูไรในยุคศักดินาของญี่ปุ่น ชีวิตของเขาผูกติดอยู่กับเกียรติยศ วินัย และความเป็นเลิศทางวิทยายุทธ ตัวตน เป้าหมาย และคุณค่าความเป็นลูกผู้ชายของเขาหลอมรวมอยู่กับสถานะนักรบที่เขาฝึกฝนมาทั้งชีวิต

แต่แล้วในปี 1867 รัฐบาลใหม่ได้ประกาศยกเลิกชนชั้นซามูไรในชั่วข้ามคืน

ลองนึกภาพการตื่นขึ้นมาในเช้าวันหนึ่ง แล้วพบว่าสิ่งที่นิยามตัวตนของคุณมาตลอดได้อันตรธานหายไป สิ่งที่ยึดเหนี่ยวชีวิตของ Bunpachiro พังทลายลง และตัวเขาก็แหลกสลายตามไปด้วย เขาหันไปพึ่งพาสุรา หัวใจที่แตกสลายจากการสูญเสียทุกอย่างที่ไม่สามารถกอบกู้กลับคืนมาได้ ทำให้เขาใช้ชีวิตบั้นปลายไปด้วยความสิ้นหวัง นี่คือผลลัพธ์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อเราผูกมัดชีวิตและคุณค่าของตัวเองไว้กับสิ่งภายนอกที่เราควบคุมไม่ได้

แต่เรื่องราวไม่ได้จบแค่นั้น Bunpachiro มีลูกชายชื่อ Yoshitaka ผู้ซึ่งเฝ้ามองการล่มสลายของพ่อด้วยความปวดร้าว เขาตัดสินใจอย่างเด็ดขาดว่าจะไม่เดินซ้ำรอยเดิม แทนที่จะแสวงหาอำนาจเพื่ออยู่เหนือผู้อื่น เขาเลือกที่จะปรับเข็มทิศหัวใจไปที่การเสริมพลัง แทนที่จะเอาคุณค่าของตัวเองไปผูกติดกับสัญลักษณ์ภายนอก เขาเลือกที่จะสร้างความแข็งแกร่งจากภายในที่ไม่มีใครแย่งชิงไปได้ Yoshitaka จึงได้ใช้ชีวิตอย่างสง่างามและมีความหมายในแบบที่พ่อของเขาไม่เคยทำได้

คำถามที่ Murphy โยนกลับมาให้พวกเราก็คือ ตอนนี้คุณกำลังเดินไปในทิศทางไหน?

โรคระบาดที่กัดกินคนทำงานยุคใหม่

มีความเจ็บป่วยรูปแบบหนึ่งที่กำลังแพร่ระบาดอย่างหนักในสังคมยุคใหม่ และมีความเป็นไปได้สูงที่คุณเองก็อาจจะติดเชื้อนี้ไปแล้ว Murphy เรียกมันว่า ไวรัส Affluenza ซึ่งมาพร้อมกับแบบทดสอบง่าย ๆ เพื่อเช็กว่าคุณติดเชื้อนี้หรือไม่

ลองตรวจสอบดูว่าคุณกำลังวิ่งตาม PALMS อยู่หรือเปล่า

  • Possessions (สิ่งของและกรรมสิทธิ์)
  • Achievements (ความสำเร็จที่จับต้องได้)
  • Looks (รูปลักษณ์ภายนอก)
  • Money (เงินทอง)
  • Status (สถานะทางสังคม)

ทั้ง 5 สิ่งนี้คือรูปเคารพจอมปลอมที่เรามักจะวิ่งตาม โดยหลอกตัวเองว่าถ้าได้มันมาครอบครอง เราจะรู้สึกสมบูรณ์แบบ ความน่ากลัวไม่ได้อยู่ที่ความต้องการสิ่งเหล่านี้ แต่อยู่ที่กลไกการเปรียบเทียบที่รันอยู่เบื้องหลังตลอดเวลา เรามักจะประเมินชีวิตของตัวเองโดยนำไปเทียบกับไฮไลต์ชีวิตของคนอื่นบนโซเชียลมีเดีย และนั่นแหละคือตอนที่ไวรัสเริ่มออกฤทธิ์

Murphy เสนอ 3 คำถามเพื่อตรวจดูว่าเชื้อนี้ฝังรากลึกแค่ไหนประกอบด้วย คุณฝันถึงเรื่องอะไร? คุณกังวลเรื่องอะไร? และคุณหัวเสียกับเรื่องอะไร? คำตอบที่ซื่อสัตย์จะเปิดเผยให้เห็นว่าแท้จริงแล้วหัวใจของคุณยึดเหนี่ยวอยู่กับสิ่งใด หากคำตอบวนเวียนอยู่กับ PALMS กังวลว่าจะสูญเสียสถานะ หรือหงุดหงิดเวลาเห็นคนอื่นได้ดีกว่า แปลว่าไวรัสได้ครอบงำคุณแล้ว และที่ร้ายแรงที่สุดคือ คุณอาจกวาดทุกความสำเร็จมาได้ แต่กลับตกอยู่ในสภาวะ Seductive Numbness หรือมีทุกอย่างที่ต้องการ แต่กลับรู้สึกกลวงเปล่า

การรักษาไม่ได้หมายถึงการปฏิเสธความสำเร็จ แต่เราต้องนิยามความสำเร็จเสียใหม่ หากหัวใจของคุณสร้างขึ้นบนสิ่งชั่วคราวที่คุณควบคุมไม่ได้ ชีวิตของคุณย่อมสั่นคลอน นี่คือความจริงที่คุณปฏิเสธไม่ได้

3 ศัตรูตัวฉกาจที่ซ่อนอยู่ในหัวของคุณ

หากความสำเร็จภายนอกไม่ใช่คำตอบ แล้วอะไรล่ะที่ขวางกั้นเราจากชีวิตที่ต้องการ? Murphy ชี้ให้เห็นถึงตัวละคร 3 ตัวที่กำลังบงการชีวิตคุณอยู่ในหัว และเชื่อเถอะว่าพวกมันไม่ได้ประสงค์ดี

  1. The Critic: เสียงเล็ก ๆ ที่คอยจับผิดทุกจุดบกพร่อง ฉายภาพความผิดพลาดซ้ำ ๆ และกระซิบสบประมาทว่าคุณยังเก่งไม่พอ มันคิดว่ากำลังปกป้องคุณจากการเจ็บปวด เพราะถ้าคุณไม่เสี่ยง คุณก็ไม่พลาด แต่ราคาที่ต้องจ่ายคือการหยุดนิ่งอยู่กับที่
  2. The Monkey Mind: เคยพยายามโฟกัสงานสำคัญ แต่สมองกลับกระโดดไปคิดถึงลิสต์งานบ้าน หรือเรื่องน่าอายที่เคยทำเมื่อ 3 ปีก่อนไหม? นี่แหละคือจิตวอกแวก เสียงจ้อกแจ้กในหัวที่ขังคุณไว้กับความกังวลในอนาคตและความเสียใจในอดีต
  3. The Trickster: ตัวนี้อันตรายที่สุดเพราะมันมาในคราบของความมีเหตุผล มันหลอกคุณด้วยประโยคที่ฟังดูคล้ายความจริง เช่น คนอย่างแกทำไม่ได้หรอก หรือ เราไม่เหมาะกับตำแหน่งระดับนี้ มันป้อนความเชื่อที่จำกัดศักยภาพจนคุณหลงคิดว่านั่นคือข้อเท็จจริง

จำไว้ว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ข้อบกพร่องในตัวคุณ มันเป็นเพียงกลไกทางความคิดที่รู้สึกเหมือนจริง แต่ไม่ใช่ตัวคุณ เมื่อคุณมองเห็นพวกมันตามความเป็นจริง คุณสามารถหยุดรับคำสั่งได้ คุณสามารถรับฟัง The Critic โดยไม่ต้องเชื่อ สังเกต The Monkey Mind โดยไม่ต้องกระโดดตาม และรับรู้ถึง The Trickster พร้อมกับเลือกที่จะเขียนเรื่องราวของตัวเองใหม่ เพราะเสียงในหัวไม่ใช่คำสั่ง แต่เป็นเพียงข้อเสนอแนะที่คุณปฏิเสธได้

ความรัก ปัญญา และความกล้าหาญ 3 เสาหลักสู่ความยั่งยืน

หากศัตรูทั้ง 3 คือตัวฉุดรั้ง 3 เสาหลักของ Murphy ก็คือแรงขับเคลื่อนที่จะพาคุณไปข้างหน้า ประกอบด้วย ความรัก, ปัญญา, และ ความกล้าหาญ อย่าเพิ่งเบือนหน้าหนีกับคำว่าความรัก เพราะในบริบทนี้ มันไม่ได้หมายถึงความโรแมนติก

ความรัก คือการเชื่อมโยงกับบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าความสำเร็จหรือความล้มเหลวส่วนตัว มันคือความหลงใหลอย่างลึกซึ้งในงานที่คุณทำ หรือความมุ่งมั่นทุ่มเทให้กับเป้าหมายที่มีความหมายเหนือกว่าอีโก้ ความรักจะเปลี่ยนทัศนคติจากฉันต้องทำเพื่อโชว์ผลงาน เป็นฉันได้รับโอกาสให้ทำสิ่งนี้

ปัญญา คือการรู้จักตัวเองอย่างซื่อสัตย์ และใช้ความรู้นั้นเพื่อเตรียมพร้อมอย่างชาญฉลาด

ความกล้าหาญ ไม่ใช่การไร้ซึ่งความกลัว แต่คือการยินดีที่จะลงมือทำทั้ง ๆ ที่ยังกลัว คือการยืนหยัดอยู่กับปัจจุบันในห้วงเวลาที่ยากลำบาก แทนที่จะหดหัวหนีกลับไปหลบซ่อนในความคิด

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ Lewis Gordon Pugh ในปี 2007 เขาตัดสินใจว่ายน้ำระยะทาง 1 กิโลเมตรที่ขั้วโลกเหนือโดยใส่เพียงกางเกงว่ายน้ำตัวเดียว นักวิทยาศาสตร์เตือนว่ามนุษย์อาจตายได้ในเวลาไม่ถึงนาทีในสภาพแบบนั้น ในการซ้อมครั้งหนึ่ง เซลล์ในมือของเขาถึงกับระเบิดเพราะความเย็นจัด ความกลัวของเขาคือของจริง ความตายไม่ใช่แค่คำเปรียบเปรย

แต่ Pugh เชื่อมโยงตัวเองเข้ากับเป้าหมายที่ใหญ่กว่า ความรักของเขาคือสิ่งแวดล้อม ภารกิจนี้ทำไปเพื่อสร้างความตระหนักรู้เรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป้าหมายนั้นมอบความปรารถนาที่จะมีชีวิตที่ทรงพลังยิ่งกว่าความกลัวตาย ปัญญาของเขาแสดงออกผ่านการเตรียมพร้อม โค้ชของเขาปักธง 10 ชาติไว้ทุก ๆ 100 เมตร เพื่อเตือนใจถึงผู้คนที่เสียสละเพื่อช่วงเวลานี้ และความกล้าหาญของเขาปรากฏในรูปแบบของ การโฟกัส แทนที่จะคิดถึงระยะทาง 1 กิโลเมตรในน้ำแข็ง เขาซอยเป้าหมายให้เล็กลง แค่ว่ายไปให้ถึงธงถัดไป และธงถัดไป

Pugh ทำสำเร็จในน้ำอุณหภูมิติดลบ 1.7 องศาเซลเซียส โดยเปลี่ยนความกลัวให้กลายเป็นพลังแห่งความมุ่งมั่น นี่คือสิ่งที่จะเกิดขึ้นเมื่อความกลัวถูกแทนที่ด้วยเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่าสัญชาตญาณการเอาตัวรอด

BFF เพื่อนแท้ของผลงานระดับท็อปฟอร์ม

เมื่อความรัก ปัญญา และความกล้าหาญสอดประสานกัน จะเกิดเป็นสภาวะที่ Murphy เรียกว่า BFF หรือ Belief, Focus และ Freedom

  • Belief: คือภาพจำในจิตใต้สำนึกว่าคุณเป็นใครและมีศักยภาพแค่ไหน เปรียบเหมือนเทอร์โมสตัทในตัว ไม่ว่าคุณจะตั้งใจทำอะไร ชีวิตมักจะปรับตัวไปอยู่ที่อุณหภูมิความเชื่อที่คุณตั้งไว้เสมอ หากลึก ๆ คุณไม่เชื่อว่าตัวเองคู่ควร คุณจะเผลอทำลายโอกาสของตัวเองเมื่อก้าวไปถึงจุดนั้น
  • Focus: คือความสามารถในการดำรงสติรับรู้ขั้นสูงในปัจจุบัน ไม่คิดถึงความล้มเหลวโปรเจกต์ที่แล้ว หรืองานพรีเซนต์ที่กำลังจะมาถึง แต่ล็อกเป้าหมายอยู่กับสิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้ อย่างในกรณีของ Pugh เขาไม่มีเวลาไปคิดถึงระยะทางอีก 800 เมตรที่เหลือ เขาต้องโฟกัสแค่สโตรกต่อไปเท่านั้น
  • Freedom: คือความสามารถในการลงมือทำเหมือนเด็กที่กำลังเล่นสนุกในสนาม ลองนึกถึงตอนที่คุณทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยความอยากรู้อยากเห็น โดยไม่ต้องกังวลว่าใครจะตัดสิน นั่นแหละคืออิสระที่แท้จริง

ทั้งสามสิ่งนี้ไม่ได้แยกขาดจากกัน แต่เกื้อหนุนกัน ความเชื่อที่แข็งแรงสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้เกิดการจดจ่อ การจดจ่ออย่างลึกซึ้งเผยให้เห็นความจริงตรงหน้าแทนที่จะเป็นภาพลวงตาจากความกลัว และความชัดเจนนั้นจะนำไปสู่อิสระในการตอบสนองอย่างเป็นธรรมชาติ ผลลัพธ์ของคุณจะไม่มีวันทะยานข้ามขีดจำกัดของสิ่งที่คุณเชื่อว่าตัวเองคู่ควรไปได้

แฮ็กจิตใต้สำนึก รีโปรแกรมบล็อกเกอร์ในหัว

อย่ามองว่าบล็อกเกอร์หรือตัวปิดกั้นทางความคิดเป็นจุดอ่อน แต่มันคือหลักฐานว่าจิตใต้สำนึกของคุณกำลังทำหน้าที่อย่างขะมักเขม้นเพื่อปกป้องคุณจากอันตราย ปัญหาคือ ข้อมูลที่มันใช้อยู่นั้นล้าสมัยไปแล้ว ความกลัวการพูดในที่สาธารณะอาจเกิดจากการพูดตะกุกตะกักหน้าชั้นเรียนตอนเด็ก ๆ จิตใต้สำนึกบันทึกว่าสิ่งนี้อันตรายและใช้โปรแกรมป้องกันเดิมมาตลอด 20 ปี ทั้งที่คุณไม่ใช่เด็ก 10 ขวบอีกต่อไป

Murphy เสนอวิธีรีเซ็ตระบบใน 3 ขั้นตอนดังนี้

  1. เปลี่ยนมุมมอง: เลิกมองว่านี่คือจุดบกพร่อง แต่ให้เข้าใจว่านี่คือความพยายาม (ที่ผิดพลาด) ของจิตใต้สำนึกที่พยายามจะช่วยคุณ
  2. ถอดอารมณ์ออก: ถอยห่างจากความทรงจำที่สร้างบาดแผล มองมันเหมือนคุณกำลังดูหนังที่คนอื่นแสดง การใช้มุมมองบุคคลที่สามจะช่วยลดทอนพลังของมันลง
  3. เปลี่ยนเรื่องราว: ป้อนข้อมูลใหม่ให้จิตใต้สำนึก สร้างความเชื่อมโยงใหม่มาแทนที่ของเดิม

เขาเคยใช้วิธีนี้กับนักกอล์ฟระดับท็อป 10 ของโลกที่ตีลูกตกน้ำจนสูญเสียความมั่นใจ พวกเขาใช้เวลาแค่ 15 นาทีทางโทรศัพท์ ถอดอารมณ์ออกจากความทรงจำ จินตนาการถึงการเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่อาจช่วยได้ และผูกความรู้สึกเชิงบวกเข้ากับหลุมนั้น ผลคือเขาสามารถกลับมาเล่นได้อย่างไร้ที่ติ จิตใต้สำนึกไม่ใช่ศัตรู มันแค่ต้องการการอัปเดตข้อมูลให้เป็นเวอร์ชันล่าสุดเท่านั้น

ศิลปะแห่งการสถิตอยู่ในปัจจุบัน

เคยไหมที่อ่านบทความไปได้สามย่อหน้า แล้วเพิ่งรู้ตัวว่าจำอะไรไม่ได้เลย? สายตาคุณขยับตามตัวอักษร แต่จิตใจโบยบินไปที่อื่นเรียบร้อยแล้ว การอยู่กับปัจจุบันไม่ใช่แค่ทางเลือกเสริม แต่เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกคนที่อยากดึงศักยภาพสูงสุดออกมาและสนุกกับชีวิตที่กำลังสร้าง เมื่อคุณอยู่กับปัจจุบัน ความคิดสร้างสรรค์จะลื่นไหล คุณจะเลิกแสดงบทบาทเพื่อเอาใจผู้ชมที่ไม่มีอยู่จริง และเริ่มตอบสนองกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าอย่างแท้จริง

จุดเริ่มต้นที่ทรงพลังคือการย้ายศูนย์บัญชาการจากหัว ลงมาที่หัวใจ ลดทอนสิ่งที่ไม่จำเป็นในชีวิต และกำหนดความทุ่มเทอย่างหมดจดให้ชัดเจนว่าอะไรคือสิ่งเดียวที่มีความหมายสำหรับคุณจริง ๆ

ความซาบซึ้งใจก็เป็นอีกหนึ่งประตูสู่การสถิตอยู่ในปัจจุบัน เพราะความซาบซึ้งและความกังวลไม่สามารถเกิดขึ้นพร้อมกันในสมองได้ เมื่อคุณโฟกัสไปที่ช่วงเวลาเล็ก ๆ ที่น่าขอบคุณ มุมมองของคุณจะกว้างขึ้น คุณสามารถฝึกกล้ามเนื้อส่วนนี้ได้ด้วยการตั้งมนตราประจำตัว เช่น อยู่ตรงนี้… เวลานี้ หรือใช้วิธี Reboot เมื่อรู้สึกว่าสมาธิกระเจิง ให้หยุดพัก มองไปยังเส้นขอบฟ้า และสูดหายใจลึก ๆ 2 ครั้ง โดยให้ลมหายใจออกยาวกว่าหายใจเข้า

และที่เรียบง่ายแต่ทำยากที่สุดคือ การกำจัดความเร่งรีบ ออกไปอย่างไร้ความปรานี ความเร่งรีบคือสภาวะความวุ่นวายในใจที่คอยขโมยความสุขและเมตตาธรรม ส่วนใหญ่แล้วความวุ่นวายล้วนมาจากการที่เราสร้างมันขึ้นมาเอง ตอบตกลงทั้งที่อยากปฏิเสธ และหลอกตัวเองว่ายิ่งยุ่งแปลว่ายิ่งสำคัญ จำไว้เสมอว่า คุณไม่สามารถมีประสบการณ์ร่วมกับชีวิต ในห้วงเวลาที่คุณไม่ได้ปรากฏตัวอยู่ตรงนั้นได้

Thumbsup มองว่า หากลองย้อนกลับไปมอง Yoshitaka ลูกชายของซามูไร เขาเลือกที่จะสร้างตัวตนจากสิ่งที่ไม่สามารถถูกพรากไปได้ด้วยอำนาจรัฐ วิกฤตเศรษฐกิจ หรือกาลเวลา เขาเลือกให้หัวใจนำทางเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น นี่คือเส้นทางเดียวกับที่ Murphy ค้นพบหลังแขวนถุงมือเบสบอล

บทเรียนที่สำคัญที่สุดจาก Inner Excellence คือการเตือนสติคนทำงานทุกคนว่า การตามล่าหาผลงานระดับมาสเตอร์พีซและการไขว่คว้าชีวิตที่ดีที่สุดไม่ใช่คนละเส้นทางกัน แต่มันคือถนนสายเดียวกัน สุดยอดคนเก่งไม่ได้เล่นเกมที่ต่างออกไป แต่พวกเขาลงสนามด้วยจุดยืนที่ต่างออกไป พวกเขาจัดการกับโลกภายในเรียบร้อยแล้ว

ท้ายที่สุดนี้ ท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงของโลกธุรกิจที่หมุนไวอย่างกับพายุ สิ่งเดียวที่จะยึดเหนี่ยวไม่ให้เราหลงทาง ไม่ใช่ตำแหน่งหน้าที่การงานที่สั่นคลอนได้ตลอดเวลา แต่คือเป้าหมายและความยอดเยี่ยมจากภายใน หากเราให้ความสำคัญกับหัวใจเป็นอันดับแรก ผลลัพธ์แห่งความสำเร็จจะตามมาอย่างแน่นอน แล้ววันนี้… หัวใจของคุณยึดสมอไว้กับอะไร?

อ่านเพิ่มเติม

I'm a Content Creator and Storyteller, and i love Shooting my daughter :><: