Site icon Thumbsup

อนาคตของดิจิทัลเอเจนซี่จะเป็นอย่างไรต่อไป

แบรนด์ยุคใหม่ต่างก็ตั้งตารอที่จะส่งเสริมการสร้างตัวตนบนโลกออนไลน์ เพราะกลุ่มเป้าหมายที่แบรนด์อยากให้เอเจนซี่เข้ามาช่วยเดินหน้าเรื่องของการสื่อสารบนช่องทางดิจิทัลและโซเชียลมีเดีย เพื่อสร้างการรับรู้แบรนด์

โดยเส้นทางการสร้างแบรนด์นั้น จะประกอบด้วย การสร้างแบรนด์บนสื่อดิจิทัล การเซอร์เวย์ตลาด ประชาสัมพันธ์ และวางแผนสื่อ พอยุคใหม่ก็ต้องโปรโมทและโฆษณาแบรนด์ของตัวเองให้แบรนด์เป็นที่จดจำบนโลกออนไลน์

ซึ่งเอเจนซี่จะเข้ามาซัพพอร์ตในเรื่องของการสร้างการรับรู้และใช้งบในการว่าจ้างอินฟลูเอนเซอร์และซื้อโฆษณาจนได้โอกาสเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภค

นั่นจึงทำให้เราเห็นยุคของการเปลี่ยนแปลงจากโลกการวางแผนสำหรับมีเดียเอเจนซี่แบบเดิม สู่การเข้าระบบออนไลน์แบบเต็มตัวที่ไม่ใช่แค่ซื้อโฆษณาเพียงอย่างเดียว

เรามาดูกันว่าจะมีเทคโนโลยีอะไรเข้ามาเปลี่ยนแปลงเอเจนซี่ด้านการตลาดดิจิทัลในอนาคตกันบ้าง

ในยุคนี้เราพูดถึงการพัฒนาและความต้องการ AI กันมากขึ้น เพราะ AI จะเข้ามาเป็นกำลังสำคัญให้กับธุรกิจที่เดินหน้าเรื่องการตลาดดิจิทัล รวมทั้งเป็นแรงผลักดันในการพัฒนาสินค้าและบริการใหม่ๆ ได้ด้วย

นั่นเพราะข้อมูลที่เก็บได้จะสามารถนำไปประมวลผล วิเคราะห์ความต้องการ เข้าใจพฤติกรรมการค้นหาของผู้บริโภคให้ทุกอย่างเป็นเรื่องง่ายและนั่นก็จะเป็นการช่วยเอเจนซี่ในอนาคตคาดการณ์ผลลัพท์และความเป็นไปได้ของภาคธุรกิจได้ด้วย

ความแตกต่างระหว่าง PPC (Pay Per Click) และ SEO (Search Engine Optimization) จะเข้ามาเป็นส่วนสำคัญท่ีเอเจนซี่ต้องการมากขึ้น นั่นเพราะ PPC จะเข้ามาส่งเสริมแบรนด์ของคุณ เมื่อมีการจ่ายเงินให้ระบบเข้าถึงบุคคลทั่วไปที่ยินยอมคลิกหรือแตะที่แบนเนอร์โฆษณา จากเครื่องมือค้นหา (Search) เพื่อนำทางไปยังเว็บไซต์ของคุณ จากนั้น SEO จะเข้ามาส่งเสริมแบรนด์ ที่ลูกค้ามีความยินยอมในการกดติดตามและหรือเลือกซื้อสินค้าหลังการเข้าชมเว็บไซต์

อย่างไรก็ตามSEO และ PPC ถือว่าเป็นสององค์ประกอบที่แตกต่างกันของเอเจนซี่ดิจิทัล และเพื่อให้อนาคตของเอเจนซี่ ปลดล็อกการหลอมรวมของสององค์ประกอบนี้ ที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญสู่อุตสาหกรรมดิจิทัล จากธุรกิจที่ก่อนหน้านี้ไม่ได้ให้ความสำคัญกับเครื่องมือเหล่านี้ก็จะมุ่งเน้นในส่วนของบริการการตลาดดิจิทัลมากขึ้นเช่นกัน ฃ

ดังนั้น มีเดียเอเจนซี่จึงควรวางกลยุทธ์เกี่ยวกับการใช้เครื่องมือทางเทคโนโลยีที่สร้างสรรค์ วางแผนเรื่องการให้คำปรึกษา และกลยุทธ์ (การรวม SEO และ PPC) ในระยะยาวไว้ด้วย

เมื่อโลกของ ดาต้า (data) กลายเป็นส่วนสำคัญในการเดินหน้าเรื่องเทคโนโลยีและใช้เครื่องมือดิจิทัลได้อย่างคุ้มค่า รวมทั้งกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่เราต้องการเข้าไปทำตลาดได้ชัดเจนขึ้น

ปัญหาคือ การขออนุญาติลูกค้าหรือผู้บริโภคให้เข้าจัดเก็บ cookies นั้น อาจไม่ใช่เรื่องที่ควรทำอีกต่อไป เพราะผู้บริโภคเองไม่ได้ยินยอมให้ทุกแบรนด์เข้าถึงพฤติกรรมของพวกเขา รวมทั้งมีความกังวลและใส่ใจในการเข้ามาจัดเก็บข้อมูลมากขึ้น ดังนั้น สิ่งที่นักการตลาดวางแผนทำได้คือ การขออนุญาตจัดเก็บ Browser fingerprinting จากเว็บไซต์ในการติดตามลายนิ้วมือของผู้บริโภคผ่าน Virtual Private Network (VPN) แทน

เพื่อใช้ในการจัดเก็บประวัติข้อมูลและดูพฤติกรรมการค้นหาในเว็บไซต์แทนคุ้กกี้แบบเดิมที่มีโอกาสยกเลิกในอนาคต

สิ่งที่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงการทำงานของฝ่ายไอทีคือ Python ซึ่งเป็นภาษาโปรแกรมโอเพนซอร์ส โดยก่อนหน้านี้ทีมไอทีของเอเจนซี่อาจจะพึ่งพาในส่วนของระบบ PHP เพียงอย่างเดียว เพราะเป็นโอเพ่นซอร์สที่ไม่มีค่าใช้จ่ายและใช้งานง่าย

แต่เมื่อ Python เข้ามาเป็นผู้เล่นหน้าใหม่ในโลกการตลาดดิจิทัล และได้กลายเป็นเครื่องมือที่ทุกคนคู่ควร ฝ่ายไอทีจึงจำเป็นต้องปรับแผนให้ทัน โชคดีที่ Python ง่ายต่อการเรียนรู้ รวมทั้งเปิดกว้างให้อิสระแก่นักพัฒนาในการทดลองสิ่งใหม่ๆ อีกมากมาย แล้วทำไมฝ่ายไอทีของแบรนด์และเอเจนซี่ จะไม่เริ่มเรียนรู้และปรับตัวกันตั้งแต่วันนี้เสียเลย!!

คำฮิตในตลาดหางานช่วงนี้ คือเรื่องของ UX (User experience) ที่กลายมาเป็นแรงผลักดันสำคัญของทุกหน่วยงานและต้องทำงานร่วมกับทุกฝ่ายตั้งแต่ฝ่ายการผลิต ฝ่ายการตลาด ฝ่ายออกแบบ ฝ่ายข้อมูลและฝ่ายขาย เป็นต้น นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่นักการตลาดจำเป็นต้องสนับสนุนการทำงานของฝ่าย UX ให้มากขึ้น

เพราะฝ่ายงานนี้จะเชื่อมแบรนด์ของคุณกับประสบการณ์ที่ลูกค้าต้องการได้ดีขึ้น เพิ่มโอกาสทางการขาย รวมทั้งนำข้อมูลที่ได้จากผู้บริโภคมาปรับแก้ไขให้ตรงจริตผู้ใช้งานได้มากที่สุด

อย่างไรก็ตาม เทรนด์เหล่านี้ถือว่าเป็นสิ่งที่ใกล้ตัวและนักการตลาดก็ไม่ควรมองข้ามอีกต่อไป

ที่มา : DAN