ยอมรับกันตรง ๆ เถอะว่า การวางแผนการเงินมักเป็นยาขมสำหรับพวกเราหลายคน โดยเฉพาะคนทำงานสายครีเอทีฟหรือการตลาดที่วัน ๆ ยุ่งอยู่แต่กับตัวเลข Budget ของลูกค้าจนลืมดูบัญชีรายรับรายจ่ายของตัวเอง หากใครเคยพังเพราะวางแผนการเงินอย่างไรก็ไม่ปัง ไม่บรรลุเป้าหมายสักที
อย่าเพิ่งท้อ ถือโอกาสปีใหม่นี้ มา Set Zero กันใหม่ ด้วยคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญอย่าง กรุงศรี คอนซูมเมอร์ ที่ได้แชร์ 5 เคล็ดลับสานฝันสร้างเป้าหมายการเงินให้เป็นจริงได้ ซึ่งนี่ไม่ใช่แค่ทฤษฎี แต่เป็น Action Plan ที่จับต้องได้จริง

ทำความเข้าใจสถานะทางการเงินที่แท้จริง
ก่อนจะวาง Strategy ให้ลูกค้า เราต้องทำ Market Research ก่อนใช่ไหม? การเงินส่วนบุคคลก็เหมือนกัน ถ้าปีที่แล้วคุณไม่ได้เก็บเงินตามเป้า ไม่เป็นไร ปีนี้ลองใหม่ แต่ครั้งนี้กำหนดแผนให้ชัดเจนกว่าเดิม สิ่งแรกที่ต้องทำคือการ Audit ตัวเอง ลองรวบรวมข้อมูลทรัพย์สิน หนี้สิน รายได้ รายรับ รายจ่าย ในปีที่ผ่านมาเพื่อทำให้รู้ฐานะการเงินของคุณในปัจจุบัน
การรู้ Data ที่แท้จริงจะช่วยให้เรากำหนดการวางแผนการเงินที่เหมาะสมของตัวเอง และตั้งเป้าหมายหรือปรับเป้าหมายทางการเงินให้สอดคล้องกับความเป็นจริง และสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยคือวินัยในการจดบันทึก ควรฝึกนิสัยจดบัญชี รายรับ รายจ่าย ในแต่ละเดือนให้ชัดเจน จะได้ทราบสถานะทางการเงินและบริหารการใช้จ่ายของตนเองได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เหมือนที่เรา Track Performance แคมเปญนั่นแหละ ถ้าไม่รู้ตัวเลข ก็วัดผลไม่ได้
ตั้งเป้าให้ท้าทาย แต่ต้องอยู่ในจุดที่ทำได้
เป้าหมายที่ดีคือเป้าที่ท้าทายพอจะทำให้คุณต้องพยายามแต่ไม่ยากมากไปจนทำไม่ได้จริง ในมุมของการวางแผนเกษียณ ซึ่งเป็น Long-term Goal ที่สำคัญที่สุด ตัวเลขที่เหมาะสมจึงขึ้นอยู่กับว่าคุณจะใช้ชีวิตแบบไหน
กรุงศรี คอนซูมเมอร์ แนะนำให้เริ่มจากการวิเคราะห์รูปแบบชีวิตที่คุณต้องการหลังเกษียณ โดยต้องคิดเผื่อค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ และให้รวมค่าใช้จ่ายกิจกรรมพิเศษที่อยากทำหลังเกษียณ เช่น เล่นกอล์ฟ หรือท่องเที่ยว และอย่าลืมเผื่อเงินสำรองฉุกเฉินไว้ด้วย
ที่น่าสนใจคือการนำ กฎ 4% มาใช้ ซึ่งคิดค้นโดย William Bengen นักวางแผนทางการเงิน หลักการคือ หากถอนเงินจากกองทุนเกษียณไม่เกิน 4% ต่อปี เงินจะอยู่ได้ประมาณ 30 ปี หากลงทุนในสินทรัพย์ที่สร้างผลตอบแทนเฉลี่ย เช่น หุ้นและพันธบัตร โดยมีสูตรคำนวณง่าย ๆ เพื่อหาเป้าหมายเงินเก็บคือ
- นำเงินที่ต้องใช้ต่อเดือน x 12 เดือน = รายจ่ายต่อปี
- นำรายจ่ายต่อปี / 0.04 = ค่ากองทุนตามกฎ 4%
ตัวอย่างเช่น หากคุณอยากมีเงินใช้ต่อเดือนหลังเกษียณเดือนละ 30,000 บาท เมื่อคูณ 12 เดือนจะได้รายจ่ายต่อปี 360,000 บาท เมื่อคำนวณเงินที่ต้องการใช้หลังเกษียณตามกฎ 4% จะได้ 9,000,000 บาท ซึ่งเป็นจำนวนเงินคร่าว ๆ ที่คุณควรเตรียมไว้ ตัวเลขนี้อาจดูสูง แต่เมื่อรู้เป้าหมายชัดเจน มันจะทำให้เกิดความต้องการอย่างแรงกล้าที่จะทำจนสำเร็จ
ซอยเป้าใหญ่ให้เป็นเป้าเล็ก
เป้าหมายเก็บเงินไม่ควรดูยิ่งใหญ่มากเกินไปจนดูไกลเกินเอื้อม แต่แนะนำให้แบ่งซอยเป้าหมายเป็นรายปีเพื่อให้สามารถทำได้จริงเพราะเห็นความก้าวหน้าชัดเจน
ลองจินตนาการว่าถ้าตั้งเป้าภายใน 5 ปีจะเก็บเงินให้ได้ 1 ล้าน สิ่งที่ต้องทำคือกำหนดว่าตั้งแต่ปีแรกถึงปีที่ห้าตั้งเป้าหมายเก็บเงินเท่าไหร่
- เช่น ปีแรกปีละ 200,000 บาท
- ปีต่อไปปีละ 300,000 บาท เป็นต้น
สิ่งที่ต้องทำควบคู่กันไปคือขอให้ลองพิจารณาดูรายได้-รายรับ-รายจ่ายของตัวเองตลอดเวลาเพื่อวางแผนทำตามเป้าหมายต่อ เทคนิคสำคัญที่เปรียบเสมือน Golden Rule คือ เงินมาให้ตัดเก็บเข้าบัญชีออมเงินก่อนแล้วค่อยใช้จ่าย อย่ารอเงินเหลือจึงค่อยเก็บเพราะมันจะไม่มีวันเหลือ นอกจากนี้ ควรมองหาโอกาสรอบตัว หากมีช่องทางใดที่จะเพิ่มรายได้ให้มากขึ้นด้วยวิธีสุจริตจะลองทำดูก็ไม่เสียหลาย
บริหารการใช้จ่ายอย่างคุ้มค่าและระวังกับดัก
หาได้เท่าไรอาจไม่สำคัญเท่าใช้อย่างไร ในยุค Cashless Society บัตรเครดิตถือเป็นหนึ่งในทางเลือกที่ดีที่ช่วยตอบโจทย์ในเรื่องนี้ได้ หากรู้จักจัดสรรการใช้จ่ายเงินอย่างเหมาะสม เพราะทุกการใช้จ่ายผ่านบัตร จะได้รับสิทธิพิเศษที่คุ้มค่า อาทิ คะแนนสะสม, เครดิตเงินคืน, ส่วนลดหรือโปรโมชันพิเศษจากร้านค้าพาร์ทเนอร์ รวมถึงการผ่อนชำระสินค้าที่มีราคาสูงเป็นงวด ๆ ในอัตราดอกเบี้ย 0% หรือตามอัตราดอกเบี้ยที่กำหนด
บัตรเครดิตยังช่วยบริหารสภาพคล่องและการเงิน เนื่องจากมีระยะเวลาปลอดดอกเบี้ยซึ่งโดยทั่วไปกำหนดไว้ 45-55 วัน ตามเงื่อนไขของแต่ละบริษัท จึงช่วยให้คุณมีเวลาในการจัดการเงินในมือได้นานขึ้น แต่ Key Success Factor คือ ควรใช้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนได้เต็มจำนวนตามกำหนด จะได้ไม่เสียดอกเบี้ย 16% ต่อปี
และที่ต้องระวังขั้นสุดคือกับดักทางการเงินที่ใหญ่ที่สุดอย่าง Lifestyle Inflation หรือการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นตามรายได้ที่เพิ่มขึ้น เมื่อรายได้เพิ่ม แทนที่จะเก็บเงินเพิ่ม กลับกลายเป็นใช้จ่ายฟุ่มเฟือยแทนเพราะเห็นคนอื่นโชว์ไลฟ์สไตล์แบบติดแกลมในโซเชียลมีเดียแล้วอยากได้บ้าง ทางแก้คือให้ท่อง Mindset นี้ไว้เลย รายได้เพิ่ม ให้เพิ่มเงินออมก่อน ไม่ใช่เพิ่มค่าใช้จ่าย
ตรวจสอบตัวเลขการเงินที่เป็นเข็มทิศชีวิต
นักการตลาดมี KPI ชีวิตการเงินก็ต้องมี Financial KPI เช่นกัน ควรหมั่นตรวจสอบตัวชี้วัดทางการเงินที่สำคัญเป็นระยะ เพื่อให้มั่นใจว่าจะสามารถออมเงินได้ตามเป้าหมายได้ง่ายขึ้น เช่น
- อัตราการเติบโตของรายได้: ทุกวันนี้เราไม่ควรมีรายได้ทางเดียวด้วยแนวคิดการกระจายความเสี่ยงของรายได้ ลองหาโอกาสหารายได้เสริมจากช่องทางต่าง ๆ เช่น รับรีวิวสินค้า, ขายของออนไลน์, ใช้ AI ช่วยสร้างสรรค์งานกราฟฟิก หรือเป็น Influencer และควรพยายามสร้างรายได้ให้เติบโตในระดับที่ไม่ต่ำกว่าเงินเฟ้อ
- อัตราการออม: ตัวเลขนี้ควรเริ่มต้นที่ 10% เพราะเป็นระดับเงินออมที่ช่วยให้เรารอดพ้นจากสถานการณ์ฉุกเฉินได้ แล้วค่อย ๆ ปรับเพิ่มตามรายได้ที่เพิ่มขึ้น โดยอัตราการออมที่แนะนำคือ 30% หากเป็นไปได้ เพื่อสร้างความมั่งคั่งอย่างมั่นคง
- อัตราผลตอบแทนการลงทุน: ตัวเลขนี้ควรชนะเงินเฟ้อเพื่อรักษาความมั่งคั่งจากการลงทุนที่ไม่เสี่ยงเกินไป โดยเงินเฟ้อไทยเฉลี่ย 10 ปี อยู่ที่ 2% ต่อปี ดังนั้นควรสร้างผลตอบแทนให้ได้เฉลี่ย 4% ต่อปีขึ้นไป
- อัตราดอกเบี้ย: พยายามหาแหล่งเงินกู้ในระบบที่ดอกเบี้ยถูกและต้องชำระคืนตามสัญญา และอาจลองตรวจสอบวิธีที่จะลดอัตราดอกเบี้ยในจังหวะที่เหมาะสม เช่น Refinance เพื่อลดดอกเบี้ย
Thumbsup มองว่า เป้าหมายที่ดีที่สุดอาจไม่ใช่ตัวเลข แต่คือเหตุผลที่คุณอยากทำ การใช้ชีวิตโดยกำหนดเป้าหมายทางการเงินด้วยความต้องการอย่างแรงกล้าจะเป็นแรงผลักดันที่แท้จริงที่คุณจะไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ
ปี 2026 นี้ เริ่มต้นกำหนดเป้าหมาย วางแผน และลงมือทำ! ได้ตั้งแต่ปีใหม่นี้ จำไว้ว่าความสำเร็จไม่ได้เกิดเพียงชั่วข้ามคืน หากแต่เกิดจากความสม่ำเสมอจากการที่คุณลงมือทำ ขอให้ปีนี้เป็นปีที่พอร์ตการเงินของทุกคนเติบโตแบบ Exponential!
อ่านเพิ่มเติม


