หากมองไปที่พอร์ตโฟลิโอของ แม็คกรุ๊ป (Mc Group) ภาพจำที่แข็งแกร่งที่สุดคือความเป็นแบรนด์เดนิมสายแมสที่เข้าถึงง่าย แต่ในโลกธุรกิจที่พฤติกรรมผู้บริโภคหมุนไว ความท้าทายใหญ่คือการที่แบรนด์เก่าแก่มักเผชิญกับภาวะ “Aging Brand” หรือแบรนด์แก่ลงในสายตาคนรุ่นใหม่ การจะเอาแบรนด์เดิมไปยัดเยียดให้ Gen Z ใส่คือเรื่องฝืนธรรมชาติ

นี่คือเหตุผลที่แม็คกรุ๊ปต้องเลือกหงายไพ่ใบใหม่ สร้างแบรนด์แฟชั่นและไลฟ์สไตล์ “MCJ” ขึ้นมาเป็นสปินออฟ เพื่อเจาะตลาด Urban Lifestyle โดยเฉพาะ พร้อมเปิดตัวด้วยกลยุทธ์ฟอร์มยักษ์ ทั้งการดึง “มาร์ค ต้วน” (MARK TUAN) มาเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ และการสาดงบปูพรมสื่อ OOH (Out-of-Home) เต็มสูบ นี่ไม่ใช่แค่การเปิดตัวเสื้อผ้าคอลเลกชันใหม่ แต่คือการเดินหมากเชิงกลยุทธ์ที่เดิมพันด้วยอนาคตของบริษัท

สร้างภาพลักษณ์ใหม่ที่สลัดคราบความแมส

โจทย์แรกของการปั้น MCJ คือการสร้าง “เส้นแบ่ง” ให้ชัดเจนว่าแบรนด์นี้ไม่ได้เกิดมาเพื่อขายคนกลุ่มเดิม MCJ ถูกวางโพซิชันนิงให้เป็นแบรนด์แฟชั่นที่เชื่อมโยงกับการใช้ชีวิตในเมือง ดีไซน์ต้องมีความสตรีท มินิมอล และใส่ได้จริงในชีวิตประจำวัน

การใช้ Brand Tag Line ว่า “OWN IT” และคอนเซปต์ “Stay True, Be Real” คือการสื่อสารตรงไปยังอินไซต์ของกลุ่ม Gen Y และ Gen Z ที่ต้องการเสื้อผ้าเป็นเครื่องมือแสดงออกถึงตัวตน (Self-Expression) ไม่ชอบการตามกระแสแบบไร้ทิศทาง และต้องการความขบถเล็กๆ การแยกแบรนด์ออกมาชัดเจนช่วยให้แม็คกรุ๊ปสามารถตั้งราคา (Pricing) และสร้างภาพลักษณ์แบรนด์ให้มีความพรีเมียมขึ้นได้โดยไม่กระทบกับฐานลูกค้าเดิมของแบรนด์แม่

ทำไมต้อง “มาร์ค ต้วน” รหัสลับของการแฮ็กระบบ Fandom Economy

การสร้างแบรนด์ใหม่จากศูนย์ให้คนรู้จักต้องใช้เวลาและงบมหาศาล แต่ในยุคนี้ เครื่องมือที่ร่นระยะเวลาได้ดีที่สุดคือ Celebrity Marketing ทว่าการเลือก “มาร์ค ต้วน” ไม่ใช่แค่การจ้างคนดังระดับโกลบอลมาถือสินค้า แต่แม็คกรุ๊ปกำลังซื้อ Brand Loyalty ของฐานแฟนคลับ หรือที่เรียกว่า Fandom Economy

  • DNA ที่สอดคล้อง : มาร์ค ต้วน มีคาแรกเตอร์ที่ตรงกับคำว่า Urban Lifestyle อย่างสมบูรณ์แบบ ทั้งภาพลักษณ์ความเป็นอินเตอร์ แฟชั่นนิสต้า และการใช้ชีวิตแบบ Stay True, Be Real เมื่อศิลปินใส่สินค้า แฟนคลับจะรู้สึกว่านี่คือสไตล์ที่แท้จริงของศิลปิน ไม่ใช่การถูกยัดเยียดให้โฆษณา
  • จาก Fan สู่ Funnel: แฟนคลับของมาร์ค ต้วน (อากาเซ่) มีกำลังซื้อสูง และมีพฤติกรรมพร้อมเปย์เพื่อสนับสนุนศิลปินที่ตนรัก การดึงมาร์ค ต้วนมา เท่ากับการการันตียอดขายตั้งแต่วันแรกที่ลอนช์แคมเปญ เป็นทางลัดในการ Convert จากยอดไลก์บนโซเชียลให้กลายเป็นยอดขายจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด

สื่อดั้งเดิมที่ทรงพลังที่สุดในยุค Fandom

สิ่งที่น่าสนใจในมูฟเมนต์นี้คือ การที่ MCJ เลือกปูพรมสื่อสารผ่านโฆษณาตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 โดยอาวุธหนักที่แบรนด์เลือกใช้เพื่อขยายอิมแพ็คคือ สื่อ OOH (ป้ายบิลบอร์ด, จอดิจิทัลตามจุดตัดสำคัญในเมือง, รถไฟฟ้า)

ทำไมแบรนด์ที่เจาะคนรุ่นใหม่ถึงต้องทุ่มงบกับสื่อนอกบ้าน? คำตอบคือ OOH ในยุคนี้ทำหน้าที่เป็น “Landmark” ไม่ใช่แค่ป้ายโฆษณา

  • OOH x Fandom = Earned Media มหาศาล: เมื่อภาพมาร์ค ต้วน ขนาดมหึมาปรากฏบนบิลบอร์ดใจกลางเมือง แฟนคลับจะทำหน้าที่เป็น “สื่อ” ให้กับแบรนด์โดยอัตโนมัติ พวกเขาจะเดินทางไปถ่ายรูป เช็กอิน และโพสต์ลงโซเชียลมีเดียพร้อมติดแฮชแท็ก ทำให้แบรนด์ได้ Earned Media บนโลกออนไลน์เพิ่มขึ้นทวีคูณ เป็นการเชื่อม Offline to Online (O2O) ที่ทรงพลัง
  • ตอกย้ำภาพลักษณ์ Urban: การยึดพื้นที่สื่อหลักใจกลางเมืองหลวง เป็นการประกาศกร้าวถึงจุดยืนความเป็น Urban Lifestyle ของแบรนด์ MCJ ได้ดีที่สุด และสร้าง Perception ให้กับคนทั่วไป (Non-fan) ว่านี่คือแบรนด์แฟชั่นระดับพรีเมียมที่กำลังมาแรง

กลยุทธ์การลอนช์แบรนด์ MCJ ถือว่าสอบผ่านฉลุยในแง่ของการสร้าง Brand Awareness และ Buzz Marketing แต่ในมุมมองของนักการตลาด ความท้าทายที่แท้จริงคือ “หลังจากนี้”

แม็คกรุ๊ปจะออกแบบ Customer Journey อย่างไรให้ลูกค้ากลุ่ม Fandom ที่เข้ามาซื้อสินค้าเพราะศิลปิน รู้สึกประทับใจในคุณภาพ ดีไซน์ และกลับมาซื้อซ้ำ (Retention) จนกลายเป็นลูกค้าประจำของแบรนด์ MCJ อย่างแท้จริง หากทำได้ MCJ จะไม่ใช่แค่แคมเปญฉาบฉวย แต่จะเป็น New S-Curve ตัวใหม่ที่ผลักดันให้แม็คกรุ๊ปเติบโตข้ามตลาดได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

 

I'm a Content Creator and Storyteller, and i love Shooting my daughter :><: